แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคสมองชี้ กรณีผู้ป่วยรายหนึ่งที่ต้องกินยามากถึง 43 เม็ดต่อวัน จากการวินิจฉัยที่ผิดพลาดและการเชื่อโฆษณายาบำรุงต่าง ๆ จนเกือบเสียชีวิต เรียกร้องให้คนไทยเลิกนิสัย “เป็นอะไรต้องกินยาก่อน”
หมอเชี่ยวชาญแชร์ประสบการณ์ผู้ป่วยน่าสะเทือนใจ
เมื่อวันที่ 14 กันยายน ศาสตราจารย์แพทย์หญิง ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคทางสมอง จากศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว เล่าประสบการณ์ที่น่าสะเทือนใจเกี่ยวกับผู้ป่วยรายหนึ่งที่เกือบเสียชีวิตจากการได้รับยาที่ไม่จำเป็น
กรณีนี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายสิบรายที่ ศ.แพทย์หญิง ธีระวัฒน์ เคยพบเจอ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ของระบบสาธารณสุขไทยในปัจจุบัน คือการวินิจฉัยโรคที่ไม่ถูกต้อง การสั่งจ่ายยาที่ไม่จำเป็น และความเชื่อของประชาชนที่ว่า “กินยาแล้วจะหาย”
ประวัติผู้ป่วยก่อนเจ็บป่วย
คุณสมชาย (นามสมมติ) อายุ 56 ปี เป็นผู้ประกอบการที่มีสุขภาพแข็งแรงมาตลอด ไม่เคยมีประวัติการเจ็บป่วยที่ร้ายแรง มีการดำรงชีวิตที่สมดุลพอสมควร
สุขภาพโดยรวมของคุณสมชายก่อนเจ็บป่วย:
- สุขภาพแข็งแรง ลงพุงเล็กน้อยตามปกติของผู้ชายวัยกลางคน
- มีระดับคอเลสเทอรอลรวม 260 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร โดยมี LDL (ไขมันเสีย) 120 และ HDL (ไขมันดี) 45
- ความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่เคยเกิน 130/85 มิลลิเมตรปรอท
- ไม่สูบบุหรี่ ดื่มเหล้าในปริมาณพอประมาณ (วิสกี้วันละ 2 เป๊ก)
- ออกกำลังกายน้อย แต่ยังสามารถทำงานธุรกิจได้อย่างกระฉับกระเฉง
- ไม่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ เส้นเลือดสมอง หรือสมองเสื่อม
ระดับไขมันและคอเลสเทอรอลของคุณสมชายอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถควบคุมได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม คือการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยา
จุดเริ่มต้นของปัญหา – อาการเวียนหัวเล็กน้อย
ประมาณ 6 เดือนที่แล้ว คุณสมชายเริ่มมีอาการ “บ้านหมุนโคลงเคลง” เล็กน้อย โดยมีลักษณะดังนี้:
ลักษณะอาการที่แท้จริง:
- เวียนหัวเมื่อนอนตะแคงข้างขวา เป็นช่วงสั้น ๆ
- เวียนหัวเมื่อเปลี่ยนท่านอนหรือลุกขึ้น
- ไม่เคยล้ม เดินได้ปกติ
- ไม่มีอาการเห็นภาพซ้อน
- ไม่มีเสียงดังในหู (tinnitus)
- ไม่มีอาการชาหรืออ่อนแรงครึ่งซีก
- ไม่มีปัญหาการประสานงานของกล้ามเนื้อ
อาการเหล่านี้เป็นลักษณะทั่วไปของภาวะ “หินปูนในท่อหูชั้นใน” (Benign Paroxysmal Positional Vertigo – BPPV) ซึ่งเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง สามารถรักษาได้ด้วยการบริหารท่าง่าย ๆ และอาจหายเองได้
การวินิจฉัยที่ผิดพลาดครั้งแรก
เมื่อภรรยาพาคุณสมชายไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม
กระบวนการวินิจฉัยที่ผิดพลาด:
ทันทีที่คุณสมชายเล่าอาการ “บ้านหมุน” แพทย์ได้วินิจฉัยทันทีว่าน่าจะเป็นเส้นเลือดตีบในสมอง โดยไม่ได้สอบถามรายละเอียดอาการอย่างละเอียด
คุณสมชายถูกส่งตัวทำการตรวจต่าง ๆ อย่างรีบด่วน:
- เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan)
- การตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
- การตรวจอื่น ๆ อีกมากมาย
หลังจากการตรวจ แพทย์บอกกับคุณสมชายและครอบครัวว่า “โชคดีที่ยังไม่เป็นมาก แต่ต้องรีบรักษาป้องกันไว้ก่อน”
การสั่งจ่ายยาที่ไม่จำเป็นครั้งแรก
จากการวินิจฉัยที่ผิดพลาด คุณสมชายได้รับยาหลายชนิดพร้อมกัน:
ยาแก้เวียนหัว 2 ชนิด:
- Flunarizine
- Cinnarizine
- โฆษณาว่าช่วยระบบไหลเวียนเลือดสมองดีขึ้น (ซึ่งไม่เป็นความจริง)
ยาบำรุงสมอง 5 ชนิด:
- อ้างว่าช่วยบำรุงสมอง แต่จริง ๆ แล้วไม่เคยได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์
ยาป้องกันสมองเสื่อม 2 ชนิด:
- อ้างว่าเพิ่มความเฉียบคมของสมอง (ซึ่งไม่เป็นความจริง)
ยาป้องกันเส้นเลือดตีบ 2 ชนิด:
- หนึ่งในนั้นมียาแอสไพรินเป็นส่วนผสม
ยาลดไขมัน 2 ชนิด:
- เพื่อป้องกันไขมันตกตะกอนในเส้นเลือด
รวมทั้งสิ้น คุณสมชายได้รับยา 13 ชนิดจากการรักษาครั้งแรก
ผลข้างเคียงเริ่มปรากฏ
ในสัปดาห์แรก คุณสมชายรู้สึกว่าอาการเวียนหัวดีขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติเพราะอาการของ BPPV มักจะหายเองได้
แต่หลังจากสัปดาห์ที่ 4 อาการใหม่เริ่มปรากฏขึ้น:
อาการคล้ายโรคพาร์กินสัน:
- ตัวแข็ง กล้ามเนื้อเกร็ง
- มือสั่น (tremor)
- เดินช้า ก้าวสั้น
- ตาไม่ค่อยกะพริบ
- หน้าตาเคร่งเครียด เฉยเมย (mask face)
อาการอื่น ๆ:
- ปวดเมื่อยตามไหล่ หลัง ขาทั้ง 2 ข้าง
- นอนไม่หลับ
- ท้องอืด
ความจริงแล้ว อาการเหล่านี้เกิดจากผลข้างเคียงของยาที่คุณสมชายกิน โดยเฉพาะยาแก้เวียน (Flunarizine และ Cinnarizine) ที่มีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการคล้ายโรคพาร์กินสันได้หากใช้ติดต่อกันนาน
การวินิจฉัยผิดครั้งที่สอง
เมื่อคุณสมชายกลับไปพบแพทย์คนแรก แทนที่จะสงสัยว่าอาการอาจเกิดจากผลข้างเคียงของยา แพทย์กลับวินิจฉัยว่าคุณสมชายเริ่มเป็นโรคพาร์กินสัน
ยาเพิ่มเติมที่ได้รับ:
- ยารักษาโรคพาร์กินสัน 2 ชนิด
- ยาแก้ปวดเมื่อย 1 ชนิด
- ยาแก้ท้องอืด 1 ชนิด
ขณะนี้ คุณสมชายกินยาไปแล้วทั้งสิ้น 17 ชนิด
ความจริงที่น่าสะพรึงกลัว:
- อาการพาร์กินสันเกิดจากยาแก้เวียน ไม่ใช่โรคจริง
- โรคพาร์กินสันจริงจะค่อย ๆ เป็นเป็นหลายปี ไม่เป็นเร็วขนาดนี้
- อาการปวดเมื่อยเกิดจากผลข้างเคียงของยาลดไขมัน 2 ตัวที่กินพร้อมกัน
ภาวะแทรกซ้อนทางจิต
ผ่านไปอีก 3 สัปดาห์ อาการไม่ดีขึ้น แต่กลับเลวลง คุณสมชายเริ่มมี:
อาการทางจิต:
- งกๆ เงิ่นๆ มากขึ้น
- เปลี่ยนพฤติกรรม
- หวาดระแวง
- กลัวสมบัติจะหาย
- เห็นภาพหลอน (hallucination)
ครอบครัวตกใจ จึงพาไปพบแพทย์คนที่ 2
การรักษาของแพทย์คนที่ 2:
- ยารักษาโรคจิต
- ยานอนหลับ
- ยาแก้กระเพาะท้องอืดเพิ่มอีก 1 ชนิด
ตอนนี้คุณสมชายกินยาไปแล้ว 20 ชนิด
ความจริง: อาการทางจิตเหล่านี้เป็นผลข้างเคียงจากยาป้องกันสมองเสื่อมและยาพาร์กินสัน ไม่ใช่โรคจิตจริง
ความเชื่อส่วนบุคคลที่ทำให้ปัญหาแย่ลง
นอกจากยาจากแพทย์แล้ว คุณสมชายยังได้หาอาหารเสริมต่าง ๆ มากิน จากการเชื่อโฆษณาในทีวีและนิตยสาร อีก 3-4 ชนิด
รวมกับวิตามินบำรุงที่แพทย์สั่งให้อีกหลายชนิด
ยาและอาหารเสริมทั้งหมดที่คุณสมชายกิน:
- ยา 22 ชนิด (43 เม็ดต่อวัน)
- ยาฉีดอาทิตย์ละครั้ง
คุณสมชายกลายเป็น “สนามรบ” ของยาหลายชนิดที่เกิดปฏิกิริยากันเป็นลูกโซ่
ความเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว
ในช่วง 4 เดือนหลัง อาการของคุณสมชายเลวลงอย่างต่อเนื่อง:
ความเสื่อมทางกาย:
- เดินลำบาก ต้องใช้รถเข็น
- การเคลื่อนไหวช้าและติดขัด
- กลายเป็น “ซอมบี้” ตามคำบรรยายของแพทย์
ความเสื่อมทางจิต:
- พูด “ถามคำ ตอบคำ”
- สมองและการรับรู้เชื่องช้า
- ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้
สาเหตุของความเสื่อม:
- ยาโรคจิตทำให้อาการพาร์กินสันเลวลง
- ยานอนหลับทำให้สมองและประสาทรับรู้ช้า
- ปฏิกิริยาระหว่างยาหลายชนิด
การรักษาที่ถูกต้อง – การหยุดยาทั้งหมด
เมื่อ ศ.แพทย์หญิง ธีระวัฒน์ พบคุณสมชาย ท่านได้ทำสิ่งที่อาจดูแปลกแต่ถูกต้อง คือ สั่งให้หยุดยาทั้ง 23 ชนิด รวมทั้งยาฉีด
การตัดสินใจนี้อาจดูเสี่ยง แต่ ศ.แพทย์หญิง ธีระวัฒน์ เห็นว่าปฏิกิริยาข้างเคียงจากยาหลายชนิดนี้อันตรายกว่าโรคเดิมของผู้ป่วยมาก
หลักการรักษา:
- หยุดยาที่ไม่จำเป็นทั้งหมด
- ให้ร่างกายขจัดสารเคมีจากยาออกไป
- เฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
ผลลัพธ์ที่น่าอัศจรรย์
หนึ่งเดือนผ่านไป คุณสมชายเดินเข้าห้องตรวจด้วยตนเอง พร้อมกับครอบครัว ในสภาพที่ปกติสมบูรณ์
อาการทั้งหมดที่เคยมี หายไปสิ้นเชิง:
- ไม่มีอาการพาร์กินสัน
- ไม่มีอาการทางจิต
- ไม่มีอาการปวดเมื่อย
- สามารถทำกิจกรรมได้ปกติ
การวินิจฉัยที่ถูกต้อง: คุณสมชายมีเพียงอาการเวียนหัวจาก “หินปูนในท่อหูชั้นใน” (BPPV) ซึ่ง:
- เป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง
- อาจเป็นๆ หายๆ เอง
- รักษาได้ด้วยการบริหารท่าง่าย ๆ
- ใช้ยาแก้เวียนเล็กน้อยเฉพาะเมื่อจำเป็น
บทเรียนสำคัญจากกรณีนี้
สำหรับประชาชน:
1. เลิกนิสัย “เป็นอะไรกินยาก่อน”
- ไม่ใช่ทุกอาการที่ต้องกินยา
- การวินิจฉัยผิดอันตรายมากกว่าโรคจริง
- ยาทุกชนิดมีผลข้างเคียง
2. ไม่เชื่อโฆษณายาบำรุง
- ยาบำรุงสมอง ยาป้องกันสมองเสื่อม ส่วนใหญ่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- การโฆษณามักเกินจริง
- อาหารเสริมไม่ใช่ยารักษาโรค
3. ขอความเห็นที่สอง (Second Opinion)
- หากมีอาการรุนแรงขึ้นหลังกินยา ควรปรึกษาแพทย์อื่น
- อย่ายอมรับการวินิจฉัยที่ไม่ชัดเจน
- สอบถามเหตุผลการสั่งยาทุกชนิด
สำหรับแพทย์:
1. การวินิจฉัยต้องระมัดระวัง
- อย่าวินิจฉัยเร็วเกินไปจากอาการเพียงอย่างเดียว
- ต้องซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด
- พิจารณาสาเหตุที่เรียบง่ายก่อน
2. การสั่งจ่ายยาต้องสมเหตุสมผล
- สั่งยาเฉพาะที่จำเป็น
- อธิบายสรรพคุณและผลข้างเคียงให้ผู้ป่วยเข้าใจ
- ติดตามผลข้างเคียงอย่างใกล้ชิด
3. ความรู้ต้องทันสมัย
- ยาบำรุงสมองส่วนใหญ่ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์
- การรักษาโรคสมองและระบบประสาทต้องใช้ความรอบคอบ
- อย่าสั่งยาเพียงเพื่อทำให้ผู้ป่วยพอใจ
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับยาที่ใช้ในกรณีนี้
ยาแก้เวียนหัว (Flunarizine, Cinnarizine):
- มีข้อบ่งใช้สำหรับใช้ระยะสั้น
- ผลข้างเคียงหลักคือ อาการคล้ายพาร์กินสันเมื่อใช้นาน
- ไม่ได้ช่วย “บำรุงเลือดในสมอง” ตามที่โฆษณา
ยาบำรุงสมอง:
- ส่วนใหญ่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แน่นอน
- หลายชนิดเป็นเพียงวิตามินหรือสารสกัดจากพืช
- ราคาแพงแต่ประโยชน์ไม่คุ้มค่า
ยาป้องกันสมองเสื่อม:
- ยังไม่มียาตัวใดที่สามารถป้องกันหรือรักษาอัลไซเมอร์ได้จริง
- ยาที่มีอยู่เป็นเพียงการกระตุ้นสารเคมีในสมองชั่วคราว
- ผลข้างเคียงอาจรุนแรงกว่าประโยชน์
ยาลดไขมัน:
- จำเป็นเฉพาะกรณีที่ไขมันสูงมากจริง ๆ
- ผลข้างเคียงหลักคือ ปวดกล้ามเนื้อ
- การใช้ 2 ชนิดพร้อมกันเพิ่มความเสี่ยงผลข้างเคียง
แนวทางป้องกัน
สำหรับประชาชน:
1. รู้เท่าทันสุขภาพตนเอง
- เรียนรู้เกี่ยวกับโรคทั่วไป
- เข้าใจว่าไม่ใช่ทุกอาการที่ร้ายแรง
- รู้จักการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
2. การเลือกใช้บริการสาธารณสุข
- เลือกสถานพยาบาลที่มีชื่อเสียงดี
- หาข้อมูลแพทย์ที่เชี่ยวชาญ
- อย่าไปหาหมอเพราะความกลัวหรือความวิตกกังวล
3. การสื่อสารกับแพทย์
- เล่าอาการอย่างตรงไปตรงมา
- สอบถามเหตุผลการรักษาทุกขั้นตอน
- ขอคำอธิบายที่เข้าใจได้
สำหรับระบบสาธารณสุข:
1. การกำกับดูแลคุณภาพ
- ตรวจสอบมาตรฐานการวินิจฉัยและการรักษา
- กำกับดูแลการสั่งจ่ายยาที่ไม่จำเป็น
- ส่งเสริมการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการรักษา
2. การศึกษาต่อเนื่อง
- อบรมแพทย์ให้มีความรู้ทันสมัย
- เน้นความสำคัญของการวินิจฉัยที่ถูกต้อง
- ส่งเสริมการปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างแพทย์
3. การควบคุมโฆษณา
- กำกับดูแลการโฆษณายาและอาหารเสริม
- ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน
- ลงโทษการโฆษณาเกินจริง
บทสรุป
กรณีของคุณสมชายเป็นเสมือนกระจกส่องให้เห็นปัญหาใหญ่ของระบบสุขภาพไทย ตั้งแต่การวินิจฉัยโรคที่รีบเร่งเกินไป การสั่งจ่ายยาที่ไม่จำเป็น ไปจนถึงความเชื่อของประชาชนที่ว่า “กินยาแล้วจะหาย”
สิ่งที่เราเรียนรู้จากกรณีนี้:
- การวินิจฉัยผิดอันตรายกว่าโรคจริง – คุณสมชายมีเพียงปัญหาเล็กน้อยกับหูชั้นใน แต่กลับถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคเส้นเลือดสมอง พาร์กินสัน และโรคจิต
- ยาหลายชนิดสร้างปฏิกิริยาลูกโซ่ – จาก 1 ยาแก้เวียน กลายเป็น 22 ชนิดยา เพราะแต่ละยามีผลข้างเคียง ที่ต้องรักษาด้วยยาใหม่
- การหยุดยาคือการรักษา – เมื่อหยุดยาทั้งหมด คุณสมชายกลับมาสุขภาพดีเหมือนเดิมภายใน 1 เดือน
- ความรู้เท่าทันคือภูมิคุ้มกัน – หากครอบครัวคุณสมชายมีความรู้เรื่องยาและโรค อาจจะไม่ต้องเผชิญกับสถานการณ์นี้
ข้อเรียกร้องจาก ศ.แพทย์หญิง ธีระวัฒน์:
คนไทยควรเลิกนิสัย “เป็นอะไรกินยาก่อน” และหันมาใส่ใจสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และมีความรู้เท่าทันเรื่องสุขภาพ
การดูแลสุขภาพที่ดีที่สุด คือการป้องกัน ไม่ใช่การรักษา และการป้องกันที่ดีที่สุด คือการมีความรู้ที่ถูกต้อง
บทเรียนสำคัญ: “เลิกนิสัยที่อะไร ๆ ต้องกินยาก่อน” เพราะบางครั้งยาอาจเป็นต้นเหตุของปัญหาที่ใหญ่กว่าโรคเดิมเสียอีก
กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าการมีความรู้เท่าทันด้านสุขภาพ การเลือกใช้บริการทางการแพทย์อย่างรอบคอบ และความกล้าหาญในการตั้งคำถามกับแพทย์ มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของเราทุกคน