หมอสุรัตน์เปิดโปง: วิเคราะห์เทคนิค ‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’ ทำไมคนถึงเชื่อว่าทายแม่น

ปรากฏการณ์ความเชื่อเรื่องสื่อวิญญาณกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในสังคมไทย หลังจากกรณี “หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ” ที่โด่งดังในโลกออนไลน์ช่วงที่ผ่านมา ล่าสุด ผศ. นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท ได้เปิดเผยผ่านเพจเฟซบุ๊ก “สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์” ถึงการวิเคราะห์เทคนิคที่ “หมอบี” ใช้ในการทำให้ผู้คนเชื่อว่าเธอสามารถสื่อสารกับวิญญาณและทายอนาคตได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะเทคนิคการใช้ “คำถามนำ” ที่ส่งผลต่อการรับรู้และความทรงจำของผู้ถูกทาย

การใช้คำถามนำ: กลยุทธ์ในการสร้างความน่าเชื่อถือ

ผศ. นพ.สุรัตน์ เปิดเผยว่าหลังจากที่ได้ศึกษาวิดีโอของหมอบีหลายเทป ทั้งเก่าและใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการทายว่าเห็นผี การระลึกชาติ รวมถึงการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน พบว่าเทคนิคสำคัญที่หมอบีใช้คือ “การถามนำ” (leading questions) เพื่อชี้นำให้คู่สนทนาตอบไปในทิศทางที่ต้องการ

“การถามนำเป็นเทคนิคที่ฉลาดมาก เพราะเป็นการวางกรอบให้คู่สนทนาตอบตามที่เราต้องการโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว” ผศ. นพ.สุรัตน์ กล่าว “เมื่อคู่สนทนาตอบตามกรอบที่วางไว้ ก็จะเกิดความรู้สึกว่าผู้ถามมีความสามารถพิเศษ รู้เรื่องราวของตนเองอย่างแม่นยำ”

ตัวอย่างเช่น หากหมอบีต้องการนำเสนอว่ารู้เรื่องเกี่ยวกับ “แม่บ้าน” ของคู่สนทนา อาจเริ่มด้วยคำถามกว้างๆ เช่น “ที่บ้านมีใครทำกับข้าวให้ใช่ไหมครับ?” หรือ “ผู้หญิงที่บ้านชอบทำกับข้าวหรือเปล่า?” เมื่อคู่สนทนาตอบว่า “ใช่ครับ แม่ทำ” ก็จะนำประเด็นนี้มาต่อยอด ทำให้ดูเหมือนว่าสามารถล่วงรู้เรื่องราวได้อย่างแม่นยำ

เทคนิคการเลี่ยงคำถามเมื่อถูกตั้งคำถาม

นอกจากการใช้คำถามนำในการทาย ผศ. นพ.สุรัตน์ ยังพบว่าหมอบีใช้เทคนิคเดียวกันนี้เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกซักถามหรือตั้งคำถาม โดยเฉพาะในกรณีที่ถูกสอบถามเกี่ยวกับความสามารถหรือความน่าเชื่อถือของตนเอง

“แทนที่จะตอบคำถามโดยตรง เธอจะใช้การถามกลับเพื่อเปลี่ยนบทบาทจากผู้ถูกซักถามเป็นผู้ควบคุมบทสนทนา” ผศ. นพ.สุรัตน์ อธิบาย “เช่น หากถูกถามว่า ‘คุณรู้เห็นกับเหตุการณ์นี้ไหม?’ แทนที่จะตอบว่า ‘รู้’ หรือ ‘ไม่รู้’ ก็จะถามกลับว่า ‘คุณหมายถึงวันที่มีคนนั้นอยู่ด้วยใช่ไหมครับ?’ หรือ ‘ที่ว่ารู้เห็น หมายถึงเห็นด้วยตาเอง หรือหมายถึงได้ยินจากคนอื่น?'”

การถามกลับในลักษณะนี้ทำให้คู่สนทนาต้องปรับความหมายและอธิบายเพิ่มเติม กลายเป็นว่าผู้ตั้งคำถามต้องตามเกมของผู้ถูกถามแทน ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนประเด็นและซื้อเวลาในการคิดคำตอบที่เหมาะสม

ผลกระทบทางจิตวิทยา: เมื่อคำถามนำเปลี่ยนความทรงจำ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ผศ. นพ.สุรัตน์ ได้เชื่อมโยงเทคนิคของหมอบีกับงานวิจัยทางจิตวิทยาการรู้คิด (cognitive psychology) และจิตวิทยานิติเวช (forensic psychology) ที่พบว่าการใช้คำถามนำสามารถเปลี่ยนแปลงความทรงจำของบุคคลได้ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Misinformation Effect” หรือผลกระทบจากข้อมูลที่บิดเบือน

“มนุษย์เรามีช่องโหว่ของความจำ คือข้อมูลที่ได้รับหลังเหตุการณ์ (post-event information) สามารถ ‘เขียนทับ’ ความทรงจำจริงได้” ผศ. นพ.สุรัตน์ อธิบาย “เมื่อได้รับคำถามนำหรือข้อมูลเสริมแบบชี้นำ สมองจะผสมผสาน (integrate) ข้อมูลใหม่เข้ากับความทรงจำเดิม จนกลายเป็นความทรงจำชุดใหม่ที่อาจไม่ตรงกับความเป็นจริง”

นอกจากนี้ ยังมีกลไกที่เรียกว่า “Source Monitoring Error” หรือความผิดพลาดในการระบุแหล่งที่มาของข้อมูล ซึ่งทำให้บุคคลไม่สามารถแยกแยะได้ว่าข้อมูลที่ตนจดจำมาจากประสบการณ์จริง หรือมาจากคำถามหรือคำบอกเล่าของผู้อื่น ส่งผลให้เชื่อมั่นว่าสิ่งที่จำได้คือประสบการณ์ของตนเอง แม้ว่าในความเป็นจริงอาจเป็นเพียงข้อมูลที่ได้รับการชี้นำ

เทคนิคเดียวกันในวงการอื่น

ผศ. นพ.สุรัตน์ ยังชี้ให้เห็นว่าเทคนิคการใช้คำถามนำไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในวงการหมอดูหรือผู้อ้างว่ามีความสามารถพิเศษเท่านั้น แต่ยังถูกนำไปใช้ในวงการอื่นๆ อีกด้วย

“หมอดู หมอเดา นักหลอกล่อ ต้มตุ๋น หรือแม้แต่ทนายความ ก็ใช้เทคนิคนี้เช่นกัน” ผศ. นพ.สุรัตน์ กล่าว “มันเป็นเทคนิคที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมทิศทางการสนทนา ลดแรงกดดันเมื่อถูกซักถาม และเลี่ยงคำตอบที่อาจทำให้เสียเปรียบ”

ความฉลาดในการปรับเกม

ผศ. นพ.สุรัตน์ ยอมรับว่าเทคนิคที่หมอบีใช้นั้นมีความฉลาดในแง่ของการปรับเกมการสนทนา การควบคุมสถานการณ์ และการสร้างความน่าเชื่อถือ โดยสรุปประโยชน์ของเทคนิคนี้ไว้ดังนี้:

  1. การควบคุมทิศทางการสนทนา ทำให้ผู้ใช้เทคนิคเป็นฝ่ายกำหนดประเด็นและขอบเขตของการพูดคุย
  2. การลดแรงกดดันเมื่อต้องเผชิญกับคำถามตรงๆ ที่อาจทำให้เสียเปรียบ
  3. การซื้อเวลาในการคิดคำตอบที่เหมาะสม
  4. การสร้างบรรยากาศให้คู่สนทนา “ตกหลุม” เข้าไปในกรอบความคิดที่วางไว้
  5. การป้องกันตนเองจากการถูกต้อนให้จนมุมเร็วเกินไป

ปรากฏการณ์หมอบีในบริบทสังคม

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา กรณีของ “หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ” ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมไทย หลังจากที่มีการนำเสนอคลิปวิดีโอการทายและการสื่อสารกับวิญญาณผ่านสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ โดยเฉพาะในช่องทาง YouTube และ TikTok

กระแสความนิยมดังกล่าวได้นำไปสู่การถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องวิญญาณ ชีวิตหลังความตาย และความสามารถพิเศษในการติดต่อกับโลกหลังความตาย โดยมีทั้งฝ่ายที่เชื่อและสนับสนุน และฝ่ายที่สงสัยและวิพากษ์วิจารณ์

มุมมองทางวิทยาศาสตร์ต่อปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ

ผศ. นพ.สุรัตน์ ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท ได้นำเสนอมุมมองทางวิทยาศาสตร์ต่อปรากฏการณ์ที่ถูกอ้างว่าเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ โดยเน้นย้ำถึงกลไกทางจิตวิทยาและประสาทวิทยาที่อาจอธิบายปรากฏการณ์เหล่านี้ได้

“วิทยาศาสตร์ไม่ได้ปฏิเสธความเชื่อหรือประสบการณ์ส่วนบุคคล แต่พยายามหาคำอธิบายที่สามารถทดสอบและพิสูจน์ได้” ผศ. นพ.สุรัตน์ กล่าว “ในกรณีของการทายหรือการสื่อสารกับวิญญาณ เราสามารถอธิบายได้ด้วยหลักการทางจิตวิทยา เช่น การใช้คำถามนำ การอ่านภาษากาย และการใช้ข้อมูลที่หาได้ล่วงหน้า”

ความเชื่อกับการแสวงหาความหมาย

นอกจากการวิเคราะห์เทคนิคของหมอบีแล้ว ผศ. นพ.สุรัตน์ ยังได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับเหตุผลที่ทำให้ผู้คนเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติและแสวงหาคำตอบจากหมอดูหรือผู้อ้างว่ามีความสามารถพิเศษ

“มนุษย์เรามีความต้องการพื้นฐานในการแสวงหาความหมายและคำอธิบายสำหรับสิ่งที่เข้าใจยาก โดยเฉพาะเรื่องความตายและความสูญเสีย” ผศ. นพ.สุรัตน์ อธิบาย “การเชื่อว่ามีคนที่สามารถติดต่อกับผู้ที่จากไปแล้วได้ อาจช่วยบรรเทาความทุกข์และให้ความหวังกับผู้ที่กำลังโศกเศร้า”

อย่างไรก็ตาม ผศ. นพ.สุรัตน์ เตือนว่าการเชื่อโดยไม่มีการไตร่ตรองอาจนำไปสู่การถูกหลอกลวงหรือการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ โดยเฉพาะหากมีการเรียกร้องค่าใช้จ่ายสูงหรือมีการให้คำแนะนำที่อาจส่งผลเสียต่อชีวิต

การรับมือกับปรากฏการณ์ความเชื่อในยุคดิจิทัล

ในยุคที่ข้อมูลและความเชื่อสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ผศ. นพ.สุรัตน์ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการรู้เท่าทันสื่อ

“เราไม่สามารถและไม่ควรห้ามไม่ให้ผู้คนเชื่อในสิ่งที่พวกเขาเลือกที่จะเชื่อ แต่เราสามารถส่งเสริมให้มีการคิดวิเคราะห์และตั้งคำถามอย่างมีเหตุผล” ผศ. นพ.สุรัตน์ กล่าว “การเข้าใจกลไกทางจิตวิทยา เช่น การใช้คำถามนำและผลกระทบต่อความทรงจำ จะช่วยให้เราเป็นผู้บริโภคข้อมูลที่ฉลาดมากขึ้น”

ทางสายกลาง: ระหว่างความเชื่อและวิทยาศาสตร์

ผศ. นพ.สุรัตน์ ยังได้เสนอแนวทาง “ทางสายกลาง” ในการมองปรากฏการณ์ความเชื่อเรื่องวิญญาณและความสามารถพิเศษ โดยไม่ปฏิเสธความเชื่อและประสบการณ์ส่วนบุคคลโดยสิ้นเชิง แต่ก็ไม่ยอมรับโดยปราศจากการตรวจสอบหรือหลักฐานที่เพียงพอ

“เราสามารถเปิดใจรับฟังและเคารพความเชื่อที่แตกต่าง ในขณะเดียวกันก็ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์และเหตุผลในการประเมินข้อมูลและปรากฏการณ์ต่างๆ” ผศ. นพ.สุรัตน์ กล่าว “การมีสติและวิจารณญาณจะช่วยป้องกันไม่ให้เราตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงหรือความเชื่อที่อาจส่งผลเสียต่อชีวิต”

แนวทางการรับมือกับหมอดูและผู้อ้างความสามารถพิเศษ

สำหรับผู้ที่สนใจหรือกำลังพิจารณาปรึกษาหมอดูหรือผู้อ้างว่ามีความสามารถพิเศษ ผศ. นพ.สุรัตน์ ได้ให้คำแนะนำเพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงหรือนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด ดังนี้:

  1. ระมัดระวังการให้ข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป ซึ่งอาจถูกนำไปใช้ในการทายหรือการสร้างความน่าเชื่อถือ
  2. สังเกตการใช้คำถามนำและการถามกลับ ซึ่งอาจเป็นเทคนิคในการควบคุมการสนทนา
  3. พิจารณาคำทำนายหรือคำแนะนำอย่างมีวิจารณญาณ โดยเฉพาะหากเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจสำคัญในชีวิต
  4. ระมัดระวังการจ่ายเงินจำนวนมาก โดยเฉพาะหากมีการอ้างถึงการแก้ไขปัญหาหรือการป้องกันเหตุร้ายในอนาคต
  5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสม เช่น แพทย์ นักจิตวิทยา หรือที่ปรึกษาทางการเงิน สำหรับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ จิตใจ หรือการเงิน

บทส่งท้าย: วิจารณญาณในยุคข้อมูลข่าวสาร

ในท้ายที่สุด ผศ. นพ.สุรัตน์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้วิจารณญาณในการบริโภคข้อมูลและความเชื่อในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ที่ข้อมูลและความคิดเห็นสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง

“เราไม่จำเป็นต้องปฏิเสธความเชื่อหรือประสบการณ์ส่วนบุคคลโดยสิ้นเชิง แต่ควรพิจารณาด้วยมุมมองที่รอบด้านและมีวิจารณญาณ” ผศ. นพ.สุรัตน์ กล่าวในตอนท้าย “การเข้าใจกลไกทางจิตวิทยาและเทคนิคการสร้างความน่าเชื่อถือจะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดและป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวงหรือการตัดสินใจที่อาจส่งผลเสียในระยะยาว”

สำหรับกรณีของหมอบี ผศ. นพ.สุรัตน์ ย้ำว่าการวิเคราะห์ของเขาไม่ได้มีเจตนาในการลบหลู่หรือตัดสินความเชื่อส่วนบุคคลของผู้ใด แต่เป็นการนำเสนอมุมมองทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาเพื่อให้ผู้สนใจได้พิจารณาประกอบการตัดสินใจและการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ดังกล่าว

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ

ด้าน รศ.ดร. วิชัย วงษ์ใหญ่ นักจิตวิทยาสังคมและผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมมวลชน ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ปรากฏการณ์ความเชื่อเรื่องวิญญาณและความสามารถพิเศษมักจะได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงที่สังคมเผชิญกับความไม่แน่นอนหรือวิกฤตต่างๆ

“ในช่วงที่ผู้คนรู้สึกไม่มั่นคงหรือต้องการที่พึ่งทางจิตใจ ความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติมักจะได้รับความสนใจมากขึ้น” รศ.ดร. วิชัย กล่าว “เราเห็นแนวโน้มนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์ ไม่เฉพาะในสังคมไทยแต่ทั่วโลก”

ท่าทีของสื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในขณะเดียวกัน หน่วยงานด้านคุ้มครองผู้บริโภคและกำกับดูแลสื่อได้ออกมาเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการรับชมและเชื่อถือข้อมูลเกี่ยวกับการทายหรือการติดต่อกับวิญญาณที่เผยแพร่ในสื่อต่างๆ โดยเฉพาะหากมีการโฆษณาหรือเรียกร้องค่าใช้จ่าย

“สื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอข้อมูลอย่างรอบด้านและส่งเสริมการคิดวิเคราะห์” นายสมพงษ์ จิตรมั่น ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าว “เราขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับชมและเชื่อถือข้อมูล โดยเฉพาะหากมีการเรียกร้องค่าใช้จ่ายหรือการกระทำที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพหรือความปลอดภัย”

สรุป

กรณีของหมอบีและการวิเคราะห์ของ ผศ. นพ.สุรัตน์ ได้เปิดประเด็นให้สังคมได้พิจารณาและถกเถียงเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องวิญญาณและความสามารถพิเศษในมิติต่างๆ ทั้งทางวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา สังคมวิทยา และปรัชญา

ในขณะที่บางคนอาจเชื่อในความสามารถพิเศษของหมอบีและผู้อ้างความสามารถคล้ายคลึงกัน อีกหลายคนก็มองว่าเป็นเพียงเทคนิคทางจิตวิทยาและการสื่อสารที่ชาญฉลาด ไม่ว่าจะมีมุมมองอย่างไร การทำความเข้าใจกลไกทางจิตวิทยา เช่น การใช้คำถามนำและผลกระทบต่อความทรงจำ จะช่วยให้เราเป็นผู้บริโภคข้อมูลที่ฉลาดและมีวิจารณญาณมากขึ้นในยุคที่ข้อมูลและความเชื่อสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง