การกลั่นแกล้งในสถานศึกษาได้กลายเป็นปัญหาที่ท้าทายสำหรับระบบการศึกษาทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคที่การสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเด็กและเยาวชน การกำหนดว่าพฤติกรรมใดเป็น “การบูลลี่” นั้นยังคงเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนและก่อให้เกิดความไม่เข้าใจระหว่างผู้ปกครอง นักเรียน และสถานศึกษา
งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยในนอร์เวย์เผยให้เห็นช่องว่างที่น่าวิตกในการรับรู้เกี่ยวกับการบูลลี่ โดยพบว่า 2 ใน 3 ครั้งที่ผู้ปกครองเชื่อว่าบุตรหลานของตนถูกกลั่นแกล้ง สถานศึกษากลับมองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่การบูลลี่ ในทางกลับกัน ผู้ปกครองของนักเรียนที่ถูกร้องเรียนก็มักไม่เห็นด้วยกับข้อกล่าวหาที่ว่าบุตรหลานของตนเป็นผู้กระทำการบูลลี่
วิวัฒนาการของคำว่า ‘บูลลี่’ ในบริบทสังคมไทย
ดร.สุชาดา นักจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่นจากสถาบันพัฒนาการเด็ก อธิบายว่า “คำว่า ‘บูลลี่’ ในสังคมไทยมักถูกใช้ในบริบทที่กว้างและคลุมเครือ บางครั้งใช้แทนคำว่า ‘ด่าทอ’ หรือ ‘เหยียด’ ซึ่งแตกต่างจากความหมายดั้งเดิมในวัฒนธรรมตะวันตกที่มีนิยามเฉพาะเจาะจงมากกว่า”
เดิมทีคำว่า “บูลลี่” หมายถึงการกลั่นแกล้งซ้ำๆ ที่มีลักษณะเป็นการใช้ความรุนแรงทางกายภาพ แต่ในยุคดิจิทัล ความหมายนี้ได้ขยายขอบเขตไปสู่การกลั่นแกล้งผ่านคำพูด ข้อความ หรือแม้กระทั่งการกระทำในโลกออนไลน์ จนเกิดคำใหม่อย่าง “ไซเบอร์บูลลี่” ที่หมายถึงการกลั่นแกล้งซ้ำๆ ในโลกออนไลน์
ผศ.ดร.รัชนี ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริมว่า “การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้ความหมายของการบูลลี่ส่วนใหญ่ในปัจจุบันเน้นไปที่การใช้คำพูดหรือข้อความเป็นหลัก โดยไม่จำเป็นต้องมีการกระทำทางกายภาพ แต่ผลกระทบต่อจิตใจของผู้ถูกกระทำอาจรุนแรงไม่แพ้กัน”
นิยามสากลของการบูลลี่ที่สถานศึกษาทั่วโลกยอมรับ
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และองค์การยูนิเซฟได้กำหนดนิยามของการบูลลี่ไว้อย่างชัดเจน โดยการกระทำหนึ่งๆ จะถือเป็นการบูลลี่ต่อเมื่อมีองค์ประกอบครบทั้ง 4 ข้อ ดังนี้
1. ทำให้ผู้ถูกกระทำเกิดความเจ็บปวด ไม่ว่าจะเป็นทางกายภาพหรือจิตใจ การกระทำนั้นต้องส่งผลกระทบเชิงลบต่อผู้ถูกกระทำอย่างชัดเจน
2. เกิดขึ้นซ้ำๆ ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่ต้องเป็นรูปแบบพฤติกรรมที่ดำเนินต่อเนื่อง
3. มีเจตนาร้าย ผู้กระทำต้องมีความตั้งใจที่จะทำร้ายหรือสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ถูกกระทำ
4. มีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ ผู้กระทำต้องมีอำนาจหรือความได้เปรียบมากกว่าผู้ถูกกระทำ ทำให้ผู้ถูกกระทำไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ด้วยตนเองได้
ดร.วิชัย ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ระบุว่า “แม้จะมีนิยามที่ชัดเจนระดับสากล แต่ในทางปฏิบัติ การตัดสินใจว่าพฤติกรรมหนึ่งๆ เป็นการบูลลี่หรือไม่ยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับสถานศึกษา เนื่องจากต้องอาศัยการสังเกตและการรวบรวมข้อมูลที่ละเอียดและต่อเนื่อง”
กรณีศึกษา : ความซับซ้อนของการ ‘ไม่คบเพื่อน’
หนึ่งในกรณีที่ซับซ้อนและพบได้บ่อยในสถานศึกษาคือการ “แยกตัว” หรือการไม่ให้เพื่อนๆ คบหาสมาคมกับนักเรียนคนใดคนหนึ่ง อ.ดร.สมพงษ์ ธรรมวิทยา นักจิตวิทยาพฤติกรรมจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงความซับซ้อนของกรณีนี้ว่า
“สมมติว่ามีนักเรียนคนหนึ่งที่ถูกเพื่อนๆ รวมหัวกันไม่ให้ใครเล่นด้วย กินข้าวด้วย หรือร่วมกิจกรรมกลุ่มด้วย แม้ว่าเราจะไม่เห็นการกระทำที่รุนแรงทางกายภาพ แต่การ ‘ไม่กระทำ’ หรือการเมินเฉยนี้เองที่เป็นรูปแบบของการบูลลี่ที่เข้านิยามอย่างสมบูรณ์”
ปัญหาคือครูผู้สอนหรือผู้ดูแลอาจไม่สังเกตเห็นพฤติกรรมนี้ เนื่องจากไม่มีการกระทำที่ชัดเจน นักเรียนที่ถูกกระทำก็ไม่ได้รับบาดเจ็บทางกายภาพใดๆ แต่ผลกระทบทางจิตใจอาจรุนแรงถึงขั้นส่งผลต่อพัฒนาการทางสังคมและอารมณ์ในระยะยาว
นางสุดา ครูใหญ่โรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เล่าประสบการณ์ว่า “เคสแบบนี้เราเจอบ่อยมาก แต่มันยากมากที่จะจับได้ เพราะเด็กๆ จะทำแบบลับๆ และเมื่อครูเข้าไปถาม เด็กกลุ่มที่แยกตัวก็จะปฏิเสธและอ้างว่าไม่ได้ทำอะไร ส่วนเด็กที่โดนก็มักจะไม่กล้าบอก กลัวว่าจะโดนแกล้งหนักขึ้น”
ปัญหาการพิสูจน์เจตนาร้าย
องค์ประกอบที่ท้าทายที่สุดในการระบุการบูลลี่คือการพิสูจน์ “เจตนาร้าย” ของผู้กระทำ ศ.ดร.นงนุช ศิริภัทราชัย นักจิตวิทยาเด็กจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายว่า “แม้ว่านิยามจะระบุชัดเจนว่าต้องเกิดขึ้นซ้ำๆ แต่ในความเป็นจริง ครูอาจไม่ได้เห็นเหตุการณ์ทุกครั้งที่เกิดขึ้น และเมื่อจับได้ ผู้กระทำก็มักจะอ้างว่า ‘ล้อเล่น’ หรือ ‘เล่นกันเอง'”
ปัญหานี้ยิ่งซับซ้อนขึ้นในโลกออนไลน์ เนื่องจากการกลั่นแกล้งสามารถเกิดขึ้นได้ตลอด 24 ชั่วโมง และมักจะเกิดขึ้นนอกสายตาของผู้ใหญ่ นายธนากร รัตนโสภา ผู้อำนวyการกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า “เด็กสมัยนี้มีความชำนาญในการใช้เทคโนโลยีมากกว่าผู้ใหญ่ พวกเขารู้วิธีการซ่อนการกระทำของตนไม่ให้ผู้ปกครองหรือครูเห็น”
ความเปลี่ยนแปลงของ ‘อำนาจ’ ในยุคดิจิทัล
นิยามดั้งเดิมของการบูลลี่มักเน้นไปที่ความเหลื่อมล้ำทางกายภาพ เช่น เด็กตัวใหญ่กลั่นแกล้งเด็กตัวเล็ก หรือเด็กโตกลั่นแกล้งเด็กเล็ก แต่ในยุคปัจจุบัน “อำนาจ” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่มิติทางกายภาพเท่านั้น
ผศ.ดร.อนุรักษ์ จากคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายว่า “อำนาจในยุคนี้อาจมาจากความนิยมในสังคม การมีเพื่อนมาก การเป็นที่ชื่นชอบของครู หรือแม้กระทั่งการมีทักษะทางเทคโนโลยีที่เหนือกว่า เด็กที่ดูเหมือนจะอ่อนแอกว่าทางกายภาพ แต่มีอิทธิพลทางสังคม ก็สามารถเป็นผู้กระทำการบูลลี่ได้”
นางวิภา ผู้ปกครองนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นแห่งหนึ่ง เล่าประสบการณ์ว่า “ลูกสาวเราโดนเพื่อนในชั้นคนหนึ่งใส่ร้าย ป้ายสี บอกครูว่าลูกเราไปแกล้งเขา แต่ความจริงเขาเป็นคนที่ครูรักและเพื่อนๆ ก็ชอบ ครูเลยเชื่อเขามากกว่าลูกเราที่เป็นเด็กเงียบๆ เรื่องนี้ทำให้เราเข้าใจว่า ‘อำนาจ’ มันไม่ได้อยู่ที่ตัวใหญ่ตัวเล็กอย่างเดียว”
สถิติและผลกระทบที่น่าวิตก
การสำรวจของสำนักงานกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ในปี 2023 พบว่า นักเรียนไทยร้อยละ 32.7 เคยประสบการณ์การถูกกลั่นแกล้งในรูปแบบต่างๆ โดยร้อยละ 68.4 ของกรณีเกิดขึ้นในสถานศึกษา และร้อยละ 31.6 เกิดขึ้นในโลกออนไลน์
ดร.ประสิทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ชี้ให้เห็นผลกระทบระยะยาวของปัญหานี้ว่า “เด็กที่ถูกกลั่นแกล้งมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาด้านสุขภาพจิต ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และมีผลการเรียนที่ต่ำลง นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการพัฒนาทักษะทางสังคมและความสามารถในการสร้างสัมพันธภาพในอนาคต”
ความท้าทายในการแก้ปัญหา
แม้จะมีความตระหนักเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับปัญหาการบูลลี่ แต่การแก้ไขปัญหายังคงเป็นสิ่งที่ท้าทาย ดร.สำเริง จันทร์เฉลิม ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายการศึกษาจากสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า “การแก้ปัญหาการบูลลี่ไม่สามารถทำได้ด้วยการลงโทษผู้กระทำเพียงอย่างเดียว ต้องอาศัยการทำความเข้าใจสาเหตุ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และการให้การสนับสนุนทั้งผู้ถูกกระทำและผู้กระทำ”
นโยบายการศึกษาในหลายประเทศได้เริ่มปรับเปลี่ยนแนวทางจากการลงโทษไปสู่การฟื้นฟูและการสร้างความเข้าใจ โดยเน้นการให้ผู้กระทำเข้าใจผลกระทบของการกระทำ การพัฒนาความเห็นอกเห็นใจ และการสร้างทักษะในการแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติ
บทบาทของผู้ปกครองในการป้องกัน
ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเน้นย้ำถึงความสำคัญของบทบาทผู้ปกครองในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการบูลลี่ อ.ดร.มาลี สุขสวัสดิ์ จากสถาบันครอบครัวและเด็ก มหาวิทยาลัยมหิดล แนะนำว่า “ผู้ปกครองต้องเพิ่มการสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลาน เนื่องจากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าเด็กส่วนใหญ่ไม่เล่าให้ผู้ใหญ่ฟังเมื่อถูกกลั่นแกล้ง โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น”
สัญญาณเตือนที่ผู้ปกครองควรสังเกตได้แก่ การไม่อยากไปโรงเรียน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างกะทันหัน การหลีกเลี่ยงกิจกรรมทางสังคม การนอนหลับผิดปกติ หรือการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการกินอาหาร
แนวทางการป้องกันและแก้ไขในอนาคต
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้เริ่มนำระบบการตรวจสอบและป้องกันการบูลลี่มาใช้ในสถานศึกษาต้นแบบ โดยใช้เทคโนโลยีช่วยในการตรวจจับและรายงานเหตุการณ์ รวมถึงการฝึกอบรมครูให้มีความรู้และทักษะในการจัการกับปัญหานี้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดร.ณัฐพร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา กล่าวสรุปว่า “การแก้ปัญหาการบูลลี่ในยุคดิจิทัลต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งสถานศึกษา ผู้ปกครอง และสังคม การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับนิยามของการบูลลี่ การพัฒนาระบบการตรวจจับที่มีประสิทธิภาพ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการยอมรับความแตกต่างและความเห็นอกเห็นใจ คือกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้”
ปัญหาการบูลลี่ในโรงเรียนยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แม้จะมีนิยามที่ชัดเจนและมาตรการป้องกันต่างๆ แต่ความซับซ้อนของปัญหาในยุคดิจิทัลยังคงต้องการการศึกษา การพัฒนาเครื่องมือ และการปรับปรุงแนวทางการจัดการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่