ดีเดย์ 2 ตุลาคม! กฎหมายใหม่บังคับไดรเวอร์แอปเรียกรถต้องจดทะเบียนสาธารณะ หรือเสี่ยงถูกระงับบัญชี

อุตสาหกรรมแอปเรียกรถกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อกฎหมายใหม่ที่บังคับให้ไดรเวอร์และไรเดอร์จดทะเบียนรถสาธารณะจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 ตุลาคม 2568 สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ยืนยันการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด พร้อมเตือนว่าหากไม่ปฏิบัติตามจะถูกระงับบัญชีและดำเนินการตามกฎหมาย ประเด็นหลักของกฎหมายใหม่ การออกประกาศเพิ่มเติมของ ETDA ภายใต้พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล (DPS) มีเป้าหมายยกระดับมาตรฐานและเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ใช้บริการ ประกาศฉบับนี้ได้รับการลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 และจะมีผลบังคับใช้หลังครบกำหนด 90 วันนับจากวันประกาศ หน้าที่ใหม่ของแพลตฟอร์มดิจิทัล: ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ชี้แจงว่า แพลตฟอร์มต้องทำหน้าที่กำกับดูแลและควบคุมการให้บริการอย่างเข้มงวดมากขึ้น โดยมีข้อกำหนดสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ การใช้รถที่จดทะเบียนเป็นรถสาธารณะและมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ การจัดเก็บค่าบริการตามอัตราที่กำหนด การตรวจสอบและยืนยันตัวตนทั้งไรเดอร์และผู้โดยสาร การให้สิทธิและความยืดหยุ่นแก่ไรเดอร์ และการส่งรายงานการดำเนินงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ความท้าทายในการจดทะเบียน รย.18 การจดทะเบียนรถสาธารณะ (รย.18) ถือเป็นประเด็นหลักที่สร้างความกังวลให้แก่ไดรเวอร์และไรเดอร์ทั่วประเทศ กระบวนการนี้มีข้อกำหนดที่ซับซ้อนหลายประการ สำหรับรถมอเตอร์ไซค์: รถต้องมีขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 125 ซีซี สำหรับรถน้ำมัน หรือมอเตอร์ขนาด 250-4,000 วัตต์ สำหรับรถไฟฟ้า คนขับต้องเป็นเจ้าของรถที่ชื่อปรากฏในทะเบียนรถ และต้องมีหลักฐานที่อยู่อาศัยในพื้นที่จดทะเบียน หากรถยังติดไฟแนนซ์ … Read more

แม่บังคับลูกสาววัย 12 ขายบริการทางเพศ ออกหมายจับผู้ซื้อบริการ 7 ราย – จับได้แล้ว 1 ราย เหลืออีก 6 ราย

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรภูกระดึง จังหวัดเลย รายงานความคืบหน้าคดีที่สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมไทย หลังเด็กหญิงวัย 12 ปี ถูกมารดาวัย 31 ปี บังคับให้ขายบริการทางเพศแก่บุรุษในชุมชนท้องถิน โดยล่าสุดศาลได้ออกหมายจับผู้ซื้อบริการทั้งหมด 7 ราย ในข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี จุดเริ่มต้นจากการแจ้งเบาะแสของพลเมืองดี เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 เมื่อมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ได้รับการแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดีในจังหวัดเลย เกี่ยวกับกรณีเด็กหญิงวัย 12 ปี ที่ถูกมารดาแท้ๆ อายุ 31 ปี พาไปขายบริการทางเพศให้กับชายสูงวัยในชุมชน โดยคิดค่าบริการครั้งละ 400-1,000 บาท สภาพความเป็นอยู่ของเด็กหญิงในขณะนั้นอยู่ในสภาวะที่น่าเศร้า เนื่องจากไม่ได้รับการศึกษาต่อหลังจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และต้องออกจากโรงเรียนเพื่อมาดูแลน้องชายวัย 2 ขวบ ขณะที่มารดามีพฤติกรรมเสพยาเสพติดและประกอบอาชีพขายบริการทางเพศเช่นกัน การลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังได้รับแจ้งเหตุ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ได้ทำการประสานงานอย่างเร่งด่วนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พลตำรวจตรี วีระเดช เลขะวรกุล … Read more

แม่ค้าสาวร้อง โดน “รองผู้กำกับ” บังคับจ่ายส่วย ผ่านหน้าม้าเป็นนักข่าวท้องถิ่นเดือนละ 6 พันบาท พาเด็กในร้านไปนอนไม่จ่ายตังค์ค่าตัว

นางสาวมยุรี เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดว่า หลังจากร้านอาหารของเธอชื่อ “999” เลขที่ 535/48 หมู่ 1 ตำบลเขาน้อย อำเภอปราณบุรี ได้ปิดกิจการไปแล้วกว่า 1 อาทิตย์ ต่อมาในวันที่ 17 กันยายน 2568 เวลา 21.30 น. พันตำรวจโทนายดังกล่าวได้นำชายฉกรรจ์จำนวน 12 คน ที่แต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้ามาตรวจค้นร้านอาหารของเธอ “ตอนนั้นร้านปิดไปแล้ว เราใช้เป็นที่พักผ่อน แต่เขาก็เข้ามาพูดจาข่มขู่และขอตรวจค้นร้าน” นางสาวมยุรีกล่าวด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด “หลังจากตรวจค้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมายใดๆ แต่ฉันก็รู้สึกงงมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น” การเรียกส่วยและการข่มขู่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีต้นกำเนิดมาจากการที่นางสาวมยุรีปฏิเสธที่จะจ่าย “ส่วย” ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมีนักข่าวท้องถิ่นรายหนึ่ง ที่เธอทราบแต่เพียงชื่อว่า “นายสมบัติ” เป็นคนกลางในการติดต่อ “เขาบอกให้ฉันจ่ายสวยให้กับนักข่าวและตำรวจเดือนละ 6,000 บาท” นางสาวมยุรีเล่า “แต่ฉันปฏิเสธ เพราะเพิ่งเปิดร้านได้แค่ 5-6 เดือน อยากขอเวลาทำมาหากินก่อน” การปฏิเสธครั้งนี้ทำให้เกิดความไม่พอใจจากฝ่ายตำรวจ ซึ่งนำไปสู่การกลั่นแกล้งในรูปแบบต่างๆ นางสาวมยุรีเล่าว่า นายตำรวจรองผู้กำกับคนนี้เคยนำตัวเธอเข้าไปใน safe house แห่งหนึ่ง … Read more

ฟ้าหลังฝนสุดสดใส! “เบบี๋ สุพรรณี” เปิดใจงานเข้าจนไม่มีเวลาพัก หลังโดนปลดมงกุฎมิสแกรนด์ประจวบฯ เซ่นคลิปหลุดแฉว่อนโซเชียล

ความเคลื่อนไหวของ น.ส.สุพรรณี น้อยโนนทอง หรือที่รู้จักในชื่อ “เบบี๋ สุพรรณี” อดีตมิสแกรนด์ประจวบคีรีขันธ์ 2026 กลับมาเป็นที่จับตามองของสื่อและชาวโซเชียลมีเดียอีกครั้ง หลังจากที่เธอโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและการกลับมาทำงานอย่างเต็มที่ ภายหลังจากเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนวงการนางงามไทยเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนวงการนางงาม เหตุการณ์ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของเบบี๋ สุพรรณี เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่เธอเพิ่งคว้ามงกุฎมิสแกรนด์ประจวบคีรีขันธ์ 2026 ได้เพียงหนึ่งวันเท่านั้น ก่อนที่จะถูกปลดออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหัน เนื่องจากการกระทำที่ไม่เหมาะสมตามมาตรฐานของการประกวดนางงาม สาเหตุหลักที่นำไปสู่การตัดสินใจอันเด็ดขาดนี้ คือการปรากฏของคลิปวิดีโอที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์ ในคลิปดังกล่าว เบบี๋ สุพรรณี ปรากฏตัวในชุดชั้นในซีทรูสีชมพูที่โปร่งบาง พร้อมกับการแสดงท่าทางที่ถือว่าไม่เหมาะสมตามมาตรฐานของนางงาม รวมถึงการใช้ลิปสติกเขียนข้อความบนร่างกายของตนเองในบริเวณหน้าอกและหน้าท้อง นอกจากนี้ยังมีการสูบบุหรี่ไฟฟ้าและใช้อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสมอีกด้วย การรับผิดชอบและการขอโทษจากสาธารณะ หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของการประกวดและตัวเธอเอง เบบี๋ สุพรรณี ได้ออกมายอมรับความผิดและขอโทษต่อสาธารณะอย่างสุภาพ เธอได้แสดงความเสียใจและร่ำไห้ขอโอกาสจากสังคม พร้อมกับยอมรับว่าคลิปดังกล่าวถูกถ่ายจริง แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต สิ่งที่น่าสนใจจากการให้สัมภาษณ์ของเธอคือการเปิดเผยเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการกระทำดังกล่าว เบบี๋ สุพรรณี ได้เล่าว่าการถ่ายคลิปในลักษณะดังกล่าวเป็นการหาเงินเพื่อช่วยเหลือครอบครัว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาทางเศรษฐกิจและความจำเป็นในการประกอบอาชีพที่อาจไม่เหมาะสมในสายตาของสังคม แต่เป็นทางเลือกที่เธอคิดว่าจำเป็นในขณะนั้น การกลับมาสู่แวดวงบันเทิงอย่างเข้มแข็ง หลังจากผ่านช่วงเวลาแห่งการทดสอบและการถูกตัดสินจากสังคม เบบี๋ สุพรรณี ได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและการฟื้นตัวกลับมาสู่แวดวงบันเทิงอย่างเต็มตัว ในการโพสต์ข้อความล่าสุดเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 เธอได้เปิดเผยว่าปัจจุบันมีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่องและหลากหลาย จนแทบไม่มีเวลาพัก งานที่เธอกล่าวถึงประกอบด้วย งานภาพยนตร์ … Read more

(มีคลิป) เสียงคุยส่วนตัวหลุด! “นัตตี้ ข่าวสด” โดนเพื่อนฝากไมค์ช่อง 3 เผลอคุยเรื่องโสด กลางรายการข่าวสดเหตุถนนทรุดวชิรพยาบาล

เหตุการณ์เริ่มต้นจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นในเช้าวันที่ 24 กันยายน 2568 บริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เมื่อพื้นผิวถนนเกิดการทรุดตัวเป็นหลุมขนาดใหญ่อย่างกะทันหัน ทำให้เจ้าหน้าที่จากสถานีดับเพลิงและกู้ภัยสามเสนต้องเข้าดำเนินการตรวจสอบพื้นที่อย่างเร่งด่วน จากการสำรวจเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ พบว่าหลุมที่เกิดขึ้นมีขนาดกว้างประมาณ 30×30 เมตร และมีความลึกกว่า 50 เมตร สิ่งที่น่าวิตกมากกว่านั้นคือหลุมดังกล่าวยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมพื้นที่ไปทั้งด้านหน้าโรงพยาบาล และบริเวณใกล้เคียงกับสถานีตำรวจสามเสน เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นตามมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประกาศปิดเส้นทางการจราจรบนถนนสามเสน โดยเฉพาะช่วงหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล จนถึงแยกซังฮี้ การปิดเส้นทางนี้ส่งผลให้เกิดการจราจรติดขัดอย่างหนักบนสะพานกรุงธนบุรีขาเข้า โดยรถติดสะสมยาวไปจนถึงบริเวณสะพานข้ามแยกบางพลัด สร้างความวุ่นวายให้กับผู้ใช้เส้นทางในช่วงเวลาเร่งด่วนของเช้าวันทำการ สื่อมวลชนแห่รายงานข่าวใหญ่ แต่เหตุไม่คาดคิดกลับเกิดขึ้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ระทึกขนาดนี้ สื่อมวลชนทุกแขนงจึงรีบลงพื้นที่เพื่อรายงานข่าวให้ประชาชนได้ทราบสถานการณ์อย่างทันท่วงที ช่อง 3 ก็เป็นหนึ่งในสื่อที่ส่งทีมงานนักข่าวมาปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยมีนักข่าวอาวุโสสรยุทธเป็นผู้ดำเนินรายการและรายงานข่าวสดผ่านรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” แต่ด้วยความเร่งรีบและการประสานงานที่อาจจะไม่ทันกับสถานการณ์ นักข่าวสาวชื่อดัง “นัตตี้ ข่าวสด” ซึ่งทำงานให้กับสื่อออนไลน์ “ข่าวสด” ได้รับหน้าที่จากเพื่อนนักข่าวให้ช่วยถือไมค์ของช่อง 3 ในขณะที่เพื่อนต้องไปดำเนินการอื่น โดยที่เธอไม่ทราบว่าไมค์นั้นกำลังเปิดอยู่และเชื่อมต่อกับการถ่ายทอดสดของรายการ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือช่วงเวลาที่กลายเป็นประวัติศาสตร์ใหม่ของสื่อไทย เมื่อเสียงการสนทนาส่วนตัวระหว่างนัตตี้กับเพื่อนนักข่าวชายหลุดเข้าไปในการถ่ายทอดสดของรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” ที่มีผู้ชมหลายล้านคนทั่วประเทศ @mgronline ทั้งประเทศรู้แล้วว่าโสด นักข่าวลืมปิดไมค์ออกรายการ “สรยุทธ” . ท่ามกลางการรายงานข่าวด่วนถนนทรุดตัวเป็นหลุมยุบขนาดใหญ่บริเวณหน้าวชิรพยาบาล … Read more

ไล่ล่าระทึก! ผู้ต้องหาหนีคดีฆาตกรรม 11 ปี ปะทะดุเดือดกับตำรวจท่ามกลางสวนเงาะ

ความเป็นมาของคดี เริ่มต้นจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2557  นายบุญตา (สงวนนามสกุล) ชายวัย 58 ปี ชาวตำบลกุดแห่ อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู  เป็นผู้ต้องหาในคดีร่วมกันพยายามฆ่าและร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ของสถานีตำรวจนาวัง จังหวัดหนองบัวลำภู ต่อมาศาลจังหวัดหนองบัวลำภูออกหมายจับ แต่ผู้ต้องหาสามารถหลบหนีไปได้ และได้หลีกเลี่ยงการจับกุมมาเป็นเวลายาวนานถึง 11 ปี โดยคดีนี้มีอายุความ 20 ปี ทำให้เจ้าหน้าที่ยังคงติดตามจับกุมอย่างต่อเนื่อง การปฏิบัติการล่าตัวและข้อมูลลับจากสายสืบ การได้รับข้อมูล ในวันที่ 24 กันยายน 2568 เวลา 15.30 น. เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสถานีตำรวจนากลางได้รับข้อมูลจากสายสืบที่เชื่อถือได้ว่า นายบุญตาได้ย้อนกลับมาซ่อนตัวในพื้นที่และทำงานอยู่ที่สวนเงาะของน้องสาว ที่ตั้งของการหลบซ่อน สถานที่ที่ผู้ต้องหาเลือกหลบซ่อนคือ สวนเงาะที่ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้าน บริเวณสวนซำหัวช้าง บ้านสนามชัย หมู่ที่ 6 ตำบลกุดแห่ อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งเป็นบริเวณที่ห่างไกลและมีต้นไม้ปกคลุมหนาแน่น เหมาะสำหรับการหลบซ่อน แผนการจับกุมและการเตรียมพร้อม การวางแผนปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้วางแผนการจับกุมอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่และเจ้าหน้าที่เป็นหลัก การปฏิบัติการครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่หลายนายร่วมปฏิบัติการ โดยแบ่งกำลังเพื่อควบคุมพื้นที่โดยรอบ ลักษณะของสถานที่เกิดเหตุ … Read more

ถอดบทเรียนจากญี่ปุ่น – นักวิชาการชี้หลุมยุบต้องดูบริบท เผยเคส “ไซตามะ” ซ่อมนานกว่า 1 ปี

เมื่อเวลา 06:30 น. วันที่ 24 กันยายน 2568 เกิดเหตุการณ์ถนนทรุดตัวเป็นหลุมขนาดใหญ่หน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ย่านดุสิต กรุงเทพมหานคร ด้วยขนาดกว้างประมาณ 30×30 เมตร และลึกกว่า 50 เมตร ส่งผลกระทบต่อการจราจรอย่างรุนแรง จนเจ้าหน้าที่ต้องปิดเส้นทางและแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่ เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับกรณีหลุมยุบที่เมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2559 ที่สามารถซ่อมแซมเสร็จสิ้นภายใน 7 วัน ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาของไทย แต่ล่าสุด เพจ “เจปังเจแปน” ได้ออกมาชี้แจงให้เห็นอีกมุมของการซ่อมแซมในญี่ปุ่น ที่ไม่ใช่ทุกเคสจะแล้วเสร็จอย่างรวดเร็ว นายกฯ ลงพื้นที่ประเมินสถานการณ์ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุในช่วงบ่าย พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม เพื่อประเมินความเสียหายและวางแผนการซ่อมแซม จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าหลุมยุบเกิดขึ้นจากการก่อสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งอาจส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐานใต้ดินในบริเวณกว้าง “การซ่อมแซมครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเกี่ยวข้องกับระบบอุโมงค์รถไฟฟ้าที่ซับซ้อน คาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีในการดำเนินการให้แล้วเสร็จ” นายอนุทินกล่าวหลังจากการสำรวจพื้นที่ การประเมินความเสียหายเบื้องต้นพบว่า นอกจากถนนที่ทรุดตัวแล้ว ยังมีความเสียหายต่อระบบสาธารณูปโภคใต้ดิน รวมถึงท่อประปา ท่อแก๊ส และสายไฟฟ้า ซึ่งจะต้องมีการซ่อมแซมอย่างครอบคลุมเพื่อความปลอดภัย … Read more

นายกฯ เผย ซ่อมอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินถนนสามเสนใช้เวลาขั้นต่ำ 1 ปี หลังเกิดเหตุทรุดตัวหนัก

ภายหลังการประชุมหารือร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาถนนสามเสนทรุดตัว นายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนก่อนเดินทางกลับ โดยยืนยันว่าตนเองได้สั่งงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปแล้วทั้งหมด และขอให้สื่อมวลชนสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากผู้ว่าราชการ รฟม. (การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย) เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ถือเป็นอุบัติเหตุร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานของกรุงเทพมหานครอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะต่อระบบรถไฟฟ้าใต้ดินที่เป็นหัวใจสำคัญของระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่ การนำเข้าสู่วาระการประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ได้เปิดเผยว่าในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งเหตุการณ์ถนนทรุดตัวครั้งนี้จะถูกนำเข้าสู่วาระการประชุมในฐานะเรื่องเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างทันทีทันใด การที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเหตุการณ์นี้ถึงขนาดนำเข้าสู่การประชุม ครม. นัดแรก แสดงให้เห็นถึงความร้ายแรงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชนและระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ความโชคดีท่ามกลางเหตุการณ์ร้ายแรง แม้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะมีความรุนแรงและก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินอย่างมาก แต่นายอนุทิน ได้แสดงความชื่นชมที่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่โชกดีในบรรดาความโชคร้าย อย่างไรก็ตาม ความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เกิดขึ้นนั้นมีมูลค่าสูงมาก และรัฐบาลจะต้องดำเนินการสืบสวนเพื่อหาผู้รับผิดชอบในเหตุการณ์นี้ ตามที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า “เป็นเรื่องของทรัพย์สิน ซึ่งเราต้องไปไล่เบี้ยดูว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบบ้าง” การเร่งสืบหาสาเหตุและมาตรการป้องกัน เมื่อได้รับคำถามเกี่ยวกับความกังวลของประชาชนในพื้นที่ นายอนุทิน ได้ยืนยันว่าตนได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตรวจตราทุกส่วนให้เรียบร้อยและครอบคลุม โดยเฉพาะการเร่งสืบหาสาเหตุที่แท้จริงของการทรุดตัวของถนนในครั้งนี้ การสืบสวนสาเหตุเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้ทราบว่าเกิดจากปัจจัยใด เช่น ข้อบกพร่องในการก่อสร้าง ปัญหาของโครงสร้างพื้นดิน หรือปัจจัยภายนอกอื่นๆ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขที่ถูกต้องและป้องกันไม่ให้เหตุการณ์คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นอีก ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ มีเหตุการณ์น่าสนใจเกิดขึ้นเมื่อนายกรัฐมนตรีหันไปพูดคุยกับนายพิพัฒน์ รับกิจการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยแนะนำให้สื่อมวลชนไปสอบถามจากนายพิพัฒน์ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อย่างไรก็ตาม นายพิพัฒน์ กลับตอบว่าให้ไปถามนายกรัฐมนตรี เนื่องจากท่านมีความรู้เชิงวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้มากกว่า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนทางเทคนิคของปัญหาและความจำเป็นในการใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ระยะเวลาการซ่อมแซมและผลกระทบระยะยาว … Read more

ด่วน! ถนนทรุดตัวขนาดยักษ์หน้าวชิรพยาบาล หลุมลึก 50 เมตร เร่งอพยพผู้ป่วย-ประชาชน สั่งปิดการจราจรด่วน

เมื่อเวลา 07.13 น. ของวันนี้ ศูนย์วิทยุพระราม 199 ได้รายงานเหตุการณ์ถนนทรุดตัวร้ายแรงบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล โดยเจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยสามเสนได้เดินทางถึงจุดเกิดเหตุอย่างรวดเร็ว เพื่อดำเนินการประเมินสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือ พื้นที่ที่เกิดเหตุดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเส้นทางเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรถไฟฟ้าวงแหวนกาญจนาภิเษก ที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างอย่างเข้มข้น รายละเอียดเหตุการณ์: หลุมยักษ์ขนาด 30×30 เมตร ลึก 50 เมตร จากการสำรวจเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ พบว่าพื้นที่ถนนที่ทรุดตัวมีขนาดใหญ่มากถึง 30×30 เมตร และมีความลึกประมาณ 50 เมตร ซึ่งถือเป็นหลุมทรุดตัวขนาดยักษ์ที่สร้างความวิตกกังวลให้กับทุกฝ่าย สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากคือการทรุดตัวยังคงขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ บริเวณที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมทั้งหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ซึ่งเป็นโรงพยาบาลสำคัญในพื้นที่ และหน้าสถานีตำรวจสามเสน ทำให้ทั้งสองหน่วยงานสำคัญนี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความไม่สะดวกอย่างมาก ข่าวดีคือในเบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการตอบสนองของเจ้าหน้าที่และการระมัดระวังของประชาชนในพื้นที่ ความคืบหน้าของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงกับเหตุการณ์นี้ การรายงานจาก รฟม. (บริษัท ทางรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย จำกัด) ระบุว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงมีความคืบหน้าในการก่อสร้างแล้วเกือบ 60% ขณะที่รถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงไปบางขุนนนท์ อยู่ที่ 13.17% เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้อาจส่งผลกระทบต่อความคืบหน้าของโครงการ และจำเป็นต้องมีการทบทวนมาตรการความปลอดภัยในการก่อสร้างอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันเหตุการณ์คล้ายคลึงกันในอนาคต เหตุการณ์เวลา 07.24 น. การอพยพผู้ป่วยและประชาชนเริ่มขึ้น … Read more

พี่หน่วง กรรชัย เคลียร์ปัญหากับเบียร์-บังแจ็ค ถอนฟ้องแล้ว แต่เตรียมดำเนินคดี 2 รายที่ล้ำเส้น

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 วงการสื่อและสังคมออนไลน์เกิดความสงสัยจากข้อความลึกลับที่ “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ด้วยแคปชั่นที่ว่า “ก่อนจะบอกใครให้สู้ๆ ช่วยหันไปดูเงาหัวตัวมึงเองก่อน” ซึ่งทำให้ชาวเน็ตและสื่อมวลชนต่างพากันสงสัยและคาดเดาถึงบุคคลที่กล่าวอ้างถึง ความสับสนและการการคาดเดา ข้อความดังกล่าวได้ก่อให้เกิดการคาดเดาไม่หยุดหย่อนในโซเชียลมีเดีย โดยหลายคนเข้าใจว่าอาจเกี่ยวข้องกับ “เบียร์ เดอะวอยซ์” หรือ ภัสรนันท์ อัษฎมงคล เนื่องจากมีข่าวเกี่ยวกับคดีความระหว่างทั้งคู่ รวมถึงเบียร์เคยโชว์หลักฐานว่าศาลได้ประทับฟ้องแล้ว เพจดังและสื่อต่างๆ ได้เข้ามาติดตามและรายงานข่าวนี้อย่างใกล้ชิด ทำให้เรื่องดังกล่าวได้รับความสนใจจากสาธารณชนเป็นอย่างมาก และกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนรอคำตอบ หมวยอริสราเข้ามาเคลียร์ข้อสงสัย ในเวลาต่อมา “หมวย อริสรา กำธรเจริญ” ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนความเป็นห่วงของชาวเน็ต ได้เข้าไปถามโดยตรงว่าข้อความที่โพสต์ไปนั้นหมายถึงใครกันแน่ ซึ่งหนุ่มก็ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนว่าไม่ใช่เบียร์ เดอะวอยซ์หรือบังแจ็คแน่นอน พี่หน่วงได้เปิดเผยว่าปริศนาที่เขาให้นั้นเริ่มต้นด้วยสรรพนาม “E” และได้อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์ทั้งหมดอย่างละเอียด การถอนฟ้องเบียร์ เดอะวอยซ์และการเคลียร์ความเข้าใจ หนุ่ม กรรชัย ได้อธิบายถึงสถานการณ์กับเบียร์ เดอะวอยซ์ว่า “จริงๆ แล้ว น้องเบียร์เดอะวอยซ์ไม่ได้ฟ้องพี่นะ เขาไม่ได้ฟ้องผม คดีของน้องเบียร์ เป็นผมที่ฟ้องน้องเขา แล้ววันนี้ (23 ก.ย.) ศาลจะอ่านคำฟ้อง … Read more