ไขมันในช่องท้องส่งสัญญาณเป็นพิษ ผลักดันตับสู่การดื้ออินซูลิน จุดชนวนโรคเบาหวานในคนไทย

นักวิจัยเผยการค้นพบกลไกใหม่ที่เชื่อมโยงการสะสมไขมันในช่องท้องกับการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยเฉพาะในคนไทยที่มีแนวโน้มสะสมไขมันบริเวณหน้าท้องมากขึ้น พบว่าเนื้อเยื่อไขมันในช่องท้อง (Visceral Adipose Tissue: VAT) ที่ขยายตัวมากเกินไปจะหลั่งสารอักเสบและกรดไขมันส่งตรงไปยังตับ ทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินและนำไปสู่โรคเบาหวานในที่สุด

การศึกษาล่าสุดจากสถาบันวิจัยโรคเบาหวานแห่งชาติชี้ให้เห็นว่า ปัญหาโรคอ้วนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย โดยเฉพาะการสะสมไขมันบริเวณหน้าท้องและเอว มิได้เป็นเพียงปัญหาเรื่องรูปร่างหน้าตาเท่านั้น หากแต่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จะนำไปสู่โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งปัจจุบันพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นกว่า 4.8 ล้านคนทั่วประเทศ

ระบบหลอดเลือดพิเศษในช่องท้อง เส้นทางสู่ตับที่เป็นอันตราย

ศาสตราจารย์แพทย์ ดร.สมศักดิ์ วิทยาการแพทย์ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ระบบหลอดเลือดในช่องท้องมีความพิเศษแตกต่างจากส่วนอื่นของร่างกาย โดยทั่วไปหลอดเลือดดำจะนำเลือดกลับสู่หัวใจผ่านหลอดเลือดใหญ่ที่เรียกว่า Vena cava แต่ในช่องท้องกลับมีการจัดระบบที่แตกต่าง

“หลอดเลือดดำจากอวัยวะในช่องท้อง รวมถึงลำไส้ เพาะ ตับอ่อน และม้าม จะรวมตัวกันเป็นหลอดเลือดใหญ่สายหนึ่งที่เรียกว่า Portal vein หรือหลอดเลือดดำแบบพอร์ทัล ซึ่งจะนำเลือดเข้าสู่ตับก่อนที่จะกลับไปยังหัวใจ” ดร.สมศักดิ์กล่าว

การจัดระบบแบบนี้มีเหตุผลทางธรรมชาติที่สำคัญ เพราะตับทำหน้าที่เป็นโรงกลั่นสารพิษและสารต่างๆ ที่เข้ามาจากการรับประทานอาหาร จึงจำเป็นต้องให้เลือดจากระบบทางเดินอาหารไหลผ่านตับเพื่อการคัดกรองก่อนเสมอ

อย่างไรก็ตาม ระบบนี้กลับกลายเป็นจุดอ่อนเมื่อมีสารพิษหรือสารอักเสบจากเนื้อเยื่อไขมันในช่องท้องไหลเข้าสู่ตับ เพราะตับจะต้องรับภาระเป็นอันดับแรก ทำให้เกิดความเสียหายสะสมในระยะยาว

เนื้อเยื่อไขมันในช่องท้อง จากผู้พิทักษ์กลายเป็นศัตรู

เนื้อเยื่อไขมันในช่องท้อง หรือ VAT เป็นไขมันที่วางตัวอยู่รอบอวัยวะภายในช่องท้อง โดยเฉพาะบริเวณเยื่อแขวนลำไส้ (Mesentery) ซึ่งในภาวะปกติจะทำหน้าที่เป็นแหล่งสะสมพลังงานสำรองในรูปของไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) และหลั่งสารต้านการอักเสบเพื่อช่วยในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อเมื่อมีการบาดเจ็บ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิมลรัตน์  นักวิจัยด้านโรคอ้วนและเบาหวาน อธิบายว่า “ในคนที่มีน้ำหนักปกติ เนื้อเยื่อไขมันในช่องท้องจะทำงานเป็นระบบป้องกันร่างกาย แต่เมื่อมีการสะสมไขมันมากเกินไป โดยเฉพาะในคนที่มีภาวะอ้วน เนื้อเยื่อนี้จะเริ่มเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม”

เมื่อ VAT ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เซลล์ไขมันจะถูกบีบให้เก็บไขมันมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ไม่สามารถสร้างเซลล์ใหม่เพิ่มได้ เซลล์เดิมจึงต้องพองตัวใหญ่ขึ้นจนเกิดภาวะเครียดภายในเซลล์ สภาวะนี้ทำให้เซลล์ไขมันเปลี่ยนจากการหลั่งสารต้านการอักเสบ กลายเป็นการหลั่งสารก่อการอักเสบแทน

นอกจากนี้ เมื่อร่างกายต้องการใช้พลังงานจากไตรกลีเซอไรด์ที่สะสมอยู่ เซลล์ไขมันจะสลายมันออกมาเป็นกรดไขมันอิสระ (Free Fatty Acids) ในปริมาณมาก ซึ่งกรดไขมันนี้มีความเป็นพิษต่อเซลล์อื่นๆ หากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป

ตับ เป้าหมายแรกของการโจมตีจากไขมันในช่องท้อง

สิ่งที่น่าวิตกก็คือ ทั้งสารก่อการอักเสบและกรดไขมันที่หลั่งออกมาจาก VAT จะไหลตามกระแสเลือดเข้าสู่ระบบ Portal vein และส่งไปยังตับโดยตรง ทำให้ตับได้รับสารพิษเหล่านี้เป็นปริมาณสูงและต่อเนื่อง

ดร.ปิยะดา หัวหน้าแผนกตับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เล่าว่า “เราพบว่าผู้ป่วยที่มีไขมันในช่องท้องสูง มักจะมีระดับเอนไซม์ตับสูงกว่าปกติ แสดงให้เห็นว่าตับกำลังได้รับความเสียหายอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก”

การได้รับสารอักเสบอย่างต่อเนื่องทำให้ตับเข้าสู่ภาวะเครียดเรื้อรัง (Chronic stress) เซลล์ตับเริ่มเปลี่ยนแปลงการทำงาน โดยเฉพาะการตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งในภาวะปกติอินซูลินจะส่งสัญญาณให้ตับลดการผลิตน้ำตาลกลูโคสลง และเพิ่มการเก็บสะสมกลูโคสในรูปของไกลโคเจน

กลไกการดื้ออินซูลินของตับ จุดเริ่มต้นของเบาหวาน

เมื่อตับเริ่มไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน หรือที่เรียกว่า ภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) ของตับ กลไกการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดจะเสียสมดุล แทนที่ตับจะลดการผลิตน้ำตาลเมื่อได้รับสัญญาณจากอินซูลิน กลับเพิ่มการผลิตน้ำตาลต่อไปเรื่อยๆ

กระบวนการนี้เรียกว่า Hepatic gluconeogenesis หรือการสร้างน้ำตาลใหม่ของตับ ซึ่งจะทำงานอย่างรุนแรงโดยไม่มีการควบคุม ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่อดอาหาร เช่น ตอนเช้าหลังตื่นนอนหรือระหว่างมื้ออาหาร

ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ นักวิจัยด้านเบาหวานจากมหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า “นี่คือหนึ่งในกลไกสำคัญของทฤษฎี Portal theory ที่อธิบายการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 โดยเริ่มจากปัญหาที่ตับ ไม่ใช่เริ่มจากการดื้ออินซูลินของกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียวตามที่เคยเข้าใจกัน”

ทฤษฎีนี้อธิบายได้ว่าทำไมผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่หลายคนจึงมีระดับน้ำตาลตื่นเช้า (Fasting glucose) สูงเป็นอาการแรก แม้จะยังไม่มีอาการหลังอาหารมากนัก เพราะปัญหาเริ่มต้นจากตับที่ผลิตน้ำตาลมากเกินไปในช่วงที่ไม่มีการรับประทานอาหาร

สถานการณ์ในประเทศไทย โรคอ้วนลงพุงเพิ่มขึ้นทุกปี

ข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ ประจำปี 2567 พบว่า ประชาชนไทยที่มีภาวะอ้วนลงพุง (เส้นรอบเอวเกิน 90 เซนติเมตรในผู้ชาย และ 80 เซนติเมตรในผู้หญิง) เพิ่มขึ้นจาก 28.7% ในปี 2562 เป็น 34.2% ในปี 2567

ดร.นิรุต   ผอ.สถาบันโรคเบาหวาน  เผยว่า “เราพบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างการเพิ่มขึ้นของอัตราโรคอ้วนลงพุงกับอัตราผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 300,000 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่มีปัญหาไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง”

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยในยุคดิจิทัล ที่นิยมอาหารจานด่วน อาหารหวานจัด และมีกิจกรรมทางกายน้อยลง ส่งผลให้เกิดการสะสมไขมันในช่องท้องมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานที่ต้องนั่งทำงานเป็นเวลานาน

การป้องกันและการรักษา ตัดปัญหาตั้งแต่ต้นทาง

ดร.วิรียา   ประธานสมาคมโรคเบาหวาน  เน้นว่า การป้องกันโรคเบาหวานที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือการควบคุมไม่ให้ไขมันในช่องท้องสะสมมากเกินไป ซึ่งต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต

“การลดน้ำหนักเพียง 5-10% ของน้ำหนักตัว สามารถลดขนาดของเนื้อเยื่อไขมันในช่องท้องได้อย่างมีนัยสำคัญ และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานได้ถึง 58%” ดร.วิริยากล่าว

การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การเดินเร็ว การวิ่งจ็อกกิ้ง การปั่นจักรยาน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที พบว่าสามารถลดไขมันในช่องท้องได้ดีกว่าการออกกำลังกายแบบอื่น นอกจากนี้ การออกกำลังกายด้วยน้ำหนัก (Weight training) ยังช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ซึ่งจะช่วยเผาผลาญน้ำตาลได้ดีขึ้น

การควบคุมอาหารไม่จำเป็นต้องอดอาหารอย่างหนัก แต่ควรเน้นการลดปริมาณน้ำตาลและแป้งที่ไม่จำเป็น เพิ่มการบริโภคผักใบเขียว โปรตีนจากเนื้อสัตว์ไร้มัน และไขมันดีจากถั่วและเมล็ดพืช

เทคโนโลยีใหม่ในการตรวจวัดไขมันในช่องท้อง

ความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบันทำให้สามารถวัดปริมาณไขมันในช่องท้องได้อย่างแม่นยำด้วยเทคโนโลยี MRI หรือ CT scan พิเศษ แต่สำหรับการคัดกรองเบื้องต้น การวัดเส้นรอบเอวยังคงเป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพ

ดร.สุกัญญา   จากภาควิชารังสีวิทยา โรงพยาบาลศิริราช อธิบายว่า “การวัดเส้นรอบเอวที่ถูกต้อง ควรวัดรอบส่วนที่เล็กที่สุดของเอว ซึ่งโดยปกติจะอยู่เหนือสะดือประมาณ 2-3 เซนติเมตร ในสภาวะที่หายใจออกปกติ”

เกณฑ์ที่ปรับปรุงใหม่สำหรับคนไทย คือ ผู้ชายไม่ควรเกิน 85 เซนติเมตร และผู้หญิงไม่ควรเกิน 75 เซนติเมตร ซึ่งเข้มงวดกว่าเกณฑ์เดิม เพราะพบว่าคนเอเชียมีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจากไขมันในช่องท้องได้เร็วกว่าคนผิวขาว

แนวทางการรักษาใหม่ที่มุ่งเป้าไปที่ไขมันในช่องท้อง

ยาลดน้ำหนักกลุ่มใหม่ เช่น GLP-1 agonists ที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศ พบว่าสามารถลดไขมันในช่องท้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะยาเซมาโซลูไทด์ (Semaglutide) ที่ทำการทดลองในผู้ป่วยไทยแล้วพบว่าสามารถลดน้ำหนักและไขมันในช่องท้องได้ดี

อย่างไรก็ตาม ดร.ประสิทธิ์ จากสมาคมแพทย์โรคอ้วนแห่งประเทศไทย เตือนว่า “ยาเหล่านี้ควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ และต้องควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การใช้ยาเพียงอย่างเดียวโดยไม่เปลี่ยนวิถีชีวิต ผลจะไม่ยั่งยืน”

บทสรุป การป้องกันคือทางออกที่ดีที่สุด

การค้นพบกลไกการเชื่อมโยงระหว่างไขมันในช่องท้องกับการเกิดเบาหวานผ่านทาง Portal theory เป็นก้าวสำคัญในการทำความเข้าใจโรคเบาหวาน ทำให้เห็นว่าการป้องกันโรคนี้ไม่ควรมองเพียงแค่การควบคุมน้ำตาล แต่ต้องเริ่มจากการป้องกันการสะสมไขมันในช่องท้องตั้งแต่เนื่อนๆ

สำหรับคนไทยที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมต่อการเกิดเบาหวานอยู่แล้ว การควบคุมไขมันในช่องท้องจึงมีความสำคัญยิ่งขึ้นไปอีก การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตให้เหมาะสม ทั้งการบริโภคอาหารที่ถูกต้อง การออกกำลังกายสม่ำเสมอ และการตรวจสุขภาพเป็นประจำ จะช่วยลด

ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยป้องกันโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจตามมาได้อีกด้วย

การลงทุนในการป้องกันโรคในวันนี้ จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาในอนาคต และที่สำคัญที่สุด คือการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว การเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันนี้ ไม่เคยสายเกินไปสำหรับสุขภาพที่ดีกว่า