เฌอปราง อารีย์กุล เผยสูตรความสำเร็จ จากอดีตกัปตัน BNK48 สู่นักศึกษา MBA ที่ญี่ปุ่น

ในบ่ายวันหนึ่งที่กรุงเทพฯ เราได้มีโอกาสพบกับ เฌอปราง อารีย์กุล อดีตกัปตันของวง BNK48 ที่ปัจจุบันกำลังศึกษาต่อระดับปริญญาโท MBA ที่ประเทศญี่ปุ่น ในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ เธอได้เปิดใจเล่าถึงแนวทางการบริหารจัดการชีวิตและการทำงานที่ทำให้เธอสามารถประสบความสำเร็จได้ในหลากหลายบทบาท

การพบกันครั้งแรกที่ประทับใจ

เมื่อเฌอปรางเดินเข้ามาในห้องสัมภาษณ์ สิ่งแรกที่สะดุดตาคือรอยยิ้มกว้างและพลังงานแบบนักสู้ที่เปี่ยมด้วยความมืออาชีพ แม้จะมีเวลาสัมภาษณ์เพียงหนึ่งชั่วโมงก่อนจะต้องรีบไปงานถัดไป แต่เธอก็ให้ความสำคัญกับการสัมภาษณ์ครั้งนี้อย่างเต็มที่

สิ่งที่ทำให้เราประทับใจมากที่สุดไม่ใช่เพียงแค่ความเป็นมืออาชีพ แต่เป็นวิธีการถ่ายทอดประสบการณ์และแนวทางการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงของเธอ ซึ่งฟังแล้วรู้สึกได้ว่าเป็นสิ่งที่เธอใช้จริงในชีวิตประจำวันมาตลอด

เส้นทางอาชีพที่หลากหลาย

จากไอดอลสู่นักธุรกิจ

ปัจจุบันเฌอปรางมีบทบาทที่หลากหลาย ตั้งแต่การเป็นอดีตกัปตัน BNK48 ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักของแฟนเพลงไทย นักแสดงที่มีผลงานในหลายเรื่อง ผู้จัดการวงดนตรี และล่าสุดได้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท MBA ที่ประเทศญี่ปุ่น

“เหตุผลที่ผมตัดสินใจไปเรียน MBA เพราะอยากเพิ่มมุมมองการบริหารแบบ ‘เจ้าของธุรกิจ’ ในอนาคต” เฌอปรางอธิบายด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ

สิ่งที่น่าสนใจไม่ได้อยู่ที่ความสำเร็จในหลายเส้นทางเท่านั้น แต่เป็นวิธีการที่เธอใช้ในการจัดการเวลา พลังงาน และเป้าหมายต่างๆ ในช่วงเวลาเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความจริงเบื้องหลังความสำเร็จ

ไม่ใช่คนที่มีแพสชันเบิร์นตลอดเวลา

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับความลับในการมีประสิทธิภาพการทำงานสูง เฌอปรางตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมไม่ได้เป็นคนที่มีแพสชันล้นเหลือทุกวัน บางครั้งก็ขี้เกียจเหมือนคนทั่วไป”

คำตอบที่เรียบง่ายนี้แสดงให้เห็นถึงความจริงใจและความเป็นจริงที่หลายคนอาจคิดว่าบุคคลที่ประสบความสำเร็จจะต้องมีแรงจูงใจสูงตลอดเวลา

“แต่สิ่งที่ทำให้ผมสามารถ ‘เป็นได้หลายอย่าง’ พร้อมกันได้ คือหลักคิดและวิธีจัดการตัวเองที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง” เธอเสริม

3 หลักการทำงานแบบเฌอปราง

1. กฎเหล็ก: ทำเต็มที่กับทุกอย่าง

“ไม่อยากให้ใครเดือดร้อน”

หลักการแรกที่เฌอปรางยึดถือคือการทำทุกงานให้เต็มที่ เธออธิบายว่า “ทุกงานที่รับมาจะต้องทำให้เต็มที่ เพราะไม่อยากให้คนอื่นหรือคนในทีมที่ทำงานร่วมกันต้องรอหรือต้องแก้ปัญหาแทนเรา”

หลักคิดนี้เกิดจากความรับผิดชอบและความเข้าใจว่าการทำงานเป็นทีมต้องอาศัยความไว้วางใจซึ่งกันและกัน หากสมาชิกคนหนึ่งทำงานไม่เต็มที่ จะส่งผลกระทบต่อทีมทั้งหมด

“ผมตั้งมาตรฐานชัดเจนว่า ถ้ารับงานแล้ว ต้องทำให้ดีที่สุดภายใต้เวลาที่มี” เฌอปรางกล่าวทิ้งท้าย

2. การทำหลายอย่าง = การใช้เวลาให้คุ้มค่า

ประสบการณ์จากการเรียนและทำงานควบคู่กัน

เฌอปรางเล่าถึงช่วงเวลาที่เธอต้องเรียนและทำงานไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นช่วงที่ท้าทายมาก “ตอนนั้นเหนื่อยมาก เพราะการทำหลายอย่างพร้อมกันบังคับให้ผมต้องเรียนรู้บทเรียนสำคัญ”

บทเรียนที่ได้คือความสำคัญของ “การจัดลำดับความสำคัญ” และการโฟกัสไปที่ละอย่างในช่วงเวลานั้นๆ “การทำหลายอย่างพร้อมกันจะดีกว่าการสลับไปมาจนไม่รู้ว่าอะไรก่อนหลัง” เธออธิบาย

“เมื่อไรที่เรียงเวลาได้และจัดลำดับได้ ความโปรดักทีฟจะออกมาเอง แม้ทำไม่ได้ตามที่คิด ก็จะรู้ว่าตัวเองพลาดตรงไหน ต้องแก้ตรงไหน”

การมีระบบที่ช่วยในการโฟกัสจะทำให้การทำงานมีความหมายและได้ผลมากที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่ทำให้ครบถ้วนเท่านั้น

3. การพักคือการลงทุน

ความขี้เกียจที่นำไปสู่ประสิทธิภาพ

หลักการที่สามอาจฟังดูขัดแย้ง แต่เฌอปรางอธิบายว่า “บางครั้งความโปรดักทีฟก็เริ่มต้นจากความขี้เกียจ เพราะอยากพักยาวๆ หลังทำเสร็จ”

เธอยอมรับว่าตัวเองเป็นคนขี้เกียจบ่อยๆ แต่จะคิดแบบ “เพราะอยากพักอย่างเต็มที่ ก็ทำให้เสร็จไปเลย เพื่อจะได้ไปพักแบบไม่ต้องกังวล”

ประสบการณ์เกือบ Burnout

เฌอปรางเล่าถึงประสบการณ์ในอดีตที่เธอทำงานติดกันหลายปี “บางครั้งถึงขั้นนอนให้น้ำเกลือ จนเกือบ Burnout” ประสบการณ์นี้ทำให้เธอเรียนรู้และให้ความสำคัญกับการพักเต็มที่ เพื่อให้พร้อมลุยต่อ

“ความโปรดักทีฟที่แท้จริงไม่ได้มาจากการทำงานตลอดเวลา แต่มาจากการพักให้พอ” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

3 บทเรียนสำคัญที่ควรจดจำ

หลังจากฟังเฌอปรางเล่าเรื่องราวทั้งหมด เราสามารถสรุปบทเรียนสำคัญ 3 ข้อที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้:

1. ทำให้เต็มที่ในเวลาที่มี

ถ้ารับงานมาแล้ว ต้องทำให้ดีที่สุด ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อให้เราเองไม่เสียใจทีหลัง การตั้งมาตรฐานในการทำงานที่สูงจะช่วยให้เราสร้างความน่าเชื่อถือและความภาคภูมิใจในตัวเอง

2. โฟกัสทีละอย่างให้ชัด

จัดลำดับความสำคัญให้ถูกต้อง อย่าพยายามทำทุกอย่างพร้อมกันจนคุณภาพตก การมีระบบการทำงานที่ชัดเจนจะช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. พักอย่างมีคุณภาพ

การพักไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องพักให้พอ เพื่อให้พร้อมลุยต่ออย่างเต็มที่ การรู้จักพักและการฟื้นฟูพลังงานเป็นส่วนสำคัญของการทำงานอย่างยั่งยืน

คำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่

การเตรียมตัวสำหรับอนาคต

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับคำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการประสบความสำเร็จในหลายด้าน เฌอปรางแนะนำว่า “ต้องเริ่มจากการรู้จักตัวเองก่อน รู้ว่าตัวเองชอบอะไร เก่งอะไร และต้องการอะไร”

เธอเน้นย้ำว่าการมี MBA หรือการศึกษาในระดับสูงไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย แต่เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เรามีมุมมองที่กว้างขึ้น “การเรียน MBA ทำให้ผมได้เรียนรู้วิธีคิดแบบเจ้าของธุรกิจ การวิเคราะห์ปัญหา และการตัดสินใจที่มีข้อมูลรองรับ”

ความสำคัญของการเรียนรู้ต่อเนื่อง

“ในยุคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้ต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็น” เฌอปรางกล่าว “ไม่ว่าจะเป็นทักษะใหม่ๆ เทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งวิธีการจัดการตัวเอง”

แผนการในอนาคต

เป้าหมายระยะยาว

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับแผนการในอนาคต เฌอปรางเล่าว่า “ผมอยากสร้างธุรกิจที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม โดยเฉพาะในด้านการศึกษาและการพัฒนาคน”

เธอเชื่อว่าประสบการณ์ที่ได้รับจากการเป็นไอดอล นักแสดง และการเรียน MBA จะช่วยให้เธอสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่มีคุณค่าได้

การคืนกำไรให้สังคม

“ผมอยากใช้สิ่งที่ได้เรียนรู้มาช่วยเหลือคนรุ่นหลัง โดยเฉพาะในเรื่องการพัฒนาตัวเองและการทำงาน” เฌอปรางกล่าวด้วยความมุ่งมั่น

คำทิ้งท้ายที่สร้างแรงบันดาลใจ

ก่อนจบการสัมภาษณ์ เฌอปรางได้ทิ้งท้ายด้วยข้อความที่สร้างแรงบันดาลใจว่า:

“เราไม่มีทางรู้เลยว่าอนาคตจะเป็นยังไง แต่ถ้าทุกวันนี้เราทำเต็มที่กับสิ่งตรงหน้า ต่อให้พรุ่งนี้จะเปลี่ยนไปหมด เราก็จะไม่เสียใจ”

สรุป: ความหมายของ Productivity ในแบบเฌอปราง

จากการสัมภาษณ์ครั้งนี้ เราได้เรียนรู้ว่า Productivity แบบฉบับเฌอปราง อารีย์กุล ไม่ได้อยู่ที่การทำงานให้ได้มากที่สุด หรือการทำหลายอย่างพร้อมกันตลอดเวลา แต่เป็นการทำให้เต็มที่ในเวลาที่มี การจัดการชีวิตให้สมดุล และการใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุดในทุกจังหวะ

วิธีการของเธอเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง ไม่ต้องใช้เทคนิคที่ซับซ้อนหรือเครื่องมือราคาแพง แต่เป็นการปรับเปลี่ยนมุมมองและการสร้างระเบียบวินัยในตัวเอง

สำหรับใครที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจในการพัฒนาตัวเอง หรือต้องการเรียนรู้วิธีการจัดการชีวิตและงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เฌอปราง อารีย์กุล เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่า ด้วยหลักการที่ชัดเจนและความมุ่งมั่นที่แท้จริง เราสามารถประสบความสำเร็จได้ในหลากหลายด้านของชีวิต