แพทย์เตือนสาวๆ ที่ชอบนอนตะแคงหรือคว่ำ อาจต้องปรับท่านอนใหม่หลังจากงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ออสเตรเลีย และหลายสถาบันชั้นนำทั่วโลก เผยว่าการนอนในท่าเหล่านี้เป็นเวลานานๆ อาจทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Sleep Wrinkles” หรือ ริ้วรอยจากการนอน ซึ่งสามารถทำให้ใบหน้าแก่ก่อนวัยได้อย่างแท้จริง
ข้อเท็จจริงน่าตกใจจากงานวิจัย
จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Aesthetic Surgery Journal และ Dermatologic Surgery Journal พบว่า การนอนตะแคง (lateral position) และการนอนคว่ำ (prone position) เป็นท่านอนที่มีโอกาสสร้างริ้วรอยจากการนอนมากที่สุด เนื่องจากเมื่อเรานอนในท่าเหล่านี้ แรงโน้มถ่วงจะกดใบหน้าลงไปยังหมอน ทำให้ผิวหน้าถูกบีบ ยืด และกด จนเกิดการเสียรูปเป็นเวลาหลายชั่วโมง
งานวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ พบว่า เมื่อเรานอนตะแคงหรือคว่ำ ใบหน้าจะถูกบีบและยุบมากกว่าการนอนหงาย โดยแรงโน้มถ่วงจะกดใบหน้าลงไปยังหมอน ส่งผลให้ผิวหน้าถูกบิดเบือน ยืด บีบ และดึงไปในทุกทิศทางขณะที่เราขยับตัวในการนอน
เหตุใดริ้วรอยจากการนอนจึงเกิดขึ้น
ดร.เกรแกม แอนสัน ศัลยแพทย์ตกแต่งชื่อดังจากสหรัฐอเมริกา อธิบายใน Aesthetic Surgery Journal ว่า ริ้วรอยจากการนอนที่เกิดจากแรงกดทับทางกลจักรในระหว่างการนอนไม่สามารถรักษาด้วยโบท็อกซ์ได้ เนื่องจากเกิดจากการบีบอัดทางกล ไม่ใช่การหดตัวของกล้ามเนื้อ
ปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ผิวจะสูญเสียความยืดหยุ่น (elasticity) และความสามารถในการยืดตัว (extensibility) ซึ่งสร้างสภาวะที่เหมาะสมให้ริ้วรอยจากการนอนเกาะติดและคงอยู่นานขึ้น ในขณะที่ผู้ที่มีอายุน้อยจะพบว่าริ้วรอยเหล่านี้เป็นเพียงชั่วคราวและจะหายไปหลังตื่นนอน แต่เมื่อเวลาผ่านไปและมีการทำซ้ำๆ ริ้วรอยชั่วคราวเหล่านี้อาจกลายเป็นถาวรได้
รูปแบบริ้วรอยที่พบบ่อย
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยลูบลิยานา สโลวีเนีย โดยใช้หมอน PVC ใสเพื่อศึกษาแรงกดและการเปลี่ยนรูปของใบหน้าระหว่างการนอน พบรูปแบบการเสียรูปของใบหน้าหลายแบบ ได้แก่ ริ้วรอยรอบดวงตา (crow’s feet) เส้นรอบปาก การแบนของหน้าผาก การทื่อของมุมจมูก-หน้าผาก ร่องแก้ม และร่องจมูก-ริมฝีปาก
ริ้วรอยเหล่านี้จะปรากฏเป็นเส้นแนวตั้งใต้คิ้ว ข้างจมูก และบนคาง โดยแตกต่างจากริ้วรอยจากการแสดงออกทางหน้าที่เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อ
สถิติที่น่าเป็นห่วง
ข้อมูลจากการศึกษาในปี 2017 พบว่า ประชากรส่วนใหญ่ประมาณ 54% นอนตะแคง และ 7% นอนคว่ำ หมายความว่ามีถึง 61% ของประชากรที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดริ้วรอยจากการนอน
ที่น่าวิตกยิ่งกว่าคือ จำนวนครั้งที่เราเปลี่ยนท่านอนในระหว่างคืนจะลดลงตามอายุ จาก 27 ครั้งต่อคืนในวัยหนุ่มสาว เหลือเพียง 16 ครั้งต่อคืนเมื่ออายุมากขึ้น การเปลี่ยนท่านอนน้อยลงหมายความว่าเราจะอยู่ในท่าเดิมนานขึ้น ส่งผลให้แรงกดทับที่ก่อให้เกิดริ้วรอยจะออกฤทธิ์ต่อผิวหน้านานขึ้นด้วย
ความไม่สมดุลของใบหน้า
ผู้ที่ชอบนอนข้างใดข้างหนึ่งเป็นประจำอาจพบว่าข้างที่นอนทับจะมีริ้วรอยลึกกว่าหรือมีความหย่อนคล้อยเล็กน้อย เพราะผิวด้านนั้นต้องรับความเครียดที่มากกว่าในระหว่างการนอน
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยของดร.เบรตต์ คอตลุส จากการศึกษาภาพถ่ายของผู้หญิง 100 คน พบว่าไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญระหว่างด้านที่ชอบนอนกับด้านที่มีริ้วรอยมากกว่า แต่พบว่าผู้หญิงส่วนใหญ่มีริ้วรอยด้านซ้ายมากกว่า ซึ่งน่าจะเกิดจากการขับรถที่ทำให้ได้รับรังสี UV จากด้านซ้ายมากกว่า
สาเหตุเสริมที่ทำให้หน้าแก่ก่อนวัย
นอกจากการนอนแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เกิดหน้าแก่ก่อนวัยอีกหลายอย่าง
หมอปาริฉัตร ตัณชวนิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง อธิบายว่า การนอนตะแคงจะทำให้ใบหน้าเสียดสีกับหมอน และเกิดการกดทับบนใบหน้าเป็นเวลานาน จนทำให้เกิดทั้งริ้วรอยตื้นและริ้วรอยลึก
สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้หน้าแก่ก่อนวัย ได้แก่ การไม่ทากันแดด รังสี UV จากแสงอาทิตย์เป็นปัจจัยอันดับต้นๆ ที่ทำให้ผิวอ่อนแอ ขาดความชุ่มชื้น และมีสภาพผิวที่แห้งลง
การกินของหวานมากเกินไป ทำให้ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งจะทำให้เกิดปฏิกิริยาไกลเคชั่น (Glycation) ก่อให้เกิดสาร AGEs (Advanced Glycation End-Products) ที่เป็นอันตรายต่อเซลล์ผิว
ความเครียดสะสมที่ทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งจะกระตุ้นให้เซลล์ตึงเครียดและเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ
วิธีป้องกันริ้วรอยจากการนอน
ท่านอนที่ดีที่สุดคือการนอนหงาย เพราะช่วยลดความเสี่ยงของริ้วรอยจากการนอน โดยใบหน้าจะไม่สัมผัสกับหมอนโดยตรง และช่วยกระจายน้ำหนักอย่างสม่ำเสมอ ลดแรงกดทับในบริเวณใดบริเวณหนึ่งของใบหน้า
สำหรับคนที่เปลี่ยนท่านอนยาก ควรเริ่มต้นด้วยการนอนหงาย หรือใช้หมอนเล็กๆ สอดไว้ใต้หัวเข่าเพื่อลดการตะแคงตัวในเวลากลางคืน
สำหรับคนที่ต้องนอนตะแคง แพทย์แนะนำให้เปลี่ยนมาใช้ปลอกหมอนผ้าซาตินหรือไหม เพราะสร้างแรงเสียดสีน้อยกว่าและลดการดึงหรือเกี่ยวของผิว ผิวจะเลื่อนไหลได้แทนที่จะถูกลาก ซึ่งอาจช่วยลดผลกระทบของริ้วรอยจากการนอน
หมอนโฟมที่ออกแบบมาเพื่อรองรับรูปร่างของศีรษะและคอ สามารถช่วยลดแรงกดทับบนใบหน้าได้
การดูแลผิวเพิ่มเติม
การใส่ครีมบำรุงก่อนนอนและการใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ สามารถช่วยลดความเสี่ยงของริ้วรอยจากการนอนได้
การดูแลผิวให้แข็งแรง เช่น การหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และแสงแดด การรักษาผิวไม่ให้แห้งและการควบคุมค่า pH ของผิวให้อยู่ที่ประมาณ 5.5
การเสริมคอลลาเจนผ่านการดูแลผิวเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว สามารถช่วยลดการเกิดริ้วรอยได้ รวมถึงกรดไฮยาลูโรนิก ซึ่งเป็นโมเลกุลที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในร่างกายมนุษย์ ช่วยรักษาคอลลาเจนและอีลาสตินในรูปแบบที่เหมาะสม กระตุ้นการผลิตคอลลาเจน และเพิ่มความชุ่มชื้น
คำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ
การนอนหลับให้เพียงพอในช่วงเวลา 4 ทุ่ม ถึง ตี 2 เป็นช่วงที่โกรทฮอร์โมนถูกปล่อยมาซ่อมแซมร่างกายมากที่สุด
การทาครีมบำรุงสูตรต้านริ้วรอยและผิวหย่อนคล้อย ควรเริ่มตั้งแต่อายุ 20 ต้นๆ เพราะการป้องกันง่ายกว่าการแก้ไข
การหลีกเลี่ยงแสงสีฟ้าจากโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ เพราะแสงเหล่านี้อันตรายกว่าแสงแดดและทำให้ผิวหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ
ข้อจำกัดของงานวิจัยและการรักษา
แม้ว่าจะมีหมอนพิเศษที่อ้างว่าช่วยป้องกันริ้วรอย แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่ยืนยันว่าหมอนป้องกันริ้วรอยช่วยได้จริง ยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพของหมอนเหล่านี้
ข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับ
ถึงแม้ว่าการนอนจะมีผลต่อการเกิดริ้วรอย แต่แพทย์เตือนว่าการกันแดดทุกวันด้วยครีมกันแดดคุณภาพสูงควรเป็นรากฐานหลักของกลยุทธ์ต้านริ้วรอย เพราะแสงแดดยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดริ้วรอยและเป็นอันตรายต่อผิวมากกว่าท่านอน
สรุป
แม้ว่าการนอนตะแคงและคว่ำจะส่งผลต่อการเกิดริ้วรอยจริง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลสุขภาพผิวโดยรวม การใช้ครีมกันแดด การบำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอ และการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า หากสามารถปรับเปลี่ยนท่านอนได้ก็เป็นการดี แต่ไม่ควรกังวลจนเครียดจนนอนไม่หลับ เพราะการนอนหลับที่มีคุณภาพยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับสุขภาพและความงามของผิว