หลายคนที่เลี้ยงแมวคงเคยสงสัยเมื่อเห็นเจ้าเหมียวของตัวเองจ้องมองไปที่มุมห้องเปล่าๆ หรือจุดว่างบนผนัง ราวกับมีอะไรน่าสนใจอยู่ตรงนั้น บางครั้งแมวอาจจ้องเป็นนาทีหรือหลายนาทีติดต่อกัน จนทำให้เจ้าของสงสัยว่าเป็นเพราะเหตุใด งานวิจัยล่าสุดจากนักวิทยาศาสตร์หลายสาขาได้เปิดเผยความจริงที่น่าตื่นตาตื่นใจเบื้องหลังพฤติกรรมลึกลับนี้
ความสามารถพิเศษของระบบประสาทสัมผัสแมว
แมวมีความสามารถในการรับรู้เสียงที่เหนือกว่ามนุษย์อย่างมาก โดยสามารถได้ยินเสียงในช่วงความถี่ตั้งแต่ 55 Hz ถึง 79 kHz ในขณะที่มนุษย์ได้ยินเสียงได้เพียง 20-20,000 Hz เท่านั้น ศาสตราจารย์มาลินี ซูชาค นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยคานิเซียส รัฐนิวยอร์ก อธิบายว่า “แมวสามารถได้ยินเสียงแมลงสาบในผนัง ซึ่งจะฟังดูเหมือนเสียงขูดขีดสำหรับแมว”
การได้ยินที่เหนือชั้นของแมว
การได้ยินของแมวมีความไวเป็นพิเศษที่ความถี่กลาง และเมื่อพวกมันจ้องมองผนัง แสดงว่าพวกมันน่าจะได้ยินเสียงของสิ่งที่เคลื่อนไหวข้างในผนังนั้น นอกจากนี้ หูภายนอกของแมวยังสามารถหมุนได้ถึง 180 องศาและทำงานแยกจากกันได้ เหมือนจานดาวเทียมขนาดเล็กสองใบที่เก็บข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์ในสมอง
หนูใช้ความสามารถในการผลิตเสียงที่อยู่นอกช่วงความถี่ของผู้ล่าเพื่อเตือนหนูตัวอื่นถึงอันตรายโดยไม่เปิดเผยตัวเอง แม้ว่าการได้ยินของแมวจะครอบคลุมช่วงเสียงของหนูทั้งหมด ความจริงนี้อธิบายได้ว่าทำไมแมวจึงวิวัฒนาการมาให้มีความสามารถในการได้ยินเสียงความถี่สูงได้ดีเป็นพิเศษ
การมองเห็นที่แตกต่างจากมนุษย์
ประสิทธิภาพการมองเห็นในแสงน้อย
แมวมีเซลล์แท่งมากกว่าในจอประสาทสายตาทำให้สามารถตรวจจับแสงน้อยและติดตามการเคลื่อนไหวได้ดีกว่ามนุษย์ นี่เป็นเหตุผลที่แมวสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ในความมืดได้ดีกว่าเราอย่างมาก
การวิจัยโดย ดร. รอน ดักลาส นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัย City University London ประเทศอังกฤษ พบว่าแมวและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ อาจสามารถมองเห็นแสงอัลตราไวโอเลตได้ แสง UV เป็นคลืนความยาวคลื่นที่อยู่นอกเหนือจากแสงที่มองเห็นได้ตั้งแต่สีแดงถึงสีม่วงที่มนุษย์สามารถเห็นได้ มนุษย์มีเลนส์ที่กรองแสง UV ไม่ให้ถึงจอประสาทสายตา แต่แมวอาจมีความสามารถในการมองเห็นแสง UV ซึ่งช่วยอธิบายได้ว่าทำไมพวกมันจึงเก่งในการล่าเหยื่อ
การมองเห็นสิ่งที่เราไม่เห็น
แม้ว่าเราจะคิดว่าพวกมันกำลังมองที่สิ่งที่ไม่มีอะไร แต่เป็นไปได้มากว่าพวกมันสามารถเห็นสิ่งที่เล็กจิ๋วเหมือนแสงแดดที่ส่องกระทบผงฝุ่นเล็กๆ สิ่งที่เราคิดว่าเป็นพื้นที่ว่างอาจเต็มไปด้วยสิ่งที่แมวสามารถรับรู้ได้แต่เราไม่สามารถเห็นหรือได้ยิน
สัญชาตญาณนักล่าที่ฝังลึก
พฤติกรรมการล่าที่ถูกต้อง
แมวเป็นสัตว์ล่าแบบซุ่มโจมตี จึงไม่วิ่งไล่เหยื่อทันที เมื่อพวกมันตรวจพบสิ่งที่อาจเป็นเหยื่อ พวกมันควรรออยู่และสังเกตก่อนที่จะไล่ตาม และเมื่อไล่แล้วเหยื่อหายไป พวกมันควรรอให้เหยื่อออกมา พฤติกรรมการจ้องมองนี้สะท้อนสัญชาตญาณการล่าของแมว
ใครที่เคยเห็นหนูก็รู้ว่าพวกมันวิ่งผ่านไปอย่างเงียบๆ แมวจึงวิวัฒนาการมาให้สามารถจับการเคลื่อนไหวเล็กน้อยเหล่านี้ได้ และอดทนรอคอยบริเวณจุดนั้นเมื่อหนูย่อมออกมาในที่สุด
การประมวลผลข้อมูลจากประสาทสัมผัส
สิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นการที่แมวเห็นหรือได้ยินบางอย่างเป็นเวลาไม่ถึงหนึ่งวินาที แต่นั่นก็เพียงพอที่จะดึงดูดและรักษาความสนใจของพวกมันไว้ได้ บางครั้งพวกมันอาจไม่ได้กำลังมองอะไรเลย แต่กำลังฟังเสียงที่เราไม่สามารถรับรู้ได้และมองไปที่อากาศเปล่าในขณะที่กำลังตั้งใจฟัง
สาเหตุทางการแพทย์ที่ต้องระวัง
แม้ว่าพฤติกรรมการจ้องมองของแมวส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องปกติ แต่ก็มีบางกรณีที่อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพ
โรคลมชักแบบโฟกัส
โรคลมชักแบบโฟกัสเกิดจากการกิจกรรมทางไฟฟ้าที่ผิดปกติในส่วนหนึ่งของสมอง ซึ่งอาจทำให้แมวจ้องมองไปที่จุดหนึ่ง โรคลมชักแบบโฟกัสมักส่งผลกระทบเพียงด้านหนึ่งของสมองและอาจเป็นภาวะทางพันธุกรรม หากพบว่าแมวมีอาการน้ำลายไหลหรือเดินโซเซร่วมด้วย ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์
ภาวะซึมเศร้าในแมวสูงอายุ
เมื่อแมวเริ่มมีอาการสับสนที่มาจากความเสื่อมทางจิต พวกมันอาจจ้องมองผนังหรือที่อากาศเปล่าอย่างไร้สติ บ่อยครั้งร่วมกับอาการเพิ่มเติมอื่นๆ แมวสูงอายุที่แสดงพฤติกรรมผิดปกติเช่น การจ้องผนัง การเดินไร้จุดหมาย หรือการเปลี่ยนแปลงในบุคลิกภาพควรได้รับการตรวจสอบโดยสัตวแพทย์
ภาวะ Head Pressing
ภาวะ Head Pressing คือเมื่อแมวกดหัวชนผนังจริงๆ ภาวะนี้เกิดจากปัญหาในระบบประสาทของแมว อาการที่พบได้แก่ ปัญหาการมองเห็น การเดินเป็นวงกลมมากเกินไป และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบพาแมวไปตรวจกับสัตวแพทย์โดยเร็วที่สุด
โรคไฮเปอร์เอสทีเซีย (Hyperesthesia) ในแมว
ในบางกรณีที่ไม่ปกติ แมวบางตัวอาจเป็นโรคที่เรียกว่า Feline Hyperesthesia ซึ่งเป็นภาวะที่แมวมีความไวเกินปกติของผิวหนัง แมวอาจหันไปมองหางอย่างกะทันหันราวกับมีสิ่งใดรบกวน และวิ่งออกไปอย่างไร้เหตุผลราวกับมีสิ่งใดทำให้กลัว แมวอาจแสดงอาการไวต่อการสัมผัสบริเวณกระดูกสันหลังหรือหลัง
เมื่อไหร่ควรกังวล
สัญญาณเตือนที่ควรระวัง
หากแมวมีความหลงใหลในการจ้องมองจุดเหล่านี้มากจนรบกวนพฤติกรรมปกติที่มีสุขภาพดี นั่นคือสาเหตุที่ควรกังวล แม้ว่าสิ่งเร้าบางอย่างจะดี แต่มากเกินไปสามารถสร้างความเครียดที่ไม่มีสุขภาพดีได้
หากแมวจ้องมองจุดเหล่านี้มากจนไม่พักผ่อน ไม่เล่น ไม่แปรงขน หรือไม่เข้าสังคมตามปกติ นั่นคือสัญญาณที่ควรตรวจสอบกับสัตวแพทย์
การปรับสภาพแวดล้อม
ในบางกรณี การปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมอย่างง่ายๆ เช่น การเปลี่ยนม่านเป็นชนิดที่กันแสงได้ดีขึ้น อาจช่วยลดความเครียดจากแสงที่กระพริบส่องเข้ามาตลอดคืนได้ การค้นหาจุดสมดุลที่เหมาะสมอาจต้องลองผิดลองถูกเล็กน้อย
ความแตกต่างระหว่างแมวในเมืองและชนบท
แมวที่เคยออกไปข้างนอกมีสายตาระยะไกลที่ดีกว่าแมวที่อยู่ในบ้านตลอดชีวิต เนื่องจากแมวที่อยู่นอกบ้านต้องระวังภัยคุกคาม ในขณะที่แมวในบ้านไม่ต้องการความตื่นตัวเท่ากัน
สิ่งที่น่าสนใจคือแมวมีกลยุทธ์วิวัฒนาการที่ช่วยให้สามารถ “กรองสิ่งเร้าที่ไม่เกี่ยวข้อง” แมวในเมืองจะไม่สนใจเสียงและแสงในชีวิตประจำวัน ขณะที่แมวในฟาร์มจะรับมือกับแสงสว่าง
มิตินวิทยาศาสตร์อื่นๆ
การศึกษาเกี่ยวกับแสงอัลตราโวนิก
งานวิจัยเกี่ยวกับอุปกรณ์ไล่แมวที่ใช้คลื่นเสียงอัลตราโซนิกแสดงให้เห็นว่าแมวสามารถได้ยินเสียงความถี่สูงเหล่านี้ได้จริง อุปกรณ์ที่ทำงานที่ความถี่ 21-23 kHz สามารถมีผลต่อพฤติกรรมของแมวได้ ซึ่งยืนยันว่าแมวสามารถรับรู้เสียงที่มนุษย์ไม่สามารถได้ยิน
การวิจัยเกี่ยวกับการได้ยินของแมว
การศึกษาล่าสุดโดยใช้เทคนิค Auditory Brainstem Response พบว่าแมวบ้านสามารถได้ยินความถี่อัลตราโซนิกเหนือ 60 kHz ได้ เนื่องจากพวกมันอาจใช้ความสามารถในการได้ยินเพื่อตรวจจับเสียงอัลตราโซนิกที่หนูเหยื่อปล่อยออกมา
คำแนะนำสำหรับเจ้าของแมว
การสังเกตพฤติกรรม
เจ้าของแมวควรสังเกตพฤติกรรมการจ้องมองของแมวของตัวเอง หากเป็นการจ้องมองเป็นครั้งคราวและแมวยังมีพฤติกรรมปกติในด้านอื่นๆ ไม่ควรกังวลมาก แต่หากพบอาการประหลาดร่วมด้วย หรือพฤติกรรมการจ้องมองกลายเป็นนิสัยที่รบกวนชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาสัตวแพทย์
การจดบันทึก
หากสังเกตเห็นพฤติกรรมที่น่าผิดปกติ ควรจดบันทึกเวลา ความถี่ ระยะเวลา และลักษณะของการจ้องมอง รวมถึงถ่ายวิดีโอไว้เป็นหลักฐานแสดงแก่สัตวแพทย์หากจำเป็น
บทสรุป
พฤติกรรมการจ้องมองจุดว่างๆ ของแมวไม่ได้เป็นเรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติอย่างที่หลายคนคิด แมวไม่ได้รับรู้วิญญาณที่มองไม่เห็นเมื่อพวกมันจ้องมองไปที่ระยะไกล แต่พวกมันมักจะรับรู้สิ่งที่เราไม่สามารถสังเกตเห็นได้
ด้วยประสาทสัมผัสที่เหนือกว่ามนุษย์ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการได้ยินเสียงความถี่สูง การมองเห็นในแสงน้อย และอาจรวมถึงการมองเห็นแสงอัลตราไวโอเลต แมวจึงสามารถรับรู้สิ่งที่อยู่รอบตัวได้อย่างละเอียดกว่าเราอย่างมาก
สิ่งที่เราควรจำไว้คือแม้ว่าพฤติกรรมนี้จะปกติในส่วนใหญ่ แต่การสังเกตอาการผิดปกติอื่นๆ ที่อาจบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพก็ยังมีความสำคัญ การเข้าใจพฤติกรรมของแมวจะช่วยให้เราดูแลเพื่อนขนฟูได้ดีขึ้น และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแมวกับเจ้าของมากยิ่งขึ้น
ในโลกที่แมวอาศัยอยู่นั้นเต็มไปด้วยเสียง แสง และกลิ่นที่เราไม่สามารถรับรู้ได้ การจ้องมองที่เราคิดว่าเป็นจุดว่างๆ อาจเป็นการสำรวจโลกที่รวยไปด้วยข้อมูลที่น่าทึ่งสำหรับพวกมัน นี่คือเสน่ห์และความน่าทึ่งของการใช้ชีวิตร่วมกับแมว สัตว์เลี้ยงที่ยังคงมีความลึกลับและน่าสนใจอยู่เสมอ