เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 ที่ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาย (บช.ก.) โดยมีนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เป็นผู้นำกลุ่มผู้เสียหายเข้ายื่นแจ้งความเพื่อขอความเป็นธรรม
รูปแบบการหลอกลวงที่ซับซ้อนและต่อเนื่อง
จากการสอบถามผู้เสียหายพบว่า ผู้ต้องหาที่ใช้นามว่า “อาจารย์มิ้น” ได้อ้างตนเป็นร่างทรงหญิงของพญานาค และมีการดำเนินการหลอกลวงอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มต้นจากการสร้างความเชื่อถือผ่านการสอนธรรมะและแสดงความเมตตากรุณาต่อผู้ที่เข้ามาปรึกษา จากนั้นจึงค่อยๆ ชักชวนให้ร่วมพิธีกรรมต่างๆ และเสนอให้บูชาหรือเช่าบูชาวัตถุมงคล
สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ต้องหาได้อ้างว่าวัตถุมงคลเหล่านี้มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นพิเศษ เป็นของเฉพาะบุคคล และได้รับการคัดสรรจากเทวดาให้กับผู้มีบุญบารมีเท่านั้น การสร้างความรู้สึกพิเศษและเป็นผู้ที่ได้รับการคัดเลือกนี้ ทำให้ผู้เสียหายหลายรายเกิดความศรัทธาและยินดีจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อให้ได้ครอบครองวัตถุมงคลเหล่านั้น
ที่น่าสังเกตยิ่งขึ้นคือ กรณีที่ผู้เสียหายไม่มีเงินจ่ายครั้งเดียว ผู้ต้องหายังได้เปิดโอกาสให้ “ผ่อนชำระ” วัตถุมงคลเหล่านี้ได้อีกด้วย ซึ่งเป็นการทำให้ผู้ที่มีฐานะการเงินไม่ดีสามารถเข้าถึงได้ แต่กลับกลายเป็นว่าต้องแบกรับภาระหนี้สินที่หนักขึ้นไปอีก บางรายถึงขั้นต้องกู้ยืมเงินหรือขายทรัพย์สินเพื่อมาชำระค่าวัตถุมงคลเหล่านี้
คำให้การของผู้เสียหายเปิดเผยความจริงอันน่าตกใจ
นางสาวเอ (นามสมมติ) อายุ 46 ปี หนึ่งในผู้เสียหายที่กล้าออกมาเปิดเผยเรื่องราว ได้บอกเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาว่า ตนเองเริ่มต้นเข้าไปติดต่อกับ “อาจารย์มิ้น” เพราะได้รับการแนะนำจากคนรู้จัก ในช่วงแรกรู้สึกประทับใจเป็นอย่างมากเพราะท่านอาจารย์ดูใจดี มีความเมตตา และชอบสอนธรรมะให้กับผู้ที่มาปรึกษา ทำให้เกิดความเชื่อถือและศรัทธาอย่างสูง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป นางสาวเอเริ่มสังเกตเห็นสิ่งที่ผิดปกติหลายประการ ประการแรกคือ มีการชักชวนให้บูชาวัตถุมงคลซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยอ้างว่าแต่ละชิ้นมีคุณสมบัติและพลังงานที่แตกต่างกัน บางครั้งก็บอกว่าวัตถุมงคลชิ้นเก่าหมดอายุหรือพลังงานลดลงแล้ว จำเป็นต้องมีชิ้นใหม่ทดแทน
ประการที่สองคือ ผู้ที่ถูกชักชวนให้บูชาวัตถุมงคลเป็นคนกลุ่มเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าทำไมถ้าวัตถุมงคลเหล่านี้มีอานุภาพจริง คนที่บูชาแล้วไม่มีชีวิตดีขึ้น กลับต้องมาบูชาเพิ่มอีก
สิ่งที่ทำให้นางสาวเอตัดสินใจตรวจสอบอย่างจริงจังคือ เมื่อนำดวงแก้วที่อาจารย์มิ้นขายในราคา 40,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นดวงแก้วศักดิ์สิทธิ์พิเศษที่หาได้ยาก ไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ ปรากฏว่าเป็นแก้วธรรมดาที่มีราคาตลาดเพียงไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้น การค้นพบนี้ทำให้นางสาวเอรู้สึกตกใจและผิดหวังอย่างมาก
เมื่อนางสาวเอพยายามติดต่อไปยังอาจารย์มิ้นเพื่อสอบถามและขอคืนเงิน กลับพบว่าถูกบล็อกการติดต่อทุกช่องทาง ทั้งโทรศัพท์ แอปพลิเคชันสนทนา และโซเชียลมีเดีย ไม่สามารถติดต่อได้เลย และเมื่อมีผู้อื่นช่วยติดต่อไป ก็ได้รับการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง โดยอ้างว่าเป็นเรื่องส่วนตัวและเป็นความเชื่อของแต่ละคน
การตรวจสอบเผยมูลค่าที่แท้จริงของวัตถุมงคล
จากการสืบสวนและรวบรวมหลักฐานของกลุ่มผู้เสียหาย พบว่าวัตถุมงคลที่ถูกนำมาขายมีต้นทุนจริงต่ำมาก แต่ถูกขายในราคาที่สูงลิ่วจนน่าตกใจ ตัวอย่างเช่น:
ดวงแก้วที่อ้างว่ามีพลังศักดิ์สิทธิ์พิเศษ ซึ่งมีต้นทุนเพียง 300-800 บาท ถูกขายในราคา 30,000-40,000 บาท
จี้พญานาคที่อ้างว่าได้รับการปลุกเสกจากเทวดา มีต้นทุนประมาณ 1,500 บาท แต่ขายในราคาหลักหมื่นถึงหลักแสนบาท
รูปหล่อและรูปปั้นต่างๆ ที่อ้างว่าเป็นรูปเคารพศักดิ์สิทธิ์ มีต้นทุนเพียงหลักพันบาท แต่ขายในราคาหลักหมื่นถึงหลักแสนบาท
สร้อยข้อมือและสร้อยคอที่บอกว่าทำจากหินมีค่าและได้รับการปลุกเสกพิเศษ แต่จริงๆ แล้วเป็นเพียงหินธรรมดาที่มีราคาไม่แพง
การตั้งราคาที่สูงเกินความเป็นจริงเช่นนี้ ส่งผลให้ผู้เสียหายหลายรายต้องสูญเสียเงินเป็นจำนวนมาก บางรายสูญเสียเงินเพียงคนเดียวถึงหลักล้านบาท รวมความเสียหายทั้งหมดของผู้เสียหายที่ยื่นแจ้งความในครั้งนี้กว่า 20 ล้านบาท และคาดว่ายังมีผู้เสียหายรายอื่นๆ อีกมากที่ยังไม่กล้าออกมาแจ้งความ
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญและนักกฎหมาย
นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการรวบรวมพยานหลักฐานและคำให้การของผู้เสียหาย พบว่าพฤติการณ์ของผู้ต้องหามีลักษณะเป็นการฉ้อโกงประชาชนอย่างชัดเจน โดยใช้ความเชื่อทางศาสนาและไสยศาสตร์เป็นเครื่องมือในการหลอกลวง
นายรณณรงค์ระบุว่า การกระทำดังกล่าวน่าจะเข้าข่ายความผิดหลายประการ ได้แก่:
ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง หรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามทำ ทิ้ง หรือยินยอมให้ทำซึ่งการใดๆ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง
ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เนื่องจากมีการใช้สื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดีย และแอปพลิเคชันต่างๆ ในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ และติดต่อกับผู้เสียหาย การนำเสนอข้อมูลเท็จผ่านระบบคอมพิวเตอร์จึงอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายฉบับนี้ด้วย
การละเมิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค โดยเฉพาะในส่วนของการโฆษณาที่เกินความจริง การแสดงคุณสมบัติของสินค้าที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง และการไม่คืนเงินให้แก่ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหาย
นายรณณรงค์ยังได้ท้าทายผู้ต้องหาอย่างเปิดเผยว่า “ถ้าอาจารย์มิ้นศักดิ์สิทธิ์จริงอย่างที่อ้าง ผมขอเชิญให้นำวัตถุมงคลทุกชิ้นที่ขายให้กับผู้เสียหายมาพิสูจน์ที่กองปราบปรามฯ ว่ามีความศักดิ์สิทธิ์จริงหรือไม่ หากเป็นจริงดังที่กล่าวอ้าง ก็คงไม่มีปัญหาที่จะมาพิสูจน์”
นอกจากนี้ นายรณณรงค์ยังได้ฝากข้อความถึงกลุ่มร่างทรงและผู้ที่อ้างตนว่ามีบารมีทางไสยศาสตร์ทุกท่านว่า “ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ต้องผ่อน ทุกคนสามารถศึกษาและปฏิบัติได้ด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องถือครองวัตถุมงคลราคาแพงจนถึงขั้นต้องก่อหนี้สิน การทำบุญและการสร้างกุศลไม่ได้วัดกันที่เงินทอง แต่วัดกันที่ความบริสุทธิ์ใจและการปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอน”
การใช้ดาราและคนดังเป็นเครื่องมือสร้างความน่าเชื่อถือ
ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งที่นายรณณรงค์ได้ตั้งข้อสังเกตคือ การที่ผู้ต้องหามีการนำภาพของดาราและศิลปินที่ถือวัตถุมงคลต่างๆ มาใช้ในการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ซึ่งอาจเป็นการสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชนทั่วไปว่า บุคคลที่มีชื่อเสียงเหล่านี้ให้การรับรองหรือเป็นตัวอย่างของความศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุมงคลเหล่านั้น
การใช้ภาพของคนดังในลักษณะนี้มีผลทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อถือและตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น เพราะมองว่าหากบุคคลที่มีชื่อเสียงยังศรัทธาและใช้ สินค้าดังกล่าวก็น่าจะมีคุณค่าจริง
นายรณณรงค์จึงได้ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตรวจสอบว่า ดาราและศิลปินเหล่านั้นมีส่วนรู้เห็นหรือให้ความยินยอมในการนำภาพของตนไปใช้ในการโฆษณาหรือไม่ หากไม่ได้ให้ความยินยอม ก็อาจเป็นการละเมิดสิทธิ์ในภาพและชื่อเสียงของบุคคลเหล่านั้นอีกด้วย
หากพบว่าดาราหรือศิลปินมีส่วนรู้เห็นและร่วมมือในการหลอกลวงประชาชน บุคคลเหล่านั้นก็อาจต้องรับผิดชอบทางกฎหมายด้วยเช่นกัน ในฐานะผู้สนับสนุนหรือผู้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด
แนวทางการดำเนินคดีและการป้องกันในอนาคต
ทนายรณณรงค์ได้เปิดเผยแนวทางการดำเนินคดีในขั้นต่อไปว่า หลังจากการแจ้งความในครั้งนี้ ทางมูลนิธิและผู้เสียหายจะร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่ในการรวบรวมพยานหลักฐาน เอกสาร และข้อมูลต่างๆ เพื่อประกอบการสอบสวน
นอกจากนี้ ทางมูลนิธิยังจะเปิดช่องทางให้ผู้เสียหายรายอื่นๆ ที่อาจยังไม่กล้าออกมาแจ้งความได้มีโอกาสเข้ามาร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ด้วย เพราะเชื่อว่าจะต้องมีผู้เสียหายอีกจำนวนมากที่ยังไม่กล้าออกมาเปิดเผย อาจเพราะรู้สึกอับอายหรือกลัวว่าจะถูกมองว่าโง่เขลาที่หลงเชื่อ
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ นายรณณรงค์ได้แจ้งความประสงค์ที่จะนำประเด็นนี้เสนอต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาออกมาตรการหรือกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นในการควบคุมกลุ่มบุคคลที่อ้างตนเป็นร่างทรง ผู้มีบารมี หรือผู้มีความศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา โดยเฉพาะกลุ่มที่มีเจตนาแสวงหาผลประโยชน์จากความศรัทธาของประชาชน
นายรณณรงค์เสนอว่า ควรมีการกำหนดให้บุคคลที่ประกอบอาชีพหรือกิจการที่เกี่ยวข้องกับการให้คำปรึกษาทางจิตวิญญาณ การขายวัตถุมงคล หรือการจัดพิธีกรรมทางศาสนา ต้องขึ้นทะเบียนและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการศาสนา หรือหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค
นอกจากนี้ ควรมีการกำหนดโทษที่หนักขึ้นสำหรับผู้ที่ใช้ความเชื่อทางศาสนาหรือความศรัทธาของประชาชนเป็นเครื่องมือในการฉ้อโกงหลอกลวง เพราะนอกจากจะก่อให้เกิดความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อจิตใจและความเชื่อมั่นในศาสนาของประชาชนอีกด้วย
ผลกระทบต่อสังคมและศาสนา
คดีนี้ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความเสียหายทางด้านการเงินต่อผู้เสียหายเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบในวงกว้างต่อสังคมและศาสนาในหลายประการ
ประการแรก ทำให้ประชาชนทั่วไปเกิดความระแวงและไม่ไว้วางใจต่อผู้ที่ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการให้คำปรึกษาทางจิตวิญญาณหรือการจำหน่ายวัตถุมงคล แม้แต่ผู้ที่ประกอบอาชีพนี้อย่างสุจริตก็อาจได้รับผลกระทบจากภาพลักษณ์เชิงลบที่เกิดขึ้น
ประการที่สอง เป็นการทำลายความเชื่อมั่นและศรัทธาในหลักธรรมคำสอนทางศาสนา เพราะเมื่อมีผู้ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการหลอกลวง ย่อมทำให้คนทั่วไปเกิดความรู้สึกว่าศาสนาเป็นเพียงเครื่องมือหาประโยชน์เท่านั้น
ประการที่สาม ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของผู้เสียหาย หลายรายต้องแบกรับภาระหนี้สินจำนวนมาก บางรายต้องขายทรัพย์สิน บางรายต้องกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินหรือจากเพื่อนฝูง ทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ทั้งปัญหาครอบครัว ปัญหาการเงิน และปัญหาสุขภาพจิต
คำเตือนและข้อควรระวังสำหรับประชาชน
จากกรณีนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เชี่ยวชาญได้ให้คำแนะนำและข้อควรระวังแก่ประชาชนทั่วไปดังนี้:
ใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ ไม่ควรเชื่อหรือศรัทธาอย่างบอดบังต่อคำกล่าวอ้างใดๆ ที่ไม่มีหลักฐานหรือเหตุผลสนับสนุน แม้จะมาจากบุคคลที่อ้างว่ามีบารมีหรือความศักดิ์สิทธิ์
ศึกษาข้อมูลและตรวจสอบความน่าเชื่อถือ ก่อนตัดสินใจซื้อวัตถุมงคลหรือเข้าร่วมพิธีกรรมใดๆ ที่ต้องเสียเงินจำนวนมาก ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผู้จำหน่ายหรือผู้จัดพิธี ตรวจสอบประวัติ ความน่าเชื่อถือ และรีวิวจากผู้ใช้บริการรายอื่นๆ
ระวังการตั้งราคาที่สูงผิดปกติ หากพบว่าวัตถุมงคลหรือบริการมีราคาสูงมากเมื่อเทียบกับต้นทุนหรือราคาตลาดทั่วไป ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
อย่าก่อหนี้สินเพื่อซื้อวัตถุมงคล การทำบุญหรือการสร้างกุศลไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากจนถึงขั้นต้องก่อหนี้สิน หลักธรรมคำสอนทางศาสนาสอนให้ทำความดีตามกำลังศรัทธาและกำลังทรัพย์
ขอใบเสร็จและเก็บหลักฐานการทำธุรกรรม หากตัดสินใจซื้อวัตถุมงคลหรือใช้บริการ ควรขอใบเสร็จรับเงินและเก็บหลักฐานการทำธุรกรรมทุกครั้ง เพื่อเป็นหลักฐานในกรณีที่เกิดปัญหาตามมา
ไม่หวั่นไหวต่อการสร้างความกดดัน หลายกรณีผู้หลอกลวงจะใช้วิธีสร้างความกดดันทางจิตใจ เช่น บอกว่าถ้าไม่ซื้อจะเกิดเคราะห์กรรม หรือโอกาสนี้มีเพียงครั้งเดียว ควรใช้สติและไม่ตัดสินใจภายใต้ความกดดันดังกล่าว
แจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อพบเห็นความผิดปกติ หากพบเห็นหรือประสบเหตุการณ์ที่น่าสงสัยว่าจะเป็นการหลอกลวง ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้เสียหายรายอื่นๆ เพิ่มขึ้น
ความคืบหน้าของคดีและการติดตามผล
หลังจากการยื่นแจ้งความในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามฯ ได้รับเรื่องไว้พิจารณาและอยู่ระหว่างการตรวจสอบพยานหลักฐาน รวมถึงการสอบปากคำผู้เสียหายแต่ละรายอย่างละเอียด เพื่อรวบรวมข้อมูลที่ครบถ้วนและมีน้ำหนักเพียงพอที่จะดำเนินคดีต่อไป
ทางเจ้าหน้าที่ยังได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาเพื่อมาให้ถ้อยคำและชี้แจงข้อกล่าวหา อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ผู้ต้องหายังไม่ได้มารายงานตัวหรือให้ความร่วมมือใดๆ กับเจ้าหน้าที่
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบบัญชีธนาคาร การเคลื่อนไหวทางการเงิน และทรัพย์สินของผู้ต้องหา เพื่อติดตามเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดและเพื่อเตรียมการยึดทรัพย์สินในกรณีที่ศาลมีคำสั่ง
ทางด้านมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคมได้เปิดสายด่วนและช่องทางการติดต่อเพื่อรับแจ้งเบาะแสและรับฟังผู้เสียหายรายอื่นๆ ที่ต้องการเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ โดยจะมีทนายความและเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิคอยให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้เสียหายทุกราย
คดีนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นกรณีที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการใช้ความเชื่อทางศาสนาและความศรัทธาของประชาชนเป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์อย่างไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในสังคมไทย
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมองว่า คดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการดำเนินคดีกับผู้ที่ประกอบอาชีพหลอกลวงประชาชนในรูปแบบนี้ และหากศาลมีคำพิพากษาลงโทษที่หนัก จะเป็นการส่งสัญญาณเตือนให้กับผู้ที่คิดจะกระทำการในลักษณะเดียวกันได้ระมัดระวังและยับยั้งการกระทำดังกล่าว
ในขณะเดียวกัน คดีนี้ยังเป็นโอกาสในการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนทั่วไปถึงความสำคัญของการใช้วิจารณญาณ การไม่หลงเชื่อคำกล่าวอ้างที่ไม่มีหลักฐาน และการปกป้องสิทธิของตนเองในฐานะผู้บริโภค
สำหรับผู้ที่มีข้อมูลเพิ่มเติมหรือประสบเหตุการณ์เดียวกันกับกรณีนี้ สามารถติดต่อแจ้งความได้ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (กองปราบปรามฯ) หรือติดต่อมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคมเพื่อขอรับคำปรึกษาและความช่วยเหลือทางกฎหมาย
คดีนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม และเป็นการเตือนใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ต้องร่วมมือกันในการป้องกันและแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้มีผู้เสียหายเพิ่มขึ้นในอนาคต และเพื่อรักษาความศรัทธาและความเชื่อมั่นในศาสนาและสถาบันทางศาสนาของสังคมไทยไว้ต่อไป