อุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีใต้กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อรายการวาไรตี้เรื่อง ‘ค่าข้าวของชูซองฮุนต้องทำ’ ซึ่งเป็นผลงานร่วมผลิตระหว่างช่อง ENA และ EBS สร้างกระแสอย่างท่วมท้น ด้วยการเปลี่ยนแนวทางจากการแสดงความหรูหราของดาราสู่การทำงานหนักจริงในต่างประเทศ
การพลิกโฉมหน้าของรายการวาไรตี้
ในยุคที่รายการท่องเที่ยวแนวกินดื่มสนุกสนานกลายเป็นเรื่องธรรมดา และผู้ชมเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับฟอร์แมตที่ซ้ำๆ กัน รายการ ‘ค่าข้าวของชูซองฮุนต้องทำ’ กลับเลือกที่จะทำลายกฎเกณฑ์เหล่านั้น โดยการนำดาราไปทำงานในสภาพแวดล้อมที่แท้จริงและท้าทายมากที่สุด
รายการนี้นำเสนอแนวคิดใหม่ที่ว่า “อาชีพเองคือตัวเอกของรายการ” แทนที่จะเน้นไปที่การสร้างเสียงหัวเราะแบบบังคับ ทีมผลิตเลือกที่จะให้ความสำคัญกับน้ำหนักของการทำงานจริงและความสนุกเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
ผู้กำกับเผยเบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงาน
อันเจมิน ผู้กำกับจากช่อง ENA และซงจุนซอบ ผู้กำกับจากช่อง EBS ได้เปิดเผยเบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงานที่กลายมาเป็นปรากฏการณ์ในโลกออนไลน์ โดยทั้งคู่เน้นย้ำว่าจุดเริ่มต้นของรายการนี้มาจากการต้องการแสดงให้เห็นถึงการทำงานที่แท้จริง มากกว่าการสร้างความบันเทิงแบบผิวเผิน
นักแสดงหลักและการเปลี่ยนแปลงของพวกเขา
รายการนี้มีนักแสดงหลัก 3 คน ได้แก่ ชูซองฮุน อดีตแชมป์ศิลปะการต่อสู้, อีอึนจี นักแสดงตลก และกวักทูบ (กวักจุนบิน) ยูทูบเบอร์เที่ยว แต่ละคนต่างมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการที่น่าสนใจในระหว่างการถ่ายทำ
อีอึนจี: จากนักแสดงตลกสู่นักแสดงวาไรตี้ที่สมบูรณ์
ผู้กำกับอันเจมินเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงของอีอึนจี “ผมรู้สึกได้ถึงการเติบโตของอึนจีอย่างชัดเจนที่สุด เพราะผมเคยคัดตัวเธอมาตั้งแต่สมัยทำรายการตลกเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ตอนนั้นเห็นแต่เธอทำแต่การแสดงตลกบนเวทีเท่านั้น แต่เมื่อเธอดังขึ้นจากรายการ ‘โลกสนุก’ และมาร่วมงานกับเรา ผมพบว่าเธอสามารถทำงานในสภาพแวดล้อมภาคสนามได้เกินความคาดหมาย”
สิ่งที่น่าประทับใจคือ แม้กล้องจะปิดแล้ว อีอึนจียังคงถามผู้กำกับว่า “ผมทำได้ดีไหมครับ? เนื้อหาจะเพียงพอไหม?” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเธอได้กลายเป็น ‘นักแสดงวาไรตี้’ ที่สมบูรณ์แล้ว และมีความรับผิดชอบต่อส่วนของตัวเองและภาพรวมของรายการ
ชูซองฮุน: ผู้นำที่แท้จริงและแบบอย่างที่ดี
สำหรับชูซองฮุน ผู้กำกับอันเจมินเผยว่าตัวเขาเองเป็นแฟนชูซองฮุนมาก่อน เพราะติดตามช่องยูทูบของเขาอยู่เป็นประจำ “ในยูทูบ เขาแสดงภาพลักษณ์ที่เรียบง่ายและเป็นมนุษย์มาก จนผมกังวลว่าในรายการเขาอาจจะระมัดระวังตัวมากเกินไป แต่กลับกัน เขากลับแสดงออกมากขึ้นเสียอีก แม้อายุจะใกล้ 50 แล้ว แต่ทั้งสมรรถภาพร่างกายและท่าทีที่มีน้ำหนักนั้นน่าประทับใจมาก รวมถึงความรู้สึกที่ว่าต้องเป็นแบบอย่างให้รุ่นน้อง”
ผู้กำกับซงจุนซอบเสริมว่า ชูซองฮุนในช่วงแรกจะค่อนข้างเก็บตัว แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็ผสมผสานเข้ากับทีมได้อย่างรวดเร็วและแสดงเอกลักษณ์ของตัวเอง “เขาไม่ได้เป็นแค่ ‘นักสู้ชูซองฮุน’ แต่ยังเป็นรุ่นพี่ในชีวิต รุ่นพี่ในการแต่งงาน ที่ให้คำแนะนำต่างๆ มากมาย นักแสดงคนอื่นๆ มักจะมาปรึกษาเขาอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นภาพที่ไม่ค่อยเห็นในรายการทั่วไป”
กวักทูบ: จากยูทูบเบอร์สู่นักแสดงโทรทัศน์มืออาชีพ
ผู้กำกับอันเจมินให้ความเห็นเกี่ยวกับกวักทูบว่า “ผมรู้จักเขาในฐานะยูทูบเบอร์เท่านั้น แต่ระหว่างการถ่ายทำ เมื่อเห็นเขาทำสีหน้าแปลกใจในสถานการณ์ต่างๆ โดยสามารถปรับให้เข้ากับมุมกล้องได้อย่างแม่นยำ ผมรู้เลยว่า ‘ตอนนี้เขาเป็นนักแสดงโทรทัศน์มืออาชีพโดยสมบูรณ์แล้ว’ เขารู้จุดตัดต่อต่างๆ โดยสัญชาตญาณ ซึ่งแตกต่างจากการเป็นยูทูบเบอร์โดยสิ้นเชิง”
กระบวนการคัดเลือกอาชีพและความท้าทาย
การเลือกอาชีพสำหรับรายการนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้กำกับซงจุนซอบเผยว่า “สิ่งสำคัญที่สุดที่เราให้ความสำคัญคือ ‘อาชีพที่ไม่ค่อยเห็นในเกาหลี’ เราไม่ได้ต้องการแค่แสดงการทำงานหนัก แต่ต้องการนำเสนออาชีพที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ ดังนั้นเราจึงตั้งใจไปสอบถามคนท้องถิ่นโดยตรงและเดินทางไปหาด้วยตัวเอง”
เขายกตัวอย่างการถ่ายทำในจีน “เราโทรศัพท์ติดต่อโดยตรงในพื้นที่และหาคนทำงานมาด้วยความยากลำบาก กระบวนการนี้เองที่แตกต่างจากรายการวาไรตี้อื่นๆ แม้เราจะอ้างอิงจากสารคดี ‘อาชีพสุดขั้ว’ แต่เราไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสัมผัส เรายังสร้างสถานการณ์ที่พวกเขาต้องหาเลี้ยงชีพจากงานนั้นจริงๆ นั่นคือจุดที่แตกต่าง”
สถานที่ถ่ายทำที่ท้าทายที่สุด: หมู่บ้านขยะในอียิปต์
เมื่อถูกถามถึงสถานที่ถ่ายทำที่ลำบากที่สุด ผู้กำกับซงจุนซอบตอบทันทีว่าเป็น ‘หมู่บ้านขยะ’ ในอียิปต์ “หมู่บ้านทั้งหมดเป็นพื้นที่สำหรับแยกขยะและรีไซเคิล ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าไป กลิ่นเหม็นก็โชยมา แมลงวันและแมลงต่างๆ เต็มไปหมด เราไม่ได้บอกนักแสดงล่วงหน้าว่าจะต้องทำงานอะไร แต่ให้ทำในสถานที่จริงทันที”
เขาเล่าต่อว่า “อึนจีลำบากเป็นพิเศษ แต่เธอก็อดทนจนจบ ถึงขั้นที่แมลงไปติดที่ไมโครโฟนเลย ตอนตัดต่อ ทีมงานทุกคนพูดซ้ำๆ ว่า ‘ลำบากจริงๆ เลย'”
ความสมัครใจและความมุ่งมั่นของนักแสดง
สิ่งที่น่าประทับใจคือความมุ่งมั่นของนักแสดงทุกคน ผู้กำกับซงจุนซอบเล่าว่า “อึนจีโทรมาก่อนฉากเรียนเต้นรำว่าเธอจะฝึกท่าเต้นทั้งคืน ผมตกใจมาก นักเขียนถึงกับถ่ายคลิปให้ดู เธอทุ่มเทจริงๆ และความกระตือรือร้นแบบสมัครใจนี้ปรากฏในหน้าจอเลย”
สำหรับกวักทูบ ผู้กำกับอันเจมินเล่าว่า “สิ่งที่จำได้คือ ในระหว่างการถ่ายทำ เมื่อเขาแสดงสีหน้าแปลกใจในสถานการณ์ต่างๆ เขาสามารถปรับให้เข้ากับมุมกล้องได้อย่างแม่นยำ ทำให้รู้ว่าเขาเป็นนักแสดงโทรทัศน์มืออาชีพโดยสมบูรณ์แล้ว เขารู้จุดตัดต่อโดยสัญชาตญาณ ซึ่งเป็นระดับที่แตกต่างจากการเป็นยูทูบเบอร์”
การจัดการกับความยากลำบากในการถ่ายทำ
แม้งานจะหนักหน่วง แต่นักแสดงไม่เคยแสดงความไม่พอใจต่อหน้ากล้อง ผู้กำกับอันเจมินเล่าว่า “ต่อหน้ากล้อง พวกเขาจะไม่เอ่ยปากบ่นว่าลำบาก แต่ช่วงเวลาที่ยากลำบากก็มีแน่นอน จริงๆ แล้วคนที่ลำบากที่สุดไม่ใช่นักแสดง แต่เป็นช่างกล้องและช่างเสียง ที่ต้องถืออุปกรณ์ขึ้นลงบันได และยังต้องสร้างเสียงหัวเราะด้วย นักแสดงมองเห็นความลำบากของทีมงาน จึงกลั้นความไม่พอใจไว้”
ผู้กำกับซงจุนซอบเสริม “ชูซองฮุนจะช่วยยกกำลังใจทีมด้วยการพูดว่า ‘นี่สนุกนี่นา ตลกด้วย’ คำพูดเดียวนี้ทำให้ทีมมีกำลังใจขึ้นมาอีกครั้ง”
แนวทางการสร้างเนื้อหาที่เป็นธรรมชาติ
การทำรายการนี้ไม่ได้เน้นการสร้างความสนุกแบบบังคับ ผู้กำกับซงจุนซอบอธิบายว่า “นักแสดงจะมีสัญชาตญาณที่ต้องสร้างเสียงหัวเราะ แม้จะลำบาก โดยเฉพาะอึนจี เธอจะกังวลว่า ‘ถ้าฉันไม่พูดอะไรแค่ทำงาน รายการจะมีเนื้อหาเพียงพอไหม?’ ซึ่งเป็นความกังวลเฉพาะของนักแสดงตลก”
“แต่รายการนี้ไม่ได้มุ่งเน้นการสร้างเสียงหัวเราะ แต่เน้นการแสดงสถานที่ทำงานจริงๆ ดังนั้นทีมผลิตจึงบอกว่า ‘ไม่ต้องล้มแบบเจตนาหรือเกินจริง แค่แสดงตามธรรมชาติ’ ชูซองฮุนและกวักจุนบินเป็นสไตล์ที่เน้นการทำงานจริงอยู่แล้ว จึงทำให้อึนจีต้องปรับตัวหาจังหวะของตัวเองจนเห็นได้ชัด ในที่สุดเราตัดสินใจว่าตัวเอกของรายการคือ ‘อาชีพเอง’ มากกว่านักแสดง”
การปรับแต่งเนื้อหาให้เหมาะสมกับผู้ชม
ผู้กำกับอันเจมินเล่าถึงการปรับแต่งเนื้อหา “เนื่องจากลักษณะของช่อง ผู้ชมส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงวัย 20-30 เราต้องรักษาโทนที่ไม่ทำให้พวกเขารู้สึกอึดอัด และครอบครัวสามารถดูด้วยกันได้โดยไม่รู้สึกแปลก เราจึงเลือกการแก้ไขที่เน้นอารมณ์ขันเล็กๆ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในสถานที่ทำงาน แทนการให้นักแสดงแสดงละครสถานการณ์หรือตลกเกินจริง ในห้องตัดต่อ ถ้าเราคิดว่า ‘นี่ตลกดี แต่บางคนอาจรู้สึกอึดอัด’ เราก็จะตัดออกอย่างเด็ดขาด นั่นคือหลักการสำคัญของรายการเรา”
ความร่วมมือระหว่างสองช่อง
การผลิตร่วมกันระหว่าง ENA และ EBS เป็นจุดที่น่าสนใจ ผู้กำกับอันเจมินอธิบาย “สองช่องมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันมาก ช่องวาไรตี้มักจะขยายขนาดให้ใหญ่ ส่วน EBS จะเลือกสรรเฉพาะสิ่งดีๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ในกระบวนการตัดต่อ เราช่วยเสริมส่วนที่ขาดหายไปของกันและกัน เราดูแลข้อมูลมากขึ้น ส่วน EBS เน้นความสนุกมากขึ้น ที่จุดตัดนี้ เกิดพลังร่วมที่ไม่คาดคิด”
ผู้กำกับซงจุนซอบเสริม “โดยเฉพาะในเรื่อง ‘จะทำอย่างไรให้สนุกมากขึ้น’ เรามีการถกเถียงกันมาก แต่กระบวนการนี้ทำให้รายการแข็งแกร่งขึ้นในที่สุด”
แววแสงของซีซั่น 2
เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ของซีซั่น 2 ผู้กำกับซงจุนซอบตอบอย่างมั่นใจ “นักแสดงพร้อมจะลำบากมากขึ้น ถ้าผู้ชมให้ความรัก ชูซองฮุนเคยพูดว่า ‘สิ่งที่น่ากลัวกว่าความเจ็บปวดจากการทำงานคือความไม่สนใจของผู้ชม’ อึนจีก็ภูมิใจที่พ่อแม่ดูแล้วสนุก กวักจุนบินในฐานะมืออาชีพก็บอกว่า ‘ต้องทำซีซั่น 2 ถึงจะเรียกได้ว่าคุ้มค่าข้าวจริงๆ’ ถ้าปฏิกิริยาของผู้ชมดี ซีซั่น 2 เป็นไปได้อย่างแน่นอน”
ผู้กำกับอันเจมินเสริม “ใน ซีซั่น 2 นักแสดงอาจจะออกไปหาความท้าทายที่สุดโต่งด้วยตัวเอง เพราะนั่นคือทางที่จะได้รับความรักจากผู้ชม”
ทิศทางการสร้างสรรค์เนื้อหาในอนาคต
ผู้กำกับอันเจมินมองตลาดเนื้อหาปัจจุบันเป็น 3 ระดับ “ยูทูบแบบสั้นๆ สำหรับกินเล่น, เน็ตฟลิกซ์แบบดื่มด่ำ และรายการโทรทัศน์ที่อยู่ตรงกลางอย่างคลุมเครือ ความท้าทายที่ต่อเนื่องคือการรักษาตำแหน่งของรูปแบบรายการโทรทัศน์ ประเด็นสำคัญคือการชักจูงให้ผู้ชมยอมให้เวลาการรับชมที่ยาวขึ้น”
ผู้กำกับซงจุนซอบมีมุมมองที่น่าสนใจ “ผมคิดว่าการนำฟอร์แมตที่ฮิตในยูทูบมาใช้โดยตรงไม่ได้ต้องนำมาตีความใหม่ด้วยภาษาโทรทัศน์ การปรับแต่งให้ผู้ชมโทรทัศน์รับได้ง่ายกลับเป็นบลูโอเชียน ดังนั้นเราจะทดลองหาจุดเชื่อมระหว่างยูทูบและโทรทัศน์ต่อไป”
บทสรุป: การปฏิวัติของอุตสาหกรรมบันเทิง
‘ค่าข้าวของชูซองฮุนต้องทำ’ ไม่ได้เป็นแค่รายการวาไรตี้อีกเรื่องหนึ่ง แต่เป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมบันเทิง ที่เริ่มให้ความสำคัญกับความจริงใจและความเป็นธรรมชาติมากกว่าการสร้างเนื้อหาแบบผิวเผิน ความสำเร็จของรายการนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าผู้ชมยุคใหม่ต้องการเนื้อหาที่มีคุณค่าและสามารถสร้างการเชื่อมโยงทางอารมณ์ที่แท้จริง
การผลิตร่วมกันระหว่างสองช่องที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกัน การเลือกใช้นักแสดงที่หลากหลาย และการเน้นการทำงานจริงแทนการแสดง ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้รายการนี้โดดเด่นและได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้ชม ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการพัฒนาเนื้อหาคุณภาพในอนาคต