คดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญในรัฐนิวเจอร์ซีย์ เอเวอร์ตัน โทมัส วัย 41 ปี ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมเกี่ยวกับการหายตัวไปของแฮโรลด์ มิลเลอร์ จูเนียร์ วัย 48 ปี
เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2025 สำนักงานอัยการมณฑลแคมเดน (Camden County Prosecutor’s Office – CCPO) ได้เปิดเผยรายละเอียดคดีฆาตกรรมที่สะเทือนขวัญในรัฐนิวเจอร์ซีย์ โดยเอเวอร์ตัน โทมัส ชายวัย 41 ปี ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมแฮโรลด์ มิลเลอร์ จูเนียร์ วัย 48 ปี เมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา
คดีนี้มีความน่าสะพรึงกลัวเป็นพิเศษ เนื่องจากผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่าได้สั่งให้ภรรยาและลูกชายของเขาช่วยกันฟันศพเหยื่อเป็นชิ้นๆ ด้วยเลื่อยโซ่ก่อนนำไปกำจัดทิ้ง ก่อนที่จะหลบหนีไปยังประเทศแคนาดา
รายละเอียดการหายตัวของเหยื่อ
นายแฮโรลด์ มิลเลอร์ จูเนียร์ วัย 48 ปี ถูกรายงานการหายตัวต่อกรมตำรวจเทศบาลเดปต์ฟอร์ด (Deptford Township Police Department – DTPD) เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2025 โดยเขาถูกเห็นครั้งสุดท้ายในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 12 มิถุนายน ขณะที่ “เล่นไพ่กับเพื่อนๆ ในเมืองแคมเดน”
สองวันหลังจากนั้น รถยนต์ของมิลเลอร์ถูกพบในสภาพว่างเปล่าที่เมืองเพนซอเคน (Pennsauken) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสืบสวนที่นำไปสู่การเปิดเผยความจริงที่น่าสะพรึงกลัว
หลักฐานจากกล้องวงจรปิดเผยความจริง
ในระหว่างการสืบสวนของตำรวจ นักสืบได้ค้นพบภาพจากกล้องวงจรปิดที่แสดงให้เห็นว่า มิลเลอร์ เดินเข้าไปในบ้านเลขที่ 2600 ในถนนแบร์ด บูเลอวาร์ด (Baird Boulevard) ในเมืองแคมเดน เมื่อเวลาประมาณ 11:30 น. ของวันที่ 12 มิถุนายน
สิ่งที่น่าตกใจคือ ในภาพวิดีโอดังกล่าวสามารถได้ยินเสียงปืนยิงหนึ่งนัดเพียงไม่กี่นาทีหลังจากที่มิลเลอร์เดินเข้าไปในบ้าน
ตามข้อมูลจากสำนักงานอัยการ “มิลเลอร์ไม่เคยถูกเห็นออกจากที่พักนั้น” ในขณะที่ชายอีกคนหนึ่งที่ระบุตัวได้ว่าคือเอเวอร์ตัน ถูกเห็นภายหลังว่า “ขับรถของมิลเลอร์ไปจอดที่เมืองเพนซอเคน”
การเตรียมการที่น่าสะพรึงกลัว
หลังจากการหายตัวของมิลเลอร์ เชอร์รี่ ปาร์คเกอร์ (Sherrie Parker) ภรรยาของเอเวอร์ตัน วัย 41 ปี และเดชอน โทมัส (Deshawn Thomas) ลูกชายวัย 22 ปี ถูกกล่าวหาว่าได้ไปซื้อ “เลื่อยโซ่ ภาชนะ ถุงขยะ และอุปกรณ์ทำความสะอาดอื่นๆ”
ภาพจากกล้องวงจรปิดที่นักสืบได้ตรวจสอบแสดงให้เห็นว่า ทั้งคู่ “เดินทางไปยังถังขยะของอพาร์ตเมนต์ทามารัค (Tamarack Apartments) หลายครั้ง และขนภาชนะและถุงขยะขึ้นรถก่อนออกจากเมือง”
คำให้การของพยานที่อยู่ในบ้าน
พยานคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในบ้านของครอบครัวโทมัส ได้ให้การกับเจ้าหน้าที่ว่า พวกเขาไม่สามารถเข้าไปในห้องใต้ดินได้เป็นเวลาสามวันหลังจากการฆาตกรรมที่ถูกกล่าวหา ตามรายงานของ Patch Media ที่อ้างอิงจากนักสืบเจค ซีกฟรีด (Jake Siegfried) จากสำนักงานอัยการมณฑลแคมเดน
บุคคลดังกล่าวได้บอกกับนักสืบว่า “เอเวอร์ตันได้ปลุกเดชอนขึ้นมาและขอให้เขาช่วย ‘ฟันศพ’ เป็นชิ้นๆ”
พยานอีกคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน ได้ให้การว่าพวกเขาได้ยินเสียงปืนยิงตามด้วยเสียงเพลงดังและ “การทำความสะอาดอย่างหนักในห้องใต้ดิน” และมี “กลิ่นแรงผิดปกติ”
การค้นบ้านและการหลบหนี
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน เจ้าหน้าที่ได้ทำการค้นบ้านของครอบครัวโทมัส โดยพบว่าเอเวอร์ตัน “มีปืนที่บรรจุกระสุนพร้อมยิง” กับมีกระสุนหนึ่งนัดในลำกล้อง ตามข้อมูลจากตำรวจ คราบเลือดที่น่าสงสัยก็ถูกเก็บเป็นหลักฐานจากที่เกิดเหตุด้วย
แม้ว่าในขณะนั้นเอเวอร์ตันจะยังไม่ถูกตั้งข้อหา แต่เขาได้หลบหนีออกจากสหรัฐอเมริกาไปยังแคนาดาในวันรุ่งขึ้นหลังจากการค้นบ้าน ตามข้อมูลจากสำนักงานอัยการมณฑลแคมเดน
การจับกุมและข้อหาที่ตั้ง
ในที่สุดเอเวอร์ตันก็ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่ท่าเรือบัฟฟาโล รัฐนิวยอร์ก หลังจากเดินทางกลับจากแคนาดาสู่สหรัฐอเมริกาโดยรถบัสพาณิชย์
นอกจากข้อหาฆาตกรรมแล้ว เอเวอร์ตันยังต้องเผชิญกับข้อหาการลบล้างหลักฐานและการทำลายซากมนุษย์ พร้อมทั้งภรรยาของเขา เชอร์รี่ ปาร์คเกอร์ วัย 41 ปี และลูกชาย เดชอน โทมัส วัย 22 ปี
สถานการณ์ปัจจุบันของผู้ต้องหา
ตามข้อมูลจากสำนักงานอัยการมณฑลแคมเดน เอเวอร์ตันขณะนี้ถูกขังอยู่ที่สถานกักกันในรัฐนิวยอร์ก เพื่อรอการส่งตัวกลับไปยังรัฐนิวเจอร์ซีย์ ในขณะที่ปาร์คเกอร์และเดชอนถูกจับกุมในวันเดียวกันและขณะนี้ถูกขังอยู่ที่สถานกักกันมณฑลแคมเดน
ผลกระทบต่อชุมชนและครอบครัว
คดีนี้ได้สร้างความสะเทือนใจให้กับชุมชนในเมืองแคมเดนและพื้นที่โดยรอบ การที่ครอบครัวทั้งหมดถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการฆาตกรรมและการกำจัดศพอย่างโหดเหี้ยม แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและความน่าสะพรึงกลัวของคดีนี้
ครอบครัวและเพื่อนฝูงของมิลเลอร์ต้องเผชิญกับความสูญเสียและความเจ็บปวดจากการสูญเสียบุคคลที่พวกเขารัก ในขณะที่ชุมชนต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าการกระทำอันโหดร้ายเช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในพื้นที่ของพวกเขา
กระบวนการยุติธรรมที่รอคอย
ขณะนี้คดีอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการทางกฎหมาย โดยผู้ต้องหาทั้งสามคนจะต้องเผชิญหน้ากับข้อหาต่างๆ ที่ถูกตั้งขึ้น การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไปเพื่อรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมและเตรียมความพร้อมสำหรับการพิจารณาคดีในศาล
เจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้แน่ใจว่าความยุติธรรมจะได้รับการบรรลุ และผู้ที่รับผิดชอบต่อการกระทำอันโหดร้ายนี้จะได้รับการลงโทษตามที่กฎหมายกำหนด
บทเรียนจากคดีที่สะเทือนขวัญ
คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้กับสังคมถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังและการรายงานพฤติกรรมที่น่าสงสัย การที่พยานสามารถให้ข้อมูลที่สำคัญแก่เจ้าหน้าที่ได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของประชาชนในการช่วยเหลือการบังคับใช้กฎหมาย
นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีกล้องวงจรปิดก็เป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขคดีและนำผู้กระทำผิดมาสู่กระบวนการยุติธรรม การมีระบบการเฝ้าระวังที่ดีสามารถช่วยป้องกันอาชญากรรมและให้หลักฐานสำคัญในการสืบสวนคดี
คดีฆาตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการฟันศพและการกำจัดหลักฐานนี้จะยังคงเป็นที่จับจ้องของสื่อมวลชนและประชาชนต่อไป จนกว่าความยุติธรรมจะได้รับการบรรลุและความจริงทั้งหมดจะได้รับการเปิดเผยในศาล