บทพูดในซีรีส์พาซวย! “จอนจีฮยอน” เผชิญคลื่นต่อต้านจากจีน หลังบทพูดในซีรีส์ดัง ทำแบรนด์ระดับโลกทยอยถอนตัว

เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความวุ่นวายครั้งนี้ เริ่มต้นจากตอนที่ 4 ของซีรีส์ “Tempest” ซึ่งออนแอร์เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยมีฉากที่ตัวละครของจอนจีฮยอน ซึ่งรับบทเป็นนักการทูตเกาหลีใต้ได้พูดโต้ตอบกับตัวละครอื่นว่า

ทำไมจีนถึงชอบสงคราม แล้วมาทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ชายแดน

ประโยคนี้ถูกตัดมาแชร์กันอย่างรวดเร็วในโซเชียลมีเดียของจีน โดยเฉพาะใน Weibo ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานกว่า 500 ล้านคน

ในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง แฮชแท็ก #จอนจีฮยอนดูหมิ่นจีน และ #ต่อต้านTempest ได้กลายเป็นเทรนด์อันดับ 1 และ 3 ของ Weibo ตามลำดับ โดยมีการแชร์และคอมเมนต์กว่า 50 ล้านครั้ง ชาวเน็ตจีนแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง โดยเรียกร้องให้บอยคอตผลงานของจอนจีฮยอน และแบรนด์ที่เธอร่วมงานด้วย

ประเด็นที่เพิ่มน้ำมันใส่ไฟ: การนำเสนอที่ถือว่าเหยียดหยาม

นอกจากบทพูดดังกล่าวแล้ว ชาวเน็ตจีนยังได้ชี้ให้เห็นถึงรายละเอียดอื่นๆ ในซีรีส์ที่พวกเขามองว่าเป็นการจงใจดูหมิ่นประเทศจีน หลายประเด็นสำคัญได้แก่

การถ่ายทำในเมืองที่อ้างว่าเป็น “ต้าเหลียน” แต่ใช้ฉากจริงจากย่านสลัมของฮ่องกง และได้ทำการปรับแต่งสีให้ดูมืดมนและทรุดโทรมมากขึ้น เพื่อสร้างภาพลักษณ์เชิงลบของเมืองจีน ทั้งที่ต้าเหลียนในความเป็นจริงเป็นเมืองท่าที่มีการพัฒนาค่อนข้างดี

ฉากที่ตัวละครเหยียบย่ำบนพรมที่มีลวดลาย 5 ดาว ซึ่งชาวจีนมองว่าเป็นการเหยียบย่ำสัญลักษณ์ของธงชาติจีนโดยทางอ้อม

การที่ตัวร้ายหลักของซีรีส์เป็นคนจีน และมีการพูดภาษาจีนกลางด้วยสำเนียงที่แสดงถึงความดุร้าย ซึ่งถือเป็นการสร้างภาพแบบ stereotyping

ฉากที่แสดงถึงการทุจริตคอรัปชั่นและความรุนแรงในสังคมจีน โดยไม่มีการแสดงให้เห็นถึงด้านบวกใดๆ

แบรนด์ระดับโลกรีบถอนตัว: ผลกระทบทางธุรกิจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ความร้อนแรงของกระแสต่อต้านนี้ ได้ขยายตัวจากโลกออนไลน์สู่การกระทบต่อธุรกิจจริงอย่างรวดเร็ว โดยแบรนด์ระดับโลกหลายแห่งที่จอนจีฮยอนเป็นพรีเซนเตอร์ ได้ตัดสินใจถอนตัวและระงับโฆษณาทั้งหมดในตลาดจีน

Louis Vuitton แบรนด์แฟชั่นหรูระดับโลกจากฝรั่งเศส ซึ่งจอนจีฮยอนเป็นแอมบาสเดอร์มาตั้งแต่ปี 2021 ได้ประกาศระงับการใช้ภาพของเธอในโฆษณาทั้งหมดในตลาดจีน รวมถึงการยกเลิกแผนการจัดงานเปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่ที่มีเธอเป็นนางแบบหลัก ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อยอดขายในจีนที่คิดเป็นมูลค่ากว่า 3 พันล้านยูโร

La Mer แบรนด์เครื่องสำอางระดับไฮเอนด์ที่จอนจีฮยอนเป็นเฟซของแคมเปญ “Miracle Broth” ได้ลบโฆษณาและเนื้อหาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเธอออกจากเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียในจีน บริษัทแม่ Estée Lauder Companies ระบุว่าการตัดสินใจนี้เป็นไปเพื่อ “รักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บริโภคในตลาดสำคัญ”

Piaget แบรนด์นาฬิกาและเครื่องประดับหรูจากสวิตเซอร์แลนด์ ที่จอนจีฮยอนเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ในภูมิภาคเอเชีย ได้ยกเลิกการจัดแสดงนิทรรศการพิเศษ “Timeless Elegance” ที่กำหนดจะจัดขึ้นในเซี่ยงไฮ้เดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจอนจีฮยอนควรจะเป็นแขกพิเศษหลัก

ความเสียหายทางการเงินจากวิกฤตครั้งนี้

ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดแบรนด์หรูในเอเชีย ประเมินว่าจอนจีฮยอนอาจสูญเสียรายได้จากการเป็นพรีเซนเตอร์ในตลาดจีนมากถึง 15-20 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 60 ของรายได้ทั้งหมดจากการเป็นพรีเซนเตอร์แบรนด์ต่างประเทศ

สำหรับแบรนด์ต่างๆ การสูญเสียก็ไม่น้อยเช่นกัน เนื่องจากตลาดจีนคิดเป็นสัดส่วน 25-35% ของยอดขายทั้งหมดของแบรนด์หรูระดับโลก การสูญเสียความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคจีนอาจส่งผลกระทบต่อยอดขายในระยะยาวได้

ปฏิกิริยาจากอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลี

เหตุการณ์นี้ได้สร้างความตกใจให้กับวงการบันเทิงเกาหลีใต้อย่างมาก โดยเฉพาะบริษัทผู้จัดการของจอนจีฮยอน “Management SOOP” ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า “เราขออภัยอย่างลึกซึ้งต่อความรู้สึกที่ได้รับบาดเจ็บของแฟนๆ ในจีน บทพูดในซีรีส์เป็นเพียงการแสดงตามบทที่กำหนดไว้ และไม่ได้สะท้อนความคิดเห็นส่วนตัวของศิลปินแต่อย่างใด”

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ดังกล่าวไม่สามารถบรรเทาความโกรธแค้นของชาวจีนได้ โดยมีความคิดเห็นในโซเชียลมีเดียจีนที่ระบุว่า “การขออภัยครั้งนี้ไม่จริงใจ และเป็นเพียงการพยายามรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจเท่านั้น”

ผลกระทบต่อซีรีส์ Tempest และ Netflix

Netflix ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ออกอากาศซีรีส์ “Tempest” ก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันไม่น้อย โดยมีการเรียกร้องให้ยกเลิกการออกอากาศในจีน แม้ว่า Netflix จะไม่ได้ให้บริการอย่างเป็นทางการในจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ผู้ชมจีนสามารถเข้าถึงเนื้อหาผ่านช่องทางต่างๆ ได้

บริษัทผลิตซีรีส์ “Studio Dragon” ได้ออกแถลงการณ์ว่า “เราไม่มีเจตนาดูหมิ่นประเทศหรือวัฒนธรรมใดๆ ซีรีส์เรื่องนี้เป็นผลงานสร้างสรรค์ที่มีจุดประสงค์เพื่อความบันเทิงเท่านั้น” และได้ประกาศแผนการตัดฉากที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งออกจากซีรีส์ในเวอร์ชันที่จะเผยแพร่ต่อไป

ความเห็นจากนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญ

ศาสตราจารย์ Lee Min-ho จากมหาวิทยาลัย Seoul National University ผู้เชี่ยวชาญด้านศึกษาวัฒนธรรมเอเชีย แสดงความเห็นว่า “เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการทำธุรกิจบันเทิงในยุคโลกาภิวัตน์ ศิลปินและผู้ผลิตต้องตระหนักถึงความไวของประเด็นทางการเมืองและวัฒนธรรมมากขึ้น”

นักวิเคราะห์ด้านการตลาด Kim So-young จาก Hyundai Research Institute มองว่า “วิกฤตครั้งนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลี ในการสร้างเนื้อหาที่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้ชมนานาชาติ โดยเฉพาะในตลาดขนาดใหญ่อย่างจีน”

ความสัมพันธ์เกาหลี-จีน: บริบทที่ซับซ้อน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้และจีนอยู่ในภาวะที่ละเอียดอ่อน หลังจากประเด็นการติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค ทำให้ประชาชนจีนมีความไวต่อเนื้อหาที่อาจตีความได้ว่าเป็นการดูหมิ่นประเทศ

การที่เกาหลีใต้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกา ในขณะที่จีนมองว่าตนเองถูกล้อมรอบด้วยพันธมิตรของอเมริกา ทำให้เนื้อหาบันเทิงกลายเป็นเครื่องมือในการแสดงความไม่พอใจทางการเมือง

บทเรียนสำหรับอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลี

วิกฤตครั้งนี้เป็นการเตือนสติให้อุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีใต้ ที่ในปัจจุบันมีอิทธิพลและการเข้าถึงผู้ชมทั่วโลกอย่างกว้างขวาง ต้องมีความระมัดระวังในการสร้างเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศ

ผู้ผลิตและนักเขียนบทควรผ่านกระบวนการ “cultural sensitivity check” ก่อนการผลิต เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างเนื้อหาที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางวัฒนธรรมหรือการเมือง

อนาคตของจอนจีฮยอน

แม้ว่าจอนจีฮยอนจะเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ในตลาดจีน แต่ในตลาดอื่นๆ เธอยังคงได้รับการสนับสนุนจากแฟนๆ ที่มองว่าเหตุการณ์นี้เป็นเพียงความเข้าใจผิด ทีมงานของเธอกำลังวางแผนการกลับมาผ่านผลงานใหม่ที่จะไม่มีเนื้อหาที่ละเอียดอ่อนทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม การกลับเข้าสู่ตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดสำคัญสำหรับศิลปินเกาหลี อาจต้องใช้เวลานานและจำเป็นต้องมีการสร้างความเข้าใจและความน่าเชื่อถือใหม่

บทสรุป

วิกฤตของจอนจีฮยอนในครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการทำธุรกิจบันเทิงในยุคโลกาภิวัตน์ ที่ศิลปินและผู้ผลิตต้องคำนึงถึงความรู้สึกและบริบททางวัฒนธรรมของผู้ชมจากหลากหลายประเทศ การสูญเสียตลาดจีนส่งผลกระทบไม่เพียงต่อตัวศิลปินเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อแบรนด์และบริษัทที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีในการปรับตัวและสร้างเนื้อหาที่เหมาะสมกับผู้ชมระดับโลก

ในอนาคต การสร้างสรรค์ผลงานบันเทิงที่มีการเผยแพร่ในระดับนานาชาติ จำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และการสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพในการสร้างสรรค์กับความรับผิดชอบต่อสังคมโลก