เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 รายการโหนกระแสที่ออกอากาศทางช่อง 3 โดย “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” ได้นำเสนอปัญหาที่กำลังส่ายเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย นั่นคือกรณีการอายัดบัญชีธนาคารของประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ถูกพ่วงเข้ากับเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์โดยไม่ได้ตั้งใจ
ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นวิกฤตการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนหลายแสนคนทั่วประเทศ ตั้งแต่คนขับแกร็บคาร์ ช่างเสริมสวย ไรเดอร์ส่งอาหาร ไปจนถึงพยาบาลและพนักงานบริษัท ต่างต้องประสบกับปัญหาการถูกอายัดบัญชีทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดใดๆ
การอายัดบัญชีที่เริ่มต้นจากการแจ้งความออนไลน์ผ่านหมายเลข 1441 กลับกลายเป็นดาบสองคมที่แม้จะช่วยป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ได้บ้าง แต่ก็สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นจำนวนมาก เมื่อกระบวนการปลดอายัดมีความล่าช้าและซับซ้อนมากกว่าการอายัดหลายเท่าตัว
เสียงร้องจากผู้เสียหายตัวจริง
ในรายการดังกล่าว ทนายพัฒน์ อนุสรณ์ อะสุระพงษ์ และทนายแก้ว ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล รองประธานคณะกรรมการเผยแพร่กฎหมายสภาทนายความ ได้ร่วมสัมภาษณ์ผู้เสียหายหลายรายที่ถูกอายัดบัญชีอย่างไม่เป็นธรรม
กรณีของแมงป่อง – คนขับแกร็บคาร์ผู้บริสุทธิ์
แมงป่อง คนขับแกร็บคาร์วัย 35 ปี เล่าถึงประสบการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล ในเดือนมีนาคม 2568 เขาได้รับงานขับรถไปส่งผู้โดยสารที่สถานีตำรวจโพธิ์แก้ว ระหว่างทางผู้โดยสารได้ขอให้รอเพื่อกลับมาที่เดิม โดยสัญญาว่าจะจ่ายเพิ่มเป็นพันบาท
“ระหว่างรอ เขาให้ผมถอดสร้อยข้อมือทองคำ ผมไม่ทำเพราะรู้สึกเอะใจ” แมงป่องเล่าถึงความผิดปกติที่เขาสังเกตเห็น หลังจากนั้นผู้โดยสารได้ขอเลขบัญชีและโอนเงิน 780 บาทเข้าบัญชีของเขา ซึ่งแมงป่องเข้าใจว่าเป็นค่าโดยสารไปกลับ
เหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตเขาเกิดขึ้นเมื่อ 4-5 วันต่อมา เมื่อเขาพบว่าบัตรธนาคารใช้ไม่ได้ หลังจากติดต่อธนาคาร เขาจึงทราบว่ามีผู้เสียหายที่ภูเก็ตแจ้งความ และเงิน 780 บาทที่โอนให้เขานั้นเป็นเงินที่ถูกหลอกไป
“ผมโอนเงินคืนทันที 780 บาท และบัญชีก็ปลดอายัดได้ภายใน 3 วัน” แมงป่องเล่า แต่โชคร้ายที่หนึ่งเดือนต่อมา บัญชีทุกบัญชีของเขาถูกอายัดอีกครั้ง เนื่องจากระบบตรวจพบว่าเลขบัตรประชาชนของเขาติดอยู่ในฐานข้อมูลบัญชีม้า
ปัจจุบันแมงป่องสามารถใช้ได้เพียงบัญชีเดียวแบบจำกัด ต้องไปถอนเงินที่หน้าเคาน์เตอร์เท่านั้น ไม่สามารถใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ใดๆ ได้ เขาต้องเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปภูเก็ตเพื่อแสดงตัวและสอบปากคำ ซึ่งใช้เวลาและค่าใช้จ่ายมาก
“ผมโคตรท้อกับชีวิต พูดตรงๆ ว่าตั้งแต่เกิดมาจนถึงปัจจุบัน ไม่เคยท้ออะไรขนาดนี้” แมงป่องเผยความรู้สึกอย่างหดหู่ เขาไม่สามารถชำระบัตรเครดิตมา 4 เดือนแล้ว และหากไม่มีแฟนช่วยเหลือ รถยนต์ของเขาก็คงถูกยึดไปแล้ว
กรณีของน้ำ – เจ้าของบริษัทที่ไม่รู้ไม่เห็น
น้ำ หญิงสาววัย 28 ปี เจ้าของบริษัทเล็กๆ ประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน เมื่อเธอต้องจ้างโรงพิมพ์ทำโบรชัวสำหรับบริษัท ในการโอนเงินค่าแก้ไขโบรชัว 1,070 บาท ทางโรงพิมพ์ขอให้โอนเข้าบัญชีส่วนบุคคลก่อน แล้วจะโอนกลับเข้าบัญชีนิติบุคคลใหม่เพื่อออกใบกำกับภาษี
เนื่องจากเจ้านายไม่อยู่ น้ำจึงให้เลขบัญชีส่วนตัวเพื่อรับเงินคืนก่อน แล้วจะโอนเข้าบัญชีบริษัทอีกครั้ง แต่ในวันเดียวกันนั้นเอง บัญชีส่วนบุคคลของเจ้าของโรงพิมพ์ถูกมิจฉาชีพหลอก เมื่อเจ้าของโรงพิมพ์แจ้งความออนไลน์ จึงได้ใส่เลขบัญชีของน้ำไปพ่วงด้วย
“หนูก็เลยติดบัญชีมิจฉาชีพ HR03” น้ำเล่าด้วยน้ำเสียงเศร้า การถูกจัดอยู่ในรหัส HR03 หมายความว่าเธอถูกระบุเป็นบัญชีม้าในระบบของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.)
เมื่อน้ำไปติดต่อที่สถานีตำรวจศรีราชา ชลบุรี ตามที่หมายเลข 1441 แจ้งให้ทราบ เจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ไม่ทราบว่าตนเป็นผู้รับผิดชอบคดี ต้องใช้เวลาค้นหาข้อมูลจึงจะพบว่าเลข 13 หลักของน้ำติดอยู่ในการแจ้งความเป็นบัญชีม้า
“ทางโรงพิมพ์ได้ยืนยันกับทางตำรวจไปว่า บัญชีนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเป็นมิจฉาชีพ เป็นเพียงลูกค้าของเขา” น้ำอธิบาย แต่ตำรวจก็ไม่สามารถแก้ไขเอาออกได้ เพราะเป็นการแจ้งความออนไลน์ที่ต้องรวบรวมเอกสารส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายชั้น
ปัจจุบันน้ำถูกอายัดบัญชีมาแล้ว 7 เดือน ทั้ง 6 บัญชี ไม่สามารถใช้บัญชีเงินเดือนได้ ต้องยืมบัญชีพ่อเพื่อใช้จ่าย และขอเจ้านายยืมเงินมาใช้ก่อน รอวันที่บัญชีจะปลดล็อก
กรณีของตั๊ก – ช่างเสริมสวยที่ถูกลูกค้าแจ้งผิด
ตั๊ก เจ้าของร้านเสริมสวยวัย 32 ปี เป็นอีกกรณีที่น่าสนใจ เธอถูกอายัดบัญชีเพราะลูกค้าคนหนึ่งแจ้งความผิด ลูกค้าที่มาทำผมครั้งแรกได้จ่ายค่าบริการ 1,200 บาท แต่ต่อมาลูกค้าคนนี้โดนมิจฉาชีพหลอกในเรื่องอื่น จึงแจ้งความออนไลน์และใส่บัญชีของตั๊กไปด้วย
“เขาบอกว่าเขาโดนคอลเซ็นเตอร์หลอก แล้วพ่วงบัญชีเราไปด้วย” ตั๊กอธิบาย เมื่อเธอติดต่อไปยังสถานีตำรวจ ลูกค้าคนนี้ก็ยืนยันว่าตั๊กไม่เกี่ยวข้อง แต่การแก้ไขก็ใช้เวลามาก
เธอต้องขายทองเพื่อหมุนเงินทุนในร้าน เพราะไม่สามารถใช้ระบบธนาคารได้ ลูกค้าบางรายที่ต้องการโอนเงินก็ไม่กล้าใช้บริการ เพราะกลัวว่าจะเป็นมิจฉาชีพ
กรณีของบุ๋ม – ไรเดอร์ที่ถูกหลอกใช้บัญชี
บุ๋ม หญิงวัย 29 ปี ทำงานเป็นไรเดอร์ มีเพื่อนรู้จักกัน 20 ปีชื่อ “เอ” ที่ทำธุรกิจค้าขายเพชรทองออนไลน์ บุ๋มได้รับการว่าจ้างให้ไปส่งสินค้าให้ลูกค้า และบางครั้งเอก็ขอให้ช่วยกดเงินจากบัญชีของบุ๋ม โดยอ้างว่าไม่ว่างไปกดเอง
“ด้วยความที่เราไว้ใจ รู้จักกันมานาน วิ่งงานให้เรื่อย ก็เลยให้เขาผ่านบัญชีเรา” บุ๋มเล่าด้วยความเสียใจ เธอไม่ทราบว่าเงินที่ลูกค้าโอนมานั้นเป็นเงินจากการหลอกลวง
เมื่อมีผู้เสียหายหลายรายเข้าแจ้งความ บุ๋มจึงถูกอายัดบัญชี โดยยอดเงินที่ถูกอายัดอยู่ที่ 1.5 แสนบาท ซึ่งเป็นเงินของเธอเองที่สะสมไว้ ไม่ใช่เงินที่กดไปให้เอ
“บางทีก่อนเขาโอนมา เขาไม่ได้บอกเราก่อนด้วยซ้ำ พอมียอดเงินเข้ามา ก็ทักแชตไลน์มาบอกว่า มียอดเงินโอนมา ช่วยกดเงินให้หน่อย” บุ๋มอธิบายถึงรูปแบบการทำงานที่ทำให้เธอกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอาชญากรรมโดยไม่รู้ตัว
กรณีของขวัญ – ผู้ช่วยพยาบาลที่ไม่รู้ที่มาที่ไป
ขวัญ ผู้ช่วยพยาบาลวัย 26 ปี เป็นกรณีที่แปลกที่สุด เธอพบเงิน 4,000 บาทเข้าบัญชีเมื่อตี 2 โดยไม่ทราบที่มาที่ไป เธอไม่ได้ใช้เงินจำนวนนี้ และรอให้ธนาคารติดต่อมาในกรณีที่มีคนโอนผิด
วันต่อมาบัญชีของเธอถูกอายัด เมื่อติดต่อสอบถาม จึงทราบว่ามีผู้เสียหายจากสุราษฎร์ธานีแจ้งความว่าถูกหลอกลงทุนคริปโตและเทรดทอง มิจฉาชีพให้เลขบัญชีของขวัญไปเป็นที่รับเงิน
“หนูไม่รู้จักเขาเลย คนที่เป็นผู้เสียหายเขาอยู่สุราษฎร์ธานี” ขวัญกล่าวอย่างงุนงง เธอเคยขายของออนไลน์ จึงคาดว่ามิจฉาชีพอาจได้เลขบัญชีของเธอมาจากที่นั่น
หลังจากที่ขวัญชดใช้เงิน 4,000 บาทให้ผู้เสียหายแล้ว ตำรวจก็ออกใบปลดอายัดให้ แต่เมื่อเอาไปยื่นที่ธนาคาร กลับพบว่าธนาคารไม่สามารถปลดอายัดให้ได้ เพราะต้องผ่านศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศอท.) ก่อน
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย
ทนายแก้ว ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับปัญหานี้ว่า พระราชกำหนดไซเบอร์ที่มี 2 ฉบับ คือ ปี 2566 และ ปี 2568 ได้กำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกเงื่อนไข 5 ข้อให้ธนาคารพาณิชย์มีหน้าที่อายัดบัญชี
การอายัดจะมี 2 ช่วงเวลา คือ 3 วันแรกกรณียังไม่ได้ไปถึงพนักงานสอบสวน และ 7 วันหลังจากแจ้งความแล้ว แต่จุดสำคัญคือเมื่อตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ธนาคารเห็นว่าบัญชีสะอาดแล้ว ต้องแจ้งเพิกถอนทันที
“ตรงนี้ธนาคารไม่ยอมทำ ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ผมว่าธนาคารประมาท เลินเล่อ” ทนายแก้วกล่าวอย่างเสียใจ “ธนาคารที่มาฟรีซเราไว้ เราดำเนินคดีข้อหาผู้รับฝากทรัพย์ได้อยู่แล้ว”
เขาอธิบายว่าศาลฎีกามีแนวคำพิพากษาวางไว้เพียบเลยว่า ธนาคารพาณิชย์มีหน้าที่ต้องดูแล สร้างมาตรการ แต่ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยแบบนี้ หากปล่อยปละละเลยโดยไม่มีมาตรการควบคุม ธนาคารมีส่วนในการรับผิดชอบด้วย
ทนายพัฒน์ อนุสรณ์ อะสุระพงษ์ กล่าวเสริมว่า ตามหลักคำพิพากษาที่มีมายาวนาน ธนาคารเป็นผู้ประกอบวิชาชีพโดยเฉพาะและเฉพาะทาง คือเป็นมืออาชีพ ต้องมีการตรวจสอบ ต้องระมัดระวังพอสมควรและเกินกว่าวิญญูชน หากอะไรเกินวิสัยวิชาชีพที่ทำ ก็อาจเป็นประมาทเลินเล่อ และต้องรับผิดในส่วนละเมิด
คำชี้แจงจากหน่วยงานรัฐ
เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เพื่อชี้แจงเหตุผลและมาตรการต่างๆ
เขาอธิบายว่าศูนย์ AOC 1441 ตั้งขึ้นมาเมื่อ 1 พฤษภาคม 2566 เมื่อตอนแรกผู้เสียหายโทรมา หากเกิดเหตุจริง จะระงับการทำธุรกรรมไว้ 7 วัน เพื่อให้ผู้เสียหายแจ้งความกับตำรวจ
แต่ในปี 2566 ปรากฏว่าชื่อนามสกุลเดียวกัน หรือเลข 13 หลัก เปิดบัญชีม้าเต็มไปหมด 40-50 บัญชีก็มี ทั้งที่สมัครใจและที่ถูกหลอกให้เปิด จึงต้องยกระดับ หากเลข 13 หลักเดียวกัน จะขอให้ปิดทุกธนาคาร เพื่อไม่ให้บัญชีม้าไปหลอกคนได้อีก
“เมื่อเราดำเนินการแบบนี้ เราพบว่าเมื่อรับจ้างเปิดบัญชีม้าธนาคาร ก็ไปเปิดคริปโตเลย” เอกพงษ์อธิบาย ทำให้ต้องประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) เพื่อให้ปิดบัญชีคริปโตที่เกี่ยวข้องด้วย
การปรับปรุงล่าสุดคือ ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2568 ได้มีพระราชกำหนดฉบับที่สอง ยกระดับศูนย์ AOC เป็น ศปอท. หรือศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มีมาตรา 7 ให้กลุ่มธุรกิจต่างๆ ไปจัดการทำมาตรการเพื่อยกระดับ
เขายอมรับว่า “ถ้าเราลงลึกไปมากๆ ก็จะไปพันกับคนสุจริตจริงๆ หรือไม่รู้ไม่เห็นจริงๆ ก็เป็นได้” จึงได้มาตกลงกับธนาคาร หากอันไหนดูเหมือนค้าขายปกติ ยอดเท่าไหนถึงจะเพียงพอ ก็จะปลดให้
สำหรับมาตรการปัจจุบัน ผู้ที่เปิดบัญชีตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2568 จะทำธุรกรรมผ่านโมบายแบงกิ้งได้ไม่เกิน 50,000 บาท โดยลดหลั่นลงมาตามธนาคารเห็นสมควร ตามพฤติกรรมการใช้บัญชี ตามอาชีพ และตามบริบทต่างๆ ที่ธนาคารตั้งกรอบขึ้นมา
สำหรับยอดเงินที่จะไม่ถูกติดตาม เขาเผยว่า “สรุปแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 3,000-5,000 บาท หาก 700 บาท เราก็พิจารณาแล้วว่าไม่น่าที่จะเกี่ยวข้อง ถ้าไม่ติดเรื่องอื่นๆ เราถอนการระงับธุรกรรมให้ทันที”
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม
ความเดือดร้อนในระดับครัวเรือน
ปัญหาการอายัดบัญชีไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อตัวบุคคลเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อครอบครัวและธุรกิจขนาดเล็ก แมงป่องไม่สามารถชำระบัตรเครดิตได้ 4 เดือน และเสี่ยงที่จะถูกยึดรถยนต์ หากไม่มีแฟนช่วยเหลือ
น้ำต้องยืมบัญชีพ่อเพื่อใช้จ่าย และขอเจ้านายยืมเงินมาใช้ก่อน ส่วนตั๊กต้องขายทองเพื่อหมุนเงินทุนในร้าน และสูญเสียลูกค้าที่ไม่กล้าใช้บริการ
ความไม่ไว้วางใจในระบบการเงิน
ผลกระทบระยะยาวที่น่าห่วงใยคือ ความไม่ไว้วางใจของประชาชนต่อระบบการเงิน แมงป่องเล่าว่า “เคยขับรอบนึงผู้โดยสารจะโอนเงินให้ เขาบอกว่าบัญชีธนาคารอื่นเขาไม่โอนนะ มันเป็นมิจฉาชีพหรือเปล่า ผมก็เลยกลัว กลายเป็นเราถูกไม่ไว้วางใจเลย”
การสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ
ธุรกิจขนาดเล็กที่พึ่งพาการทำธุรกรรมออนไลน์ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ลูกค้าไม่กล้าโอนเงินเข้าบัญชีที่อาจเป็นของมิจฉาชีพ ทำให้ผู้ประกอบการสูญเสียรายได้
ปัญหาด้านกระบวนการ
การอายัดที่ง่ายเกินไป
จากกรณีศึกษาทั้งหมด พบว่าการอายัดบัญชีทำได้ง่ายมาก เพียงแค่โทรแจ้งที่ 1441 และมีการตรวจพบการโอนเงิน ธนาคารก็จะอายัดบัญชีทันที โดยไม่มีการตรวจสอบลึกซึ้งว่าเจ้าของบัญชีเป็นผู้บริสุทธิ์หรือไม่
กระบวนการปลดอายัดที่ซับซ้อน
ในทางตรงข้าม การปลดอายัดมีขั้นตอนที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน ต้องผ่านหลายหน่วยงาน ตั้งแต่สถานีตำรวจ สำนักงานตำรวจจังหวัด สำนักงานตำรวจภาค ศอท. และ ป.ป.ง. โดยไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจน
การขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงาน
ปัญหาใหญ่อีกประการหนึ่งคือ การขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงาน เจ้าหน้าที่ตำรวจบางท่านไม่ทราบว่าตนเป็นผู้รับผิดชอบคดี ธนาคารปฏิเสธที่จะปลดอายัดแม้จะมีหนังสือจากตำรวจแล้ว เพราะรอเอกสารจากหน่วยงานอื่น
มาตรการแก้ไขและข้อเสนอแนะ
การปรับปรุงระบบตรวจสอบ
เอกพงษ์ระบุว่า ปัจจุบันได้ให้ผู้แทนธนาคารมาอยู่ที่ศูนย์ 1441 เพื่อดำเนินการตรวจสอบและปลดให้เร็วขึ้น หากตรวจสอบแล้วไม่ติดเรื่องอื่นๆ สามารถปลดการระงับชั่วคราวได้ทันที
การกำหนดเกณฑ์ยอดเงิน
มีการกำหนดเกณฑ์ยอดเงินที่ไม่ติดตาม คือประมาณ 3,000-5,000 บาท เพื่อลดการอายัดบัญชีผู้บริสุทธิ์ที่เป็นเพียงการทำธุรกรรมปกติ
การเพิ่มเจ้าหน้าที่
ขยายจำนวนเจ้าหน้าที่รับสายที่ 1441 จาก 100 คู่สาย เป็น 140 คู่สาย เพื่อรองรับการติดต่อที่เพิ่มขึ้น
ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ
ทนายแก้วเสนอว่า ผู้เสียหายสามารถดำเนินคดีเรียกร้องค่าเสียหายจากธนาคารได้ หากธนาคารปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อ หรือแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่ละเว้นปฏิบัติหน้าที่
บทสรุป: ดาบสองคมของการต่อสู้กับอาชญากรรมออนไลน์
ปัญหาการอายัดบัญชีธนาคารของประชาชนผู้บริสุทธิ์สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการต่อสู้กับอาชญากรรมออนไลน์ในยุคดิจิทัล แม้ว่ามาตรการต่างๆ จะช่วยลดความเสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์ได้บ้าง แต่ก็สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นจำนวนมาก
ตัวเลขที่เอกพงษ์เผยว่า “ยอดอายัดที่ผ่าน AOC 4 หมื่นล้านบาท” แสดงให้เห็นถึงขนาดของปัญหาที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับหลายหมื่นล้านบาท
การที่ระบบการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์กลับกลายเป็นเครื่องมือที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องมีการปรับปรุงระบบให้มีความแม่นยำและรวดเร็วมากขึ้น
ทนายพัฒน์สรุปปัญหาได้อย่างชัดเจนว่า “สุดท้ายไม่มีคำตอบอะไรที่ชัดเจนให้พี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเยียวยา ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเขาไม่ใช่มิจฉาชีพ เขาไม่ได้เกี่ยวข้อง แค่โดนผ่าน หรือโดนหลอก หรือเป็นเหยื่ออีกคน แล้วการที่เขาต้องเสียเวลา เสียโอกาสในชีวิตประจำวัน ใครจะรับผิดชอบต่อเขา”
สิ่งที่น่าห่วงใยมากที่สุดคือ ในขณะที่ผู้เสียหายและหน่วยงานรัฐต่างต้องมาทะเลาะกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ มิจฉาชีพที่แท้จริงอาจยังคงดำเนินการอาชญากรรมออนไลน์ต่อไป และอาจใช้ความสับสนนี้เป็นโอกาสในการหลอกลวงครั้งใหม่ เช่น การรับจ้างปลดอายัดบัญชี
การแก้ไขปัญหานี้จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งการปรับปรุงกระบวนการทำงานของหน่วยงานรัฐ การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบตรวจสอบของธนาคาร และการสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนเกี่ยวกับวิธีการป้องกันตนเองจากการเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์
ในที่สุด การต่อสู้กับอาชญากรรมออนไลน์ต้องไม่ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์กลายเป็นเหยื่อรายที่สอง ระบบที่ดีจะต้องสามารถป้องกันอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้สุจริต
เสียงสุดท้ายจากผู้เสียหาย
น้ำซึ่งถูกอายัดบัญชีมา 7 เดือนแล้ว ถามคำถามที่หลายคนอยากรู้คำตอบ “แล้วเลขบัตร 13 ตัวนี้ต้องติดเป็นมิจฉาชีพไปตลอดเหรอคะ กว่าจะปลดออกให้ เงินเดือนก็ใช้ไม่ได้”
คำถามนี้สะท้อนถึงความไม่แน่นอนและความวิตกกังวลของประชาชนหลายแสนคนที่ติดอยู่ในระบบ เป็นเสียงร้องขอความยุติธรรมและการได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมจากระบบที่ควรจะปกป้องพวกเขา ไม่ใช่สร้างความเดือดร้อนให้
การแก้ไขปัญหานี้จึงไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของประสิทธิภาพของระบบราชการ แต่เป็นเรื่องของความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงบริการทางการเงินของประชาชนในสังคมดิจิทัล