ทำงานให้จบหรือทำงานให้จำ? เคล็ดลับสู่ความสำเร็จในสายงานจาก Emma Grede นักธุรกิจระดับโลก

เผยโฉม 7 กุญแจสำคัญที่จะพาคุณก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำ แม้ยังไม่มีอำนาจในมือ

ในโลกของการทำงานที่แข่งขันสูง มีพนักงานอยู่เพียงสองประเภท ประเภทแรกคือกลุ่มคนที่ทำงานให้ครบตามหน้าที่แล้วกลับบ้าน และอีกกลุ่มคือคนที่ “เข้าใจเกม” ว่าทุกชั่วโมงในออฟฟิศคือเวทีแสดงศักยภาพของตนเอง

เอ็มมา เกรด (Emma Grede) ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นชื่อดัง SKIMS และ Good American ได้เปิดเผยความลับของการเติบโตในสายงานผ่านรายการ The Diary of a CEO โดยเธอกล่าวว่า “คนที่ได้เลื่อนตำแหน่งในองค์กร ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่คือคนที่คิดแบบผู้นำตั้งแต่ยังไม่มีตำแหน่ง”

คำพูดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การเลื่อนขั้นในองค์กรไม่ใช่เรื่องของอายุงานหรือประสบการณ์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ “วิธีคิด” และการมองตนเองเป็นนักลงทุนเวลาที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างแท้จริง

Table of Contents

กุญแจที่ 1: ทำ 120% ในสิ่งที่ทำอยู่ ก่อนจะถามถึงขั้นถัดไป

เกรดชี้ให้เห็นว่า ปัญหาหลักของพนักงานหลายคนคือ “การขอมากขึ้นโดยยังไม่ได้ให้มากพอ” หากคุณยังไม่ได้โดดเด่นในสิ่งที่กำลังทำอยู่ การขอก้าวไปขั้นถัดไปอาจกลายเป็นการก้าวถอยหลังของทั้งทีม

หลักการนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องทำงานหนักเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำงานให้ “ดีกว่าที่คาดหวัง” อย่างสม่ำเสมอ การแสดงให้เห็นว่าคุณสามารถจัดการงานปัจจุบันได้อย่างยอดเยี่ยม จะเป็นฐานสำคัญที่ทำให้ผู้บริหารมั่นใจในศักยภาพของคุณ

กุญแจที่ 2: ทัศนคติแบบ “Figure it out” สำคัญกว่าประสบการณ์

เกรดย้ำเสมอว่า เธอเลือกคนจาก mindset ไม่ใช่แค่ resume เพราะคนที่มี “ทัศนคติของผู้ชนะ” จะหาทางแก้ไขปัญหาได้เสมอ แม้ไม่มีใครสอน

ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวมีความสำคัญมากกว่าความรู้เก่าที่สะสมมา คนที่มีจิตใจของ “นักแก้ปัญหา” มักจะได้รับโอกาสมากกว่าคนที่มีแต่ประสบการณ์แต่ขาดความยืดหยุ่น

การพัฒนาทัศนคติแบบนี้เริ่มต้นจากการเปลี่ยนวิธีการตอบสนองต่อปัญหา แทนที่จะบ่นหรือหาคนอื่นมาช่วย ให้ลองหาวิธีแก้ไขด้วยตนเองก่อน การฝึกฝนนี้จะทำให้คุณกลายเป็นคนที่ “น่าไว้วางใจ” ในสายตาของหัวหน้า

กุญแจที่ 3: เข้าใจภาพใหญ่ของธุรกิจ ไม่ใช่แค่งานในหน้าที่

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของพนักงานคือการมองแค่งานในแผนกของตนเอง โดยไม่ทำความเข้าใจว่างานที่ทำส่งผลต่อส่วนอื่นขององค์กรอย่างไร

เกรดมองว่า คนที่เข้าใจ “ธุรกิจทั้งระบบ” คือคนที่ถูกมองว่ามี “ศักยภาพระดับผู้นำ” เพราะการเป็นผู้นำไม่ได้หมายความว่าเก่งในงานเฉพาะด้าน แต่ต้องสามารถมองเห็นความเชื่อมโยงและผลกระทบของทุกส่วนในองค์กร

วิธีการฝึกทักษะนี้ได้แก่ การขอร่วมงานข้ามแผนก การสอบถามเพื่อนร่วมงานเกี่ยวกับงานของพวกเขา และการถามตนเองว่า “งานที่ฉันทำส่งผลต่อทีมอื่นอย่างไร” การมีมุมมองกว้างขวางนี้จะทำให้คุณตัดสินใจได้ดีขึ้นและเป็นที่ปรึกษาที่มีค่าสำหรับผู้บริหาร

กุญแจที่ 4: ความยืดหยุ่นคือทักษะใหม่ของยุคนี้

ในยุคที่เทคโนโลยีและตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เกรดเน้นย้ำว่า “Flexibility is the new skill set” การยึดติดกับวิธีเดิมจะทำให้อยู่ไม่รอดในโลกใหม่

การยืดหยุ่นไม่ใช่การอ่อนแอ แต่เป็นทักษะที่ทำให้คุณกลายเป็น “ผู้รอด” ในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนเร็ว ผู้ที่สามารถปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ได้อย่างรวดเร็วจะมีความได้เปรียบเหนือคนที่ยึดติดกับวิธีการเก่า

ความยืดหยุ่นนี้รวมถึงการยอมรับว่าวิธีที่เคย “เวิร์ก” อาจไม่เวิร์กอีกต่อไป และการกล้าที่จะลองวิธีใหม่ แม้จะมีความเสี่ยงบ้าง การพัฒนาทักษะนี้จะทำให้คุณกลายเป็นคนที่มีค่าต่อองค์กรในระยะยาว

กุญแจที่ 5: แสดงผลงานก่อน จึงค่อยพูดถึง Work-Life Balance

เกรดให้คำแนะนำที่อาจฟังดูแหลมคม แต่สะท้อนความจริงในโลกธุรกิจ นั่นคือ อย่าถามเรื่อง Work-Life Balance ก่อนที่จะแสดงให้เห็นว่าคุณจัดการมันได้

ในสายตาของผู้นำ การพูดถึง work-life balance ในจังหวะที่ยังไม่มี performance อาจถูกตีความว่า “คุณยังไม่พร้อมรับแรงกดดันของความรับผิดชอบ”

เกรดแนะนำให้เปลี่ยนคำถามจาก “เลิกงานกี่โมง” เป็น “ความสำเร็จของตำแหน่งนี้วัดจากอะไร” การถามแบบนี้แสดงให้เห็นว่าคุณให้ความสำคัญกับผลงานและพร้อมที่จะทำสิ่งที่จำเป็นเพื่อบรรลุเป้าหมาย

กุญแจที่ 6: ชีวิตพิเศษต้องทำงานแบบพิเศษ

หลักการสำคัญที่เกรดถือมั่นคือ “Extraordinary success requires extraordinary effort” เธอไม่เชื่อในทางลัด แต่เชื่อในคนที่ “ยอมเหนื่อยในสิ่งที่ใช่” จนสามารถเปลี่ยนชีวิตตนเองได้

ความแตกต่างระหว่างคนธรรมดากับคนพิเศษอยู่ที่การใช้เวลาว่าง วันหยุดของคุณใช้เพื่อพักผ่อนหรือใช้เพื่อพัฒนาตนเอง การลงทุนเวลาส่วนตัวเพื่อเรียนรู้ทักษะใหม่ อ่านหนังสือ หรือสร้างเครือข่าย จะส่งผลต่อความก้าวหน้าในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม เกรดไม่ได้สนับสนุนการทำงานเกินขีดจำกัดจนเป็นอันตราย แต่เน้นการทำงาน “อย่างชาญฉลาด” และการมีเป้าหมายที่ชัดเจน

กุญแจที่ 7: รับผิดชอบชีวิตตัวเองให้ได้ ก่อนขอโอกาสจากใคร

กุญแจสุดท้ายที่เกรดเน้นย้ำคือ การจัดการชีวิตส่วนตัวให้เป็นระบบ ชีวิตส่วนตัวไม่ควรเป็นเหตุผลที่ทำให้งานเสียหาย

เกรดมองว่า คนที่เติบโตในองค์กรคือคนที่ “วางแผนชีวิตดีพอ จนไม่ต้องโยนภาระให้ใครมาซัพพอร์ต” นี่หมายความว่า คุณต้องมีระบบในการจัดการปัญหาส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว สุขภาพ หรือการเงิน

การทดสอบง่ายๆ คือ หากคุณหายไปหนึ่งวัน งานของคุณยังเดินหน้าได้หรือไม่ ถ้าตอบได้ว่า “ได้” แสดงว่าคุณมีระบบงานที่ดีและไม่เป็นคอขวดของทีม

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

นายสมชาย   ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ของบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่งในประเทศไทย ให้ความเห็นว่า “แนวคิดของ Emma Grede สะท้อนความจริงในโลกธุรกิจปัจจุบัน ซึ่งเน้นผลงานและศักยภาพมากกว่าอายุงาน”

“ในการสรรหาและเลื่อนตำแหน่ง เราให้ความสำคัญกับ mindset และความสามารถในการปรับตัวเป็นหลัก เพราะทักษะเฉพาะอาจเรียนรู้ได้ แต่ทัศนคติและวิธีคิดเปลี่ยนได้ยาก” นายสมชายกล่าว

ข้อวิจารณ์และมุมมองที่สมดุล

แม้คำแนะนำของเกรดจะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่ก็มีนักวิชาการบางท่านที่มีความเห็นว่า การเน้นผลงานเป็นหลักอาจส่งผลต่อความสมดุลในชีวิตของพนักงาน

ศาสตราจารย์ ดร.วิมล  จากคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลยชั้นนำ ให้ความเห็นว่า “หลักการของ Emma มีประโยชน์สำหรับคนที่มีเป้าหมายชัดเจนในการเติบโต แต่ควรระวังไม่ให้กลายเป็นการทำงานเกินขีดจำกัดจนส่งผลต่อสุขภาพจิต”

“สิ่งสำคัญคือการหาจุดสมดุลระหว่างความทะเยอทะยานกับการดูแลตนเอง และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนการเติบโตแบบยั่งยืน” ศาสตราจารย์ ดร.วิมลกล่าวเสริม

แนวโน้มการทำงานในอนาคต

จากการวิจัยของสถาบันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แห่งเอเชีย พบว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า ทักษะที่จะมีความสำคัญมากที่สุดคือ ความยืดหยุ่น การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และความสามารถในการทำงานข้ามสาขา

ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของเกรดที่เน้นการมองภาพใหญ่และการปรับตัว การเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตจึงไม่ใช่การสะสมประสบการณ์ในสาขาเดียว แต่เป็นการพัฒนาทักษะที่สามารถถ่ายทอดได้ในหลายสถานการณ์

กรณีศึกษา: ความสำเร็จในบริบทไทย

นางสาวอรนุช   ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำในประเทศไทย เล่าถึงประสบการณ์การเติบโตในสายงานว่า

“ผมเริ่มต้นจากพนักงานฝ่ายขาย แต่พยายามเรียนรู้งานของทุกแผนกและมองหาจุดเชื่อมโยงระหว่างงานขายกับงานด้านอื่นๆ การที่ได้เข้าใจธุรกิจภาพรวมทำให้ผมสามารถเสนอแนวคิดใหม่ๆ ที่สร้างคุณค่าให้กับบริษัท”

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการไม่หยุดเรียนรู้ และการมองตนเองเป็นส่วนหนึ่งของทีมใหญ่ ไม่ใช่แค่คนที่มาทำงานเป็นรายวัน” นางสาวอรนุชกล่าวเสริม

คำแนะนำสำหรับการปฏิบัติ

สำหรับผู้ที่ต้องการนำหลักการของเกรดไปปรับใช้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เริ่มต้นจาก:

การประเมินตนเองอย่างซื่อสัตย์ – พิจารณาว่าปัจจุบันคุณอยู่ในกลุ่ม “ทำงานให้จบ” หรือ “ทำงานให้จำ”

การกำหนดเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาว – วางแผนการพัฒนาตนเองที่ชัดเจนและวัดผลได้

การสร้างเครือข่ายภายในองค์กร – สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานทุกระดับ

การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง – ลงทุนเวลาส่วนตัวเพื่อพัฒนาทักษะใหม่ที่เกี่ยวข้องกับงาน

บทสรุป: กระจกส่องใจสำหรับคนทำงาน

เอ็มมา เกรดไม่ได้พูดเพื่อให้ใครรู้สึกดี แต่พูดเพื่อให้เกิดการ “เติบโตจริง” คำแนะนำของเธออาจไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกคน แต่เป็น “กระจก” ที่สะท้อนให้เห็นว่าเราพร้อมจะเปลี่ยนวิธีเล่นเกมนี้แล้วหรือยัง

หากคุณอยู่ในระบบงาน 9-5 แล้วรู้สึกว่าไปต่อไม่ได้ การนำหลักการเหล่านี้มาพิจารณาอาจช่วยเปิดมุมมองใหม่ในการมองชีวิตการทำงาน ไม่ว่าจะเลือกเส้นทางใด สิ่งสำคัญคือการรู้จักตนเองและมีเป้าหมายที่ชัดเจน

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ที่จะประสบความสำเร็จคือผู้ที่ไม่หยุดพัฒนาตนเอง มีใจเปิดกว้างต่อการเรียนรู้ และเข้าใจว่าการเติบโตในสายงานไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่เป็นผลของการเลือกและการกระทำที่สม่ำเสมอ

ดังที่เกรดกล่าวไว้ “ความสำเร็จไม่ธรรมดาต้องใช้ความพยายามไม่ธรรมดา” คำถามคือ คุณพร้อมจะเริ่มต้นแล้วหรือยัง