วันที่ 25 สิงหาคม 2568 รายการ “โหนกระแส” ช่อง 3 ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญที่ทำให้คดีพระอลงกต วัดพระบาทน้ำพุ ยิ่งซับซ้อนขึ้น เมื่อพบว่าชื่อและนามสกุลของหลวงพ่อไปตรงกับบุคคลที่เสียชีวิตไปแล้ว พร้อมกับมีการใช้เลขประจำตัวประชาชนของผู้เสียชีวิตไปผูกกับบัญชีพร้อมเพย์เพื่อรับเงินบริจาคเข้ามูลนิธิธรรมรักษ์
การสัมภาษณ์ครั้งนี้ได้เชิญบิดาและญาติของนายอลงกต พลมุข ผู้เสียชีวิตไปเมื่อปี 2566 มาให้ข้อมูล พร้อมด้วยนักกฎหมายเพื่อวิเคราะห์ประเด็นที่อาจมีความผิดทางกฎหมาย
ประวัติครอบครัว “อลงกต พลมุข” ผู้เสียชีวิต
ลุงเสริมวิทย์ วัย 85 ปี พ่อของนายอลงกต พลมุข ผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่ามีลูกชาย 3 คน คือ อลงกต (ป้อม) เป็นลูกคนโต ปุ๊ ชนินทร์ เป็นลูกคนที่สอง และเปี๊ยก เป็นลูกคนสุดท้อง โดยอลงกตเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 ด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ขณะอายุ 61 ปี
นายอลงกต พลมุข เกิดวันที่ 9 ธันวาคม 2505 เคยเรียนที่โรงเรียนแก่นนครวิทยา จังหวัดขอนแก่น ในวัยเด็ก และต่อมาเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นคนที่ชอบเล่นกีฬาฟุตบอลและมีชีวิตเรียบง่าย
ข้อมูลจากภรรยา “พี่รุ่ง” เผยว่าสามีของตนมีบัญชีธนาคารเพียงบัญชีเดียว คือ บัญชีกรุงไทย สาขาชัยนาท ซึ่งเป็นบัญชีเงินเดือนที่ใช้รับเงินจากการทำงาน และไม่เคยมีการผูกพร้อมเพย์หรือทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือแต่อย่างใด
เรื่องราวอันลึกลับของเพื่อนเก่า
ประเด็นที่น่าสนใจคือ เมื่อหลายปีก่อนนายอลงกต พลมุข เคยเล่าให้พ่อฟังว่า ขณะเรียนอยู่ที่โรงเรียนแก่นนครวิทยา มีเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มที่เล่นฟุตบอลด้วยกัน เคยบอกว่า “อยากใช้ชื่ออลงกต นามสกุลเดียวกัน” แต่ไม่ทราบว่าเป็นใครและเหตุผลที่แท้จริง
ข้อมูลนี้กลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญเมื่อพิจารณาร่วมกับข้อเท็จจริงที่ว่า หลวงพ่ออลงกตมีชื่อเดิมว่า “เกรียงไกร” และเคยเรียนที่โรงเรียนแก่นนครวิทยาเช่นกัน รวมทั้งมีความชื่นชอบกีฬาฟุตบอล
บทบาทสำคัญของ “เฉลิมพล พลมุข”
บุคคลสำคัญอีกคนหนึ่งในเรื่องนี้คือ นายเฉลิมพล พลมุข ซึ่งเป็นประธานมูลนิธิธรรมรักษ์ วัดพระบาทน้ำพุ และเป็นลูกชายคนโตของพี่ชายลุงเสริมวิทย์
ดาหวัน ญาติของอลงกตที่เสียชีวิต เล่าให้ฟังถึงประวัติของเฉลิมพลว่า เป็นคนที่มีจิตใจดีมาตั้งแต่เด็ก เคยบวชเรียนสามเณรที่วัดสระแก้ว นครราชสีมา และต่อมาไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยมหิดล
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงปี 2534-2536 เมื่อเฉลิมพลทำงานวิจัยเรื่องโรคเอดส์ที่มหาวิทยาลัยมหิดล อาจารย์ที่ปรึกษาได้ให้เขาไปเก็บข้อมูลที่วัดพระบาทน้ำพุ เพื่อศึกษาการดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์
“พอไปที่วัดแล้วเพิ่งรู้ว่าพระอาจารย์ชื่ออลงกต พลมุข เฉลิมพลก็งงว่าทำไมนามสกุลเดียวกันกับตัวเอง แต่ไม่กล้าถามว่าท่านเป็นลูกใคร” ดาหวันเล่า
หลังจากนั้น เฉลิมพลได้กลายเป็นผู้ช่วยสำคัญของหลวงพ่ออลงกต และต่อมาได้รับตำแหน่งประธานมูลนิธิธรรมรักษ์ แต่ทั้งสองคนไม่เคยรู้ว่าเป็นญาติกันหรือไม่
ประเด็นทางกฎหมายที่น่าห่วงใย
ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา หรือ “มหาหมี” รองประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม ได้วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมายที่อาจเป็นปัญหาได้หลายประการ
ปัญหาเรื่องบัญชีพร้อมเพย์
ข้อเท็จจริงที่พบคือ มีการใช้เลขประจำตัวประชาชนของนายอลงกต พลมุข ผู้เสียชีวิต ไปผูกกับบัญชีพร้อมเพย์ธนาคารกรุงเทพ ภายใต้ชื่อ “อาทรประชานาถ” เพื่อรับเงินบริจาคเข้ามูลนิธิธรรมรักษ์
“นี่เป็นประเด็นใหญ่” มหาหมีชี้ให้เห็น “เพราะผู้เสียชีวิตมีแค่บัญชีกรุงไทยบัญชีเดียว และไม่เคยผูกพร้อมเพย์ แต่กลับมีการใช้เลขประจำตัวเขาไปผูกกับธนาคารกรุงเทพ นี่อาจเป็นการกระทำผิดกฎหมาย”
ปัญหาเอกสารหนังสือสุทธิ
อีกประเด็นสำคัญคือ ความถูกต้องของหนังสือสุทธิ (เอกสารประจำตัวพระ) ของหลวงพ่ออลงกต ซึ่งมีข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกันหลายประการ
“หนังสือสุทธิฉบับนี้มีปัญหา” มหาหมีอธิบาย “ข้อมูลวันเดือนปีเกิดไม่ตรงกัน มีถึง 4 วันที่เกิดที่แตกต่างกัน คือปี 2496, 2498, 2503, และ 2505 รวมทั้งชื่อพ่อแม่ก็ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง”
นอกจากนี้ การทำหนังสือสุทธิใหม่ต้องมีเอกสารต้นฉบับเดิมหรือหลักฐานการสูญหายที่ชัดเจน แต่กรณีนี้ดูเหมือนจะอิงจากการให้ถ้อยคำด้วยวาจาเพียงอย่างเดียว
ปัญหาการบวชและประวัติ
ข้อมูลการบวชของหลวงพ่ออลงกตก็มีความขัดแย้ง โดยมีการกล่าวอ้างว่าท่านบวชที่วัดบวรนิเวศวิหาร ปี 2522 แต่กลับมีการออกหนังสือสุทธิใหม่ ณ วัดในจังหวัดลพบุรี ในปี 2529
“ถ้าบวชที่วัดบวรฯ แล้ว หนังสือสุทธิต้องออกจากวัดบวรฯ ไม่ใช่ออกจากที่อื่น” มหาหมีชี้ให้เห็น “และการทำทัฬหีกรรม (การเสริมความมั่นคงในการบวช) ต้องทำในฐานะพระ ไม่ใช่ผ้าขาว”
วิเคราะห์ความเชื่อมโยงลึกลับ
มหาหมีได้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า อาจมีการเชื่อมโยงระหว่างบุคคลทั้ง 3 คน ได้แก่ นายเกรียงไกร (ที่เป็นหลวงพ่ออลงกตในปัจจุบัน), นายอลงกต พลมุข ที่เสียชีวิต, และนายเฉลิมพล พลมุข ประธานมูลนิธิ
“เป็นไปได้ว่ามีคนสองคนที่เรียนโรงเรียนเดียวกัน รู้จักกันจากการเล่นฟุตบอล” มหาหมีวิเคราะห์ “คนหนึ่งเกิดปี 2503 อีกคนเกิดปี 2505 รู้จักสนิทกันแต่แยกย้ายไป ต่อมาคนหนึ่งได้มาพบกับเฉลิมพลที่เป็นญาติของอีกคน และได้มาทำงานที่วัดร่วมกัน”
ประเด็นที่น่าสังเกตคือ การที่คนที่เคยบอกว่า “อยากใช้ชื่ออลงกต” ในอดีต ได้กลายมาเป็น “พระอลงกต” ในที่สุด และยังใช้นามสกุล “พลมุข” อีกด้วย
ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
เหตุการณ์นี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสถาบันพระพุทธศาสนาและระบบการบริจาคเพื่อการกุศลอีกด้วย
การที่มีการใช้เลขประจำตัวประชาชนของผู้เสียชีวิตไปผูกกับบัญชีเพื่อรับเงินบริจาค ก่อให้เกิดคำถามเรื่องความโปร่งใสในการจัดการเงินบริจาคของมูลนิธิและวัด
“ถ้ามีการกล่าวหาข้อใดขึ้นมา ท่านจะชี้แจงยังไง เพราะการชี้แจงการเงินต้องมีเส้นทางการเงินในเอกสารทั้งหมดโดยชอบ” มหาหมีเตือน
ครอบครัวผู้เสียหาย แจ้งความดำเนินคดี
ภรรยาของนายอลงกต พลมุข ผู้เสียชีวิต ได้แจ้งให้ลูกชายไปทำบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจแล้ว และได้รับคำแนะนำให้ติดต่อธนาคารเพื่อแจ้งให้ตรวจสอบการใช้ชื่อและเอกสารของสามีในการเปิดบัญชีโดยไม่ได้รับอนุญาต
“เราก็งงๆ มึนๆ อยู่ มันอะไรไม่รู้กับชีวิต ดูวุ่นวาย” พี่รุ่งกล่าวด้วยความเสียใจ
ในส่วนของพ่อผู้เสียชีวิต ลุงเสริมวิทย์ แสดงให้เห็นถึงความอดทนและความเข้าใจในธรรมชาติของลูกชาย “อลงกตเขาไม่สนใจเรื่องเงินทอง เขาสนใจงานอย่างเดียว มีเงินเท่าไหร่ให้เมียเท่านั้น กับเลี้ยงแมวเลี้ยงหมา”
ความท้าทายในการค้นหาความจริง
คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของระบบข้อมูลและการตรวจสอบตัวตนในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ยังไม่มีระบบเลขประจำตัว 13 หลัก และการเปลี่ยนแปลงระบบข้อมูลของพระสงฆ์ในช่วงหลัง
ประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปคือ การตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมการศาสนา กรมทะเบียนกลาง และสำนักงานป.ป.ช. ในการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล
นอกจากนี้ ยังต้องรอดูว่าหลวงพ่ออลงกตและคณะกรรมการวัดพระบาทน้ำพุจะออกมาชี้แจงประเด็นต่างๆ อย่างละเอียดและโปร่งใสหรือไม่ เพื่อคลายข้อสงสัยของประชาชน
บทสรุป
คดี “หลวงพ่ออลงกต” กลายเป็นปริศนาที่มีมิติมากมาย ตั้งแต่ประเด็นความถูกต้องของเอกสาร การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เสียชีวิต การจัดการเงินบริจาค และความเชื่อมโยงลึกลับระหว่างบุคคลต่างๆ ที่มีชื่อ-นามสกุลเดียวกัน
สิ่งที่แน่ชัดคือ คดีนี้ต้องการการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสถาบันพระพุทธศาสนา
ในขณะเดียวกัน คดีนี้ก็เป็นบทเรียนสำคัญเรื่องความจำเป็นในการมีระบบตรวจสอบและการรักษาความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิดในอนาคต
การติดตามเหตุการณ์นี้ต่อไป จะเป็นดัชนีสำคัญที่จะชี้ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสังคมไทยในการแสวงหาความจริงและความยุติธรรม โดยไม่คำนึงถึงสถานะหรือตำแหน่งใดๆ