หลายคนคงเคยพบเจอปัญหาเดียวกันนี้ นอนมากกว่า 8-9 ชั่วโมงแล้ว แต่ตื่นขึ้นมากลับรู้สึกไม่สดชื่น อ่อนเพลีย และสมองเฉื่อยชา เหมือนไม่ได้พักผ่อนเลย ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่ควรมองข้าม เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของ “โรคนอนเกิน” หรือ Hypersomnia ที่กำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทยจำนวนมาก
ทำความรู้จักโรคนอนเกิน (Hypersomnia)
โรคนอนเกิน หรือ Hypersomnia เป็นกลุ่มโรคที่ผู้ป่วยมีปัญหาง่วงนอนมากผิดปกติในช่วงเวลาที่ควรตื่นตัวได้ดี ผู้ป่วยมักมีอาการง่วง เผลอหลับหรืองีบหลับระหว่างวัน ฝืนให้ตื่นไม่ได้ แม้ว่าช่วงกลางคืนจะนอนหลับได้อย่างเพียงพอแล้วก็ตาม
คนที่มีภาวะนี้จะมีลักษณะที่ต้องการการนอนเพิ่มขึ้นทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน มีภาวะตื่นยากมากจากการนอน เมื่อตื่นแล้วก็รู้สึกว่าต้องการนอนต่อไปอีก ระหว่างวันก็ต้องการงีบหลับหลายๆ ครั้ง บางครั้งอาการอาจรุนแรงถึงระดับที่เผลอหลับในขณะรับประทานอาหาร ทำงาน พูดคุยกับผู้อื่น หรือขับรถ
อาการเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
อาการหลักของโรคนอนเกินประกอบด้วย ตื่นนอนยาก ขี้เซามาก นอนเท่าไรก็ไม่พอเพราะยังรู้สึกง่วง เพลีย อยู่ตลอดเวลา อยากจะงีบนอนวันละหลาย ๆ ครั้ง หากมีอาการหนักมาก อาจงีบหลับได้ในสถานการณ์ที่ไม่ควรหลับ
นอกจากนี้ยังมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น:
- หงุดหงิดฉุนเฉียวง่ายกับเรื่องเล็กน้อย
- ความจำไม่ค่อยดี สมองไม่ค่อยแล่น คิดอะไรไม่ค่อยออก
- สมาธิบกพร่อง และประสิทธิภาพการทำงานลดลง
- อารมณ์แปรปรวน มีความรู้สึกซึมเศร้า
สาเหตุของโรคนอนเกินที่หลายคนไม่รู้
1. การสะสมอาการอดนอน
อดนอนมาเป็นเวลานาน และบ่อยๆ จนร่างกายพักผ่อนไม่พอ ทำให้นอนเท่าไรก็ไม่รู้จักพอสักที ปัญหานี้พบมากในคนทำงานที่ต้องทำงานดึก หรือมีภาระงานหนัก
2. ความผิดปกติของนาฬิกาชีวิต
กลุ่มโรคนาฬิกาชีวิตแปรปรวน (circadian sleep wake rhythm disorder) ทำให้เวลาเข้านอนและตื่นนอนผิดปกติ ทั้งนี้ยังรวมไปถึง การเดินทางไปต่างประเทศที่มีการเปลี่ยนเวลาที่ต่างกันมาก และการทำงานเป็นกะ
3. ปัญหาทางร่างกายและจิตใจ
ความผิดปกติทางระบบสมอง เช่น โรคทางสมอง หรือสมองได้รับอุบัติเหตุ ความผิดปกติในช่วงเวลาของการนอนหลับ เช่น ภาวะหยุดหายใจในขณะนอนหลับ หรือนอนกรน
วิตกกังวล หรือโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า โรคไบโพล่า ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการนอนเกิน
4. ผลข้างเคียงจากยา
การรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาแก้แพ้ หรือยาคลายกล้ามเนื้อ รวมถึงการหลั่งฮอร์โมนในร่างกายและการหลั่งของสารในสมองที่ผิดปกติ
อันตรายร้ายแรงที่ตามมา
โรคนอนเกินไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่จะปล่อยให้เป็นไป เพราะสามารถนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงได้หลายด้าน
ปัญหาด้านร่างกาย
น้ำหนักเกินมากกว่าเดิม เนื่องจากระบบการเผาผลาญไขมันลดลง มีการสะสมไขมันเพิ่มขึ้น อันอาจนำไปสู่โรคต่างๆ อาทิเช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง
โรคกระดูกพรุน และปัญหาเกี่ยวกับข้อต่างๆ เนื่องจากการนอนมากเกินไป ร่างกายจะไม่มีการเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน อาจทำให้กระดูก และกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง มีปัญหาตามมาได้
ปัญหาด้านจิตใจ
กลายเป็นคนซึมเศร้า การนอนมากๆ ทำให้ฮอร์โมนในร่างกายแปรปรวน โดยเฉพาะ “เคมีอารมณ์ สารความสุข” จำพวก “เซโรโทนิน (Serotonin)” และ “เอนดอร์ฟิน (Endorphin)” ลดต่ำลง
ความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ
เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจากความง่วงนอนระหว่างวัน เช่น อุบัติเหตุจากยานพาหนะ หรืออุบัติเหตุจากการใช้เครื่องจักรขณะที่สมองไม่ตื่นตัวเต็มที่
ปัญหาระบบสืบพันธุ์
ภาวะมีบุตรยาก การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอจะส่งผลฮอร์โมนของเพศหญิงหลั่งออกมาเป็นปกติ
วิธีการแก้ไขและป้องกัน
1. ปรับกิจวัตรประจำวัน
สร้างตารางการนอน เข้านอนและตื่นนอน ให้ตรงเวลาเป็นประจำ รับแสงแดดตอนเช้าอย่างน้อย 30 นาที ไม่ควรนอนในเวลากลางวัน หากงีบหลับไม่ควรเกิน 30 นาที
การออกกำลังกาย ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงแนะนำให้ผู้ใหญ่ออกกำลังกายระดับปานกลางถึงหนักอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
2. ปรับพฤติกรรมการกิน
หลีกเลี่ยงคาเฟอีน และอาหารมื้อดึก 4 ชั่วโมงก่อนนอน งดดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ 4 ชั่วโมง ก่อนนอน
หลีกเลี่ยงอาหารมื้อหนัก หรืออาหารที่ย่อยยากก่อนนอน เพราะจะทำให้ปวดท้อง เนื่องจากมีอาการกรดไหลย้อน ถ้าท้องว่างให้รับประทานอาหารเบาๆ เช่น ขนมปังชิ้นเล็ก นมอุ่น หรือน้ำผลไม้
3. ปรับสภาพแวดล้อม
จัดห้องนอนให้เหมาะสม ห้องนอนควรมีอุณหภูมิเย็นสบาย มีแสงสลัว และเงียบ เพื่อส่งเสริมการนอนหลับที่มีคุณภาพ
หลีกเลี่ยงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ งดเล่น และปิดโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ตก่อนนอน เพราะการเล่นมือถือก่อนนอน แล้วปล่อยให้หลับคามือถือไปอาจเป็นสาเหตุให้ร่างกายไม่ได้หลับสนิทเต็มที่
4. เทคนิคผ่อนคลาย
ผ่อนคลายความเครียด โดยใช้เวลา 30 นาทีก่อนที่จะเข้านอน ลองอ่านหนังสือที่เบาสมอง ฟังเพลงที่ไม่มีเนื้อร้อง หรือผ่อนคลายด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การฝึกควบคุมการหายใจ
หากนอนไม่หลับ ให้ไปทำกิจกรรมเบาๆ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง หรือนั่งสมาธิ เมื่อรู้สึกง่วงให้เข้ามานอน
5. การรักษาทางการแพทย์
การประเมินคุณภาพการนอน การประเมินคุณภาพการนอนหลับ มีหลายรูปแบบ รวมถึงการใช้แบบประเมินความง่วง THE EPWORTH SLEEPINESS SCALE ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย
การตรวจสุขภาพการนอน สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจ Sleep Test เพื่อวิเคราะห์การทำงานของระบบต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะการตรวจหาโรคหยุดหายใจขณะหลับ
การรักษาโรคพื้นฐาน หากมีปัญหาด้านการนอนหลับ เช่น นอนไม่หลับ นอนหลับได้ไม่ต่อเนื่อง มีอาการนอนกรนหรือหยุดหายใจขณะหลับ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป
ข้อควรระวังสำคัญ
โรคนี้ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรม นิสัยเกียจคร้าน หรือบุคลิกภาพส่วนตัว แต่เกิดจากโรคทางกาย หรือทางใจ ต้องรีบพบแพทย์ การมองข้ามหรือปล่อยให้อาการดำเนินต่อไปอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงขึ้น
คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
ระยะเวลาการนอนหลับที่เพียงพอ มีความแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ สำหรับผู้ใหญ่วัยทำงาน ควรนอนหลับ 7-9 ชั่วโมงต่อคืน และควรมีช่วงเวลาหลับลึก 13-23% ของระยะเวลาการนอนหลับทั้งหมด
คนเราควรมีช่วงหลับลึก (deep sleep) ประมาณ 13–23% ของเวลานอนทั้งหมด หรือเฉลี่ยประมาณ 1–2 ชั่วโมงต่อคืน สำหรับผู้ใหญ่วัยทำงาน การหลับลึกเป็นช่วงที่ร่างกายซ่อมแซมเซลล์ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และฟื้นฟูพลังงาน หากหลับลึกไม่เพียงพอ แม้นอนครบชั่วโมงก็อาจยังรู้สึกเหนื่อย ง่วง และไม่มีสมาธิ
สรุป
ปัญหา “นอนเยอะแต่ตื่นมาสมองล้า” ไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม หากพบว่าตนเองมีอาการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ควรเริ่มปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวัน ดูแลสุขอนามัยการนอนให้ดี และหากอาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจและรักษาที่เหมาะสม การนอนหลับที่มีคุณภาพเป็นรากฐานสำคัญของการมีสุขภาพดี และการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
การตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้และการแก้ไขอย่างถูกวิธี จะช่วยให้เราสามารถกลับมามีชีวิตที่สมดุล มีพลังงาน และความสุขในการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเต็มที่