หมอเตือน! นอนกรนไม่ใช่เรื่องเล็ก 4 โรคร้ายแรงรออยู่ข้างหน้า

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับออกมาเตือนประชาชนถึงอันตรายจากการนอนกรนที่หลายคนมองข้าม โดยระบุว่าการนอนกรนที่เกิดขึ้นทุกคืนอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงถึง 4 โรคที่สามารถคร่าชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม

นายแพทย์สักกะ ณ ตะกั่วทุ่ง โสต ศอ นาสิกแพทย์ โรงพยาบาลเปาโล เกษตร เปิดเผยว่า “หลายคนคิดว่าการนอนกรนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความจริงแล้วการนอนกรนที่มาพร้อมกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ สามารถนำไปสู่โรคร้ายแรงได้หลายโรค หากปล่อยทิ้งไว้อาจกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่อันตรายต่อชีวิต”

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ – ต้นตอของปัญหา

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือ Sleep Apnea เป็นความผิดปกติของการหายใจที่เกิดขึ้นระหว่างการนอนหลับ โดยเฉพาะ Obstructive Sleep Apnea (OSA) ซึ่งเกิดจากการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนต้น บริเวณจมูกลงไปถึงปอดมีความตีบแคบ เนื่องจากกล้ามเนื้อเพดานอ่อนมีความหย่อนยาน

สถิติพบว่าประมาณ 10-30% ของผู้ใหญ่มีการนอนกรน ในช่วงอายุก่อน 35 ปี พบผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 20% และอายุ 35 ปีขึ้นไป พบสัดส่วนของผู้ป่วยโรคนี้เป็น 60% โดยพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

อาการเตือนที่ควรสังเกต:

  • นอนกรนเสียงดังสลับกับช่วงหยุดหายใจ
  • สะดุ้งตื่น สำลักน้ำลาย ตื่นบ่อยระหว่างคืน
  • หายใจอย่างแรงเหมือนขาดอากาศ
  • ตื่นเช้าปวดศีรษะ รู้สึกนอนไม่อิ่ม
  • ง่วงนอนระหว่างวัน อารมณ์หงุดหงิดง่าย

โรคร้ายแรง 4 โรค จากการนอนกรน

1. โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) – “เพชฌฆาตเงียบ”

โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคแรกที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการนอนกรน ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจะมีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

กลไกการเกิดโรค: เมื่อเกิดการหยุดหายใจขณะหลับ ร่างกายจะขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียด ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น และความดันโลหิตสูงขึ้น

ความดันโลหิตสูงมากกว่าหรือเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้ว โรคนี้ถูกเรียกว่า “เพชฌฆาตเงียบ” เพราะมักไม่มีอาการ แต่ทำลายอวัยวะต่างๆ ไปทีละน้อยอย่างช้าๆ จนผู้ป่วยเกิดผลแทรกซ้อนร้ายแรง

ภาวะแทรกซ้อน:

  • หัวใจวาย หลอดเลือดหัวใจตีบ
  • โรคหลอดเลือดในสมองตีบตัน หรือแตก
  • ไตเสื่อมสมรรถภาพ
  • ประสาทตาเสื่อม ตามัว หรือตาบอด

2. โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes)

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับเพิ่มโอกาสของการเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) ซึ่งเป็นต้นเหตุหลักของโรคเบาหวานชนิดที่ 2

กลไกการเกิดโรค: การนอนหลับไม่เพียงพอและร่างกายขาดออกซิเจนทำให้ระบบเผาผลาญเสียสมดุล ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดและเพิ่มความเสี่ยงโรคเบาหวาน การหยุดหายใจซ้ำๆ ขณะหลับจะเพิ่มการหลั่งฮอร์โมนความเครียดที่รบกวนการทำงานของอินซูลิน

โรคเบาหวานไม่ได้อันตรายแค่ระดับน้ำตาลในเลือดสูง แต่ยังส่งผลให้หลอดเลือดแดงเกิดความผิดปกติและเสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว

ภาวะแทรกซ้อน:

  • ไตวาย
  • ตาบอดจากเบาหวาน
  • เท้าเปื่อย ต้องตัดขา
  • หลอดเลือดแข็งตัวทำให้เกิดโรคหัวใจ

3. โรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ (Cardiovascular Disease)

การหยุดหายใจซ้ำๆ ขณะนอนหลับจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากหัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเมื่อระดับออกซิเจนในเลือดลดลง

กลไกการเกิดโรค: ภาวะขาดออกซิเจนจะเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจต้องบีบตัวมากขึ้น ส่งผลให้ผนังหัวใจหนาตัว หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ผนังหัวใจจะยืดออกและเสียหน้าที่ ทำให้เกิดหัวใจโต

โรคที่เกิดขึ้น:

  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (อาจเต้นช้าหรือเร็วกว่าปกติ)
  • โรคหัวใจขาดเลือด
  • หัวใจวาย
  • หัวใจล้มเหลว
  • ความดันในปอดสูง (Pulmonary Hypertension)

สำหรับผู้ที่มีโรคหัวใจขาดเลือดอยู่ก่อน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับอาจส่งผลให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

4. โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke/Cerebrovascular Disease)

การหยุดหายใจซ้ำๆ ทำให้สมองได้รับออกซิเจนน้อยลง เพิ่มโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน หรืออัมพฤกษ์ อัมพาตได้

กลไกการเกิดโรค: ภาวะขาดออกซิเจนเรื้อรังจะทำให้หลอดเลือดในสมองเสื่อมสภาพ ร่วมกับความดันโลหิตที่สูงขึ้นจากการนอนกรน จะเร่งให้เกิดการอุดตันหรือแตกของหลอดเลือดในสมอง

ประเภทโรคหลอดเลือดสมองที่เกิด:

  • โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน (Ischemic Stroke)
  • โรคหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke)
  • อัมพฤกษ์/อัมพาต
  • ความจำลดลง
  • ความสามารถในการคิดเสื่อม

สัญญาณอันตรายที่ควรรีบพบแพทย์

แพทย์แนะนำให้รีบพบแพทย์ทันที หากมีอาการดังต่อไปนี้:

อาการระหว่างนอน:

  • นอนกรนเสียงดัง แล้วหยุดเงียบไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง
  • สะดุ้งตื่นหรือหายใจเฮือกกลางคืน
  • ปัสสาวะบ่อยกลางคืน

อาการตอนตื่น:

  • ปวดศีรษะตอนเช้า
  • ไม่รู้สึกสดชื่นแม้จะนอนเพียงพอ
  • ง่วงนอนมากผิดปกติกลางวัน
  • สมาธิสั้น หงุดหงิดง่าย
  • ความจำลดลง

การตรวจวินิจฉัย – Sleep Test

การตรวจการนอนหลับ หรือ Sleep Test ถือเป็นการตรวจมาตรฐานสากลที่ช่วยในการตรวจวิเคราะห์ระบบการทำงานของร่างกายขณะนอนหลับ

สิ่งที่ตรวจได้:

  • ระดับออกซิเจนในเลือด
  • ระบบการหายใจ
  • การทำงานของคลื่นไฟฟ้าสมอง
  • คลื่นไฟฟ้าหัวใจ
  • การทำงานของกล้ามเนื้อ
  • พฤติกรรมขณะนอนหลับ

การเตรียมตัวก่อนตรวจ:

  • งดการทานยานอนหลับ
  • งดการดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ
  • เลี่ยงการออกกำลังกายหนัก

วิธีรักษาและป้องกัน

การรักษาทางการแพทย์:

1. เครื่องช่วยหายใจ CPAP เป็นเครื่องมือหลักในการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับระดับรุนแรง โดยจะส่งแรงดันอากาศเข้าสู่ทางเดินหายใจเพื่อป้องกันการอุดกั้น

2. การผ่าตัด

  • การผ่าตัดแก้ไขผนังกั้นช่องจมูกคด
  • การผ่าตัดตกแต่งเพดานอ่อน และลิ้นไก่ โดยใช้เลเซอร์
  • การผ่าตัดเลื่อนกระดูกขากรรไกรบนและล่าง

3. เครื่องครอบฟัน เป็นอุปกรณ์ที่ใส่ในปากขณะนอน เพื่อช่วยดันกรามล่างไปข้างหน้า ทำให้ทางเดินหายใจเปิดกว้างขึ้น

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม:

1. ควบคุมน้ำหนัก การลดน้ำหนักสามารถช่วยลดอาการนอนกรนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเนื้อเยื่อส่วนเกินรอบคอจะลดลง

2. ปรับท่านอน

  • เปลี่ยนจากการนอนหงายมาเป็นนอนตะแคง
  • ปรับให้ศีรษะอยู่สูงกว่าลำตัว
  • เลือกหมอนที่มีความสูงเหมาะสม

3. เลี่ยงสิ่งกระตุ้น

  • งดสูบบุหรี่
  • งดดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอน
  • หลีกเลี่ยงยานอนหลับที่ไม่จำเป็น

4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อทั้งร่างกาย รวมถึงกล้ามเนื้อรอบทางเดินหายใจ

ข้อแนะนำจากแพทย์

นพ.สักกะ ย้ำว่า “ผู้ที่มีอาการนอนกรน โดยเฉพาะที่มีอาการหยุดหายใจขณะหลับมากกว่า 10 ครั้งขึ้นไป ถือเป็นข้อบ่งชี้ปัญหาสุขภาพที่อันตราย จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาโดยเร็ว”

การตรวจวินิจฉัยและรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับในช่วงแรกจะช่วยป้องกันโรคร้ายแรงเหล่านี้ได้ ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อน

สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ผู้สูงอายุ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคเหล่านี้ ควรให้ความใส่ใจและตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อการป้องกันและรักษาที่ทันท่วงที

สรุป

การนอนกรนไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะมองข้ามได้ เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงถึง 4 โรค ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง

การรับรู้อาการเตือน การตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง และการรักษาที่เหมาะสม จะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงและปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากท่านหรือคนใกล้ชิดมีอาการนอนกรนประจำ โดยเฉพาะที่มีอาการหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุด เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสม


ข้อมูลจากโรงพยาบาลเปาโล, โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, โรงพยาบาลนนทเวช และสถาบันการแพทย์ต่างๆ