เจ้าหน้าที่สวนสัตว์วัย 58 ปี เสียชีวิตจากการถูกฝูงสิงโตรุมขย้ำ – ” หมอธวัชชัย ” เผยพฤติกรรมผิดปกติก่อน-ระหว่างเกิดเหตุ

วันที่ 10 กันยายน 2568 – เหตุการณ์สะเทือนขวัญเกิดขึ้นที่สวนสัตว์เปิกแห่งหนึ่งย่านรามอินทรา กรุงเทพฯ เมื่อเจ้าหน้าที่สวนสัตว์วัย 58 ปี ถูกฝูงสิงโตรุมขย้ำจนเสียชีวิตต่อหน้านักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยพยานเผยพฤติกรรมแปลกประหลาดของผู้เสียชีวิตก่อนเกิดเหตุ ที่ไม่ขอความช่วยเหลือและยืนหันหลังให้กับสิงโตอย่างไม่ต่อสู้

หน่วยงานเร่งตรวจสอบความปลอดภัยและการครอบครองสิงโต

นายสดุดี พันธุ์ภักดี ผู้อำนวยการกองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือ ไซเตส ให้สัมภาษณ์ว่า ภายหลังเหตุการณ์นี้ ทางหน่วยงานจะเข้าไปตรวจสอบความปลอดภัยของสวนสัตว์อย่างละเอียด เพื่อดูว่ามีแผนรองรับในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินแบบนี้หรือไม่

“วันนี้มาจะไปตรวจสอบความปลอดภัยว่ามีแผนรองรับอะไรบ้าง กรณีเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เดี๋ยวเข้าไปตรวจสอบสิงโตว่ามีการครอบครองถูกต้องไหม” นายสดุดีกล่าว

ทั้งนี้ นายสดุดีเผยด้วยว่า ที่ผ่านมาทางหน่วยงานได้ทำการตรวจสอบสิงโตและสถานที่เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ โดยจะเข้าตรวจสอบทุก 3 เดือน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการควบคุมดูแลสัตว์ป่าที่มีความอันตรายสูงนี้ได้รับความสำคัญจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง

พยานเผยรายละเอียดเหตุการณ์ที่น่าสะเทือนใจ

พ.อ.นพ. ธวัชชัย กาญจนรินทร์ อดีตอาจารย์และแพทย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งเป็นพยานเหตุการณ์ ให้การเล่าถึงช่วงเวลาที่เกิดเหตุอย่างละเอียด โดยระบุว่าตั้งแต่เข้ามาในสวนสัตว์วันนั้นก็รู้สึกแปลกๆ

“วันนี้แปลกๆ ตั้งแต่ตอนเข้ามา ตอนแรกจะมาให้อาหารยีราฟ พอให้อาหารยีราฟเสร็จ ก็เห็นนกตาย แปลกๆ” หมอธวัชชัยเล่าถึงบรรยากาศที่ผิดปกติในวันเกิดเหตุ

รายละเอียดช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุที่น่าประหลาดใจ

เมื่อหมอธวัชชัยขับรถไปยังโซนสิงโต เขาสังเกตเห็นสิ่งที่ผิดปกติหลายประการ โดยระบุว่ายังไม่ใช่เวลาให้อาหารสิงโตตามปกติ เนื่องจากปกติการให้อาหารสิงโตจะใช้รถที่มีลูกกรงป้องกัน แต่ในวันนั้นกลับพบรถลักษณะทรงจี๊ปที่ไม่มีกรงป้องกัน

“พอขับไปโซนสิงโต ยังไม่น่าใช่เวลาให้อาหาร เพราะปกติให้อาหารเป็นรถมีลูกกรง แต่ตอนนั้นผมเห็นมีรถลักษณะทรงจี๊ปไม่มีกรง ก็เปิดมา แล้วมายืนเฉยๆ” หมอธวัชชัยอธิบาย

สิ่งที่น่าประหลาดใจมากที่สุดคือพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ผู้เสียชีวิต ที่ยืนในท่าทางที่ดูเหมือนไม่มีการป้องกันตัวเองเลย โดยหันหลังให้กับฝูงสิงโตและหันหน้าเข้าหาประตู

“ไม่รู้เขายืนอะไร ไม่รู้เขาทำอะไรคนเดียว เขาหันหลังให้สัตว์ และหันหน้าเข้าประตู ก็มองว่าแปลก” หมอธวัชชัยเล่าด้วยความงงงวย

ช่วงเวลาวิกฤติที่ไม่มีการขอความช่วยเหลือ

เมื่อถูกถามว่าผู้เสียชีวิตเหมือนกำลังไปเก็บของหรือหาสิ่งของอยู่หรือไม่ หมอธวัชชัยตอบอย่างชัดเจนว่า “ไม่ ยืนอยู่นาน ตอนแรกก็คิดว่าเป็นหุ่นหรือการแสดงหรือไม่”

ช่วงเวลาที่สิงโตเข้าใกล้และโจมตีนั้น เป็นภาพที่น่าสะเทือนใจมาก โดยหมอธวัชชัยเล่าว่า “แล้วสิงโตก็มาแล้วดึงหงายหลังไป ตอนไปตะครุบมีตัวเดียว เขาก็ไม่ดิ้น และไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือ”

ความพยายามช่วยเหลือที่ไม่สามารถทำได้ กลายเป็นความรู้สึกที่หนักใจสำหรับผู้ที่เห็นเหตุการณ์ “เราก็บีบแตร คนอื่นก็ไม่รู้จะทำอย่างไร มีเขาคนเดียวคันเดียว เราจะลงไปก็ไม่ได้ จะช่วยก็ไม่ได้” หมอธวัชชัยเล่าด้วยความเศร้าใจ

ระยะเวลาและรูปแบบการโจมตีของสิงโต

เหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลา 10-15 นาที โดยหมอธวัชชัยอธิบายว่าสิงโตไม่ได้รีบเร่งเข้ามาโจมตี แต่ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาอย่างช้าๆ ซึ่งยิ่งทำให้เหตุการณ์นี้ดูน่าประหลาดมากขึ้น

“เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้น 10-15 นาที สิงโตมันค่อยๆ มา มาช้าๆ” หมอธวัชชัยบรรยายถึงช่วงเวลาที่ดูเหมือนเป็นช่วงเวลาที่ยืดยาวและน่ากลัวสำหรับผู้ที่เห็นเหตุการณ์

การขาดปฏิกิริยาธรรมชาติของมนุษย์ที่น่าประหลาดใจ

สิ่งที่น่าแปลกใจมากที่สุดสำหรับหมอธวัชชัยคือการขาดปฏิกิริยาป้องกันตัวของผู้เสียชีวิต ซึ่งขัดกับธรรมชาติของมนุษย์ปกติ

“คนเราปกติต้องมีรีเฟล็กซ์ แต่แปลกใจกรณีนี้ ตั้งแต่แรกเลย เขาจอดรถ เปิดประตู ยืนหันหลังให้รถ ยืนชั่วครู่ สิงโตก็ค่อยๆ มาช้าๆ และตะครุบไป” หมอธวัชชัยอธิบายด้วยความไม่เข้าใจในพฤติกรรมดังกล่าว

การที่บุคคลหนึ่งไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆ ต่อการถูกสัตว์ป่าที่อันตรายเข้าใกล้ ถือเป็นสิ่งที่ผิดจากธรรมชาติของมนุษย์อย่างมาก เนื่องจากโดยสัญชาตญาณแล้ว มนุษย์จะต้องมีการตอบสนองต่อสถานการณ์อันตราย ไม่ว่าจะเป็นการหนี การต่อสู้ หรืออย่างน้อยก็การร้องขอความช่วยเหลือ

ความหมายและผลกระทบต่อการบริหารจัดการสวนสัตว์

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการเตือนใจที่สำคัญเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยในการดูแลสัตว์ป่าที่มีความอันตรายสูง การที่เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปในพื้นที่ที่มีสิงโตโดยไม่มีการป้องกันที่เหมาะสม แสดงให้เห็นถึงช่องโหว่ในระบบความปลอดภัยที่อาจต้องได้รับการปรับปรุง

การตรวจสอบของ ไซเตส ที่จะเข้าไปดูแผนรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินและการครอบครองสิงโตอย่างถูกต้อง จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก

บทเรียนสำคัญด้านความปลอดภัยในสวนสัตว์

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับวงการสวนสัตว์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในการปรับปรุงระบบความปลอดภัย การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ และการจัดทำแผนรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน

การที่สิงโตสามารถเข้าใกล้และโจมตีเจ้าหน้าที่ได้ นั้นแสดงให้เห็นว่าอาจมีปัญหาในเรื่องของ:

1. ระบบรั้วและสิ่งกีดขวาง – อาจไม่เพียงพอในการป้องกันการเข้าใกล้ของสัตว์

2. ระบบการควบคุมการเข้าออกพื้นที่อันตราย – อาจไม่มีการควบคุมที่เข้มงวดเพียงพอ

3. การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ – อาจต้องเพิ่มเติมการฝึกเรื่องความปลอดภัยและการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

4. แผนรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน – ต้องมีแผนที่ชัดเจนและสามารถปฏิบัติได้จริงเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด