เปิดเผยนิสัยลับ “The $28 Habit” ที่ทำลายความมั่งคั่งของคนไทยทุกวัน – ผู้เชี่ยวชาญชาว Shark Tank เตือนแล้ว

เคยสงสัยไหมว่าเงินเดือนหายไปไหน? ผู้เชี่ยวชาญการเงินระดับโลกเผยพฤติกรรมเล็กๆ ที่ทำลายโอกาสเป็นเศรษฐีของคุณอย่างไม่รู้ตัว

ปรากฏการณ์ที่คนไทยหลายล้านคนเผชิญอยู่ในขณะนี้ กลายเป็นหัวข้อร้อนแรงในโลกการเงินส่วนบุคคล เมื่อ Kevin O’Leary นักลงทุนชื่อดังจากรายการ Shark Tank USA ออกมาเปิดเผยเรื่องราวที่เขาเรียกว่า “The $28 Habit” หรือนิสัยใช้จ่ายเงินเล็กๆ ที่ฆ่าความมั่งคั่งของผู้คนทุกวันโดยไม่รู้ตัว

สถานการณ์นี้สะท้อนชัดเจนในชีวิตประจำวันของคนไทย หลายคนเผชิญกับสถานการณ์เดียวกัน เงินเดือนเพิ่งเข้า แต่ภายในสัปดาห์แรก เงินก็หายไปอย่างลึกลับ ทั้งที่ไม่ได้ซื้อของแพง ไม่ได้ไปเที่ยวไกล แต่เงินก็สิ้นเปลืองไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นวังวนที่หลายคนติดอยู่โดยไม่รู้วิธีหลุดออกมา

ปรากฏการณ์ “เงินหาย” ที่เกิดขึ้นกับคนไทยทุกเดือน

สำรวจข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยเผยให้เห็นว่า คนไทยเฉลี่ยมีหนี้สินครัวเรือนสูงถึง 89.7% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากล ส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินแบบไม่ได้วางแผนในรายการเล็กๆ น้อยๆ ที่สะสมกันจนกลายเป็นก้อนใหญ่

นักเศรษฐศาสตร์การเงินส่วนบุคคลชี้ให้เห็นว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของการขาดรายได้ แต่เป็นเรื่องของการไม่รู้ตัวว่าเงินรั่วไปทางไหนบ้าง การขาดความตระหนักรู้ในการใช้จ่ายรายเล็กๆ กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ขัดขวางการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว

“The $28 Habit” คืออะไร? เมื่อผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเปิดเผยความจริง

Kevin O’Leary ผู้ที่ได้รับฉายา “Mr. Wonderful” จากความเฉียบขาดในการตัดสินใจลงทุน อธิบายว่า “The $28 Habit” หมายถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินในรายการเล็กๆ ประมาณวันละ 28 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 1,000 บาท) ที่ทำซ้ำทุกวันโดยไม่คิด เมื่อสะสมกันในระยะเวลาหนึ่ง จะกลายเป็นเงินจำนวนมหาศาลที่สามารถนำไปลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งได้

O’Leary เน้นย้ำว่า “ผู้คนมักคิดว่าการใช้เงิน 20-30 ดอลลาร์ต่อวันเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่พวกเขาไม่ได้คำนวณดูว่าเงินจำนวนนี้ หากนำไปลงทุนในระยะยาว จะสร้างผลตอบแทนที่มหาศาลเพียงใด” เขายกตัวอย่างว่า หากคนหนุ่มสาววัย 25 ปี เริ่มประหยัดเงิน 28 ดอลลาร์ต่อวัน และนำไปลงทุนในกองทุนที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7% ต่อปี เมื่ออายุ 65 ปี เงินจำนวนนี้จะเติบโตเป็น 2.3 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 80 ล้านบาท

รูปแบบการใช้จ่ายที่คนไทยทำโดยไม่รู้ตัว

การศึกษาพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนไทยในปัจจุบัน พบรูปแบบที่สอดคล้องกับ “The $28 Habit” ที่ O’Leary กล่าวถึง โดยสามารถแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ต่างๆ ดังนี้

การสมัครสมาชิกแอปพลิเคชันและบริการออนไลน์

หนึ่งในรูปแบบที่พบมากที่สุดคือ การสมัครสมาชิกแอปพลิเคชันและบริการออนไลน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Netflix, Disney+, Spotify, YouTube Premium, หรือแอปพลิเคชันฟิตเนส ส่วนใหญ่ผู้คนจะสมัครสมาชิกเมื่อมีโปรโมชั่นพิเศษหรือช่วงทดลองใช้ฟรี แต่หลังจากนั้นก็ลืมยกเลิก ทำให้ถูกหักเงินรายเดือนโดยไม่ได้ใช้บริการจริง

สถิติจากบริษัทวิจัยท้องถิ่นระบุว่า คนไทยเฉลี่ยมีแอปพลิเคชันที่ต้องจ่ายค่าสมาชิกรายเดือนประมาณ 4-6 แอป แต่ใช้จริงเพียง 1-2 แอปเท่านั้น ส่วนที่เหลือกลายเป็น “เงินที่หายไปโดยไม่รู้ตัว” ในแต่ละเดือน

การช้อปปิ้งออนไลน์แบบไม่ได้วางแผน

ปรากฏการณ์ของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopee และ Lazada ได้สร้างพฤติกรรมการซื้อของแบบ “impulse buying” ในหมู่คนไทย โดยเฉพาะในช่วงแคมเปญลดราคาต่างๆ เช่น 9.9, 10.10, 11.11 และ 12.12 ผู้บริโภคมักถูกกระตุ้นด้วยคำว่า “ลดราคาพิเศษ” หรือ “ซื้อวันนี้เท่านั้น” จนกระทั่งซื้อสินค้าที่ไม่ได้ต้องการจริงๆ

ข้อมูลจากสมาคมการค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทย เผยว่า คนไทยเฉลี่ยใช้เงินช้อปปิ้งออนไลน์เดือนละ 3,500-5,000 บาท โดยมากกว่าครึ่งเป็นการซื้อที่ไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า

ค่าใช้จ่ายด้านอาหารที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

พฤติกรรมการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน Delivery อย่าง Grab Food, Food Panda, หรือ LINE MAN กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทย โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ แม้ว่าราคาอาหาร Delivery จะแพงกว่าการไปซื้อเองประมาณ 30-50% แต่ความสะดวกสบายทำให้หลายคนเลือกใช้บริการนี้เป็นประจำ

การศึกษาพบว่า คนทำงานในเขตกรุงเทพฯ เฉลี่ยใช้เงินค่าอาหาร Delivery เดือนละ 4,000-6,000 บาท ซึ่งหากคำนวณเทียบกับการทำอาหารเอง หรือการไปซื้อเองจะประหยัดได้ประมาณ 40-50% ต่อเดือน

การซื้อของใช้และแกดเจ็ตเล็กๆ น้อยๆ

ยุคสมัยของโซเชียลมีเดียและการตลาดออนไลน์ ทำให้ผู้คนได้รับการกระตุ้นให้ซื้อของใช้เล็กๆ น้อยๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น อุปกรณ์จัดระเบียบ, แกดเจ็ตทำความสะอาด, เครื่องสำอาง, หรือเสื้อผ้าแฟชั่นราคาไม่แพง สิ่งเหล่านี้แต่ละชิ้นอาจมีราคาไม่เกิน 100-500 บาท แต่เมื่อซื้อเป็นประจำจะสะสมเป็นจำนวนที่มากขึ้น

ผลกระทบระยะยาวที่คนไทยมองข้าม

การสูญเสียโอกาสในการลงทุน

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนบุคคลในประเทศไทยชี้ให้เห็นว่า เงิน 100 บาทต่อวัน ที่ดูเหมือนจะไม่มีนัยสำคัญ หากนำมาคำนวณในระยะยาว จะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น

เงิน 100 บาทต่อวัน เท่ากับ 3,000 บาทต่อเดือน หรือ 36,500 บาทต่อปี หากนำเงินจำนวนนี้ไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี (ซึ่งเป็นอัตราเฉลี่ยของตลาดหุ้นไทยในระยะยาว) ผลลัพธ์ที่ได้คือ:

  • หลัง 10 ปี: จะมีเงิน 528,000 บาท
  • หลัง 20 ปี: จะมีเงิน 1,664,000 บาท
  • หลัง 30 ปี: จะมีเงิน 4,073,000 บาท

ผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงิน

การขาดวินัยในการใช้จ่ายไม่เพียงแต่ทำให้สูญเสียโอกาสในการลงทุนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินโดยรวม เมื่อไม่สามารถควบคุมการใช้จ่ายในรายการเล็กๆ ได้ ย่อมทำให้การวางแผนการเงินระยะยาวเป็นไปได้ยาก

สถิติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เผยว่า คนไทยเพียง 27% เท่านั้นที่มีการออมและลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถควบคุมการใช้จ่ายให้เหลือเงินเพื่อการออมได้

กลยุทธ์การหลุดพ้นจากกับดัก “The $28 Habit”

การทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอย่างเป็นระบบ

ขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหานี้คือ การติดตามรายรับและรายจ่ายอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แค่จดบันทึกรายการใหญ่ๆ 3-5 รายการต่อวัน เพื่อให้เห็นว่าเงินไปทางไหนบ้าง

แอปพลิเคชันช่วยจัการเงินส่วนบุคคลอย่าง “Money Lover”, “Mone”, หรือ “Wongnai” สามารถช่วยให้การติดตามการใช้จ่ายเป็นเรื่องง่ายขึ้น โดยสามารถแบ่งหมวดหมู่รายจ่ายและดูสรุปรายเดือนได้อย่างชัดเจน

หลักการ “จ่ายตัวเองก่อน” (Pay Yourself First)

ผู้เชี่ยวชาญการเงินส่วนบุคคลแนะนำให้ใช้หลักการ “จ่ายตัวเองก่อน” โดยการหักเงินสำหรับการออมและลงทุนทันทีที่ได้รับเงินเดือน แนะนำให้เริ่มต้นที่ 10-20% ของรายได้ และเพิ่มขึ้นเป็น 30% เมื่อมีความมั่นคงมากขึ้น

การทำ Auto Debit หรือการโอนเงินอัตโนมัติไปยังบัญชีออมทรัพย์หรือกองทุนในวันที่ได้รับเงินเดือน จะช่วยให้มั่นใจว่าจะมีเงินเหลือสำหรับการออมเสมอ

การตรวจสอบและยกเลิกการสมัครสมาชิกที่ไม่จำเป็น

สำรวจรายการหักบัญชีรายเดือนทุกรายการ ทั้งจากบัญชีธนาคารและบัตรเครดิต หาแอปพลิเคชันหรือบริการที่สมัครไว้แล้วไม่ได้ใช้ หรือใช้น้อยมาก การยกเลิกบริการเหล่านี้อาจช่วยประหยัดได้เดือนละ 500-1,500 บาท

การกำหนดงบประมาณสำหรับการใช้จ่ายตามอารมณ์

แทนที่จะห้ามตัวเองซื้อของที่ชอบโดยสิ้นเชิง ควรกำหนดงบประมาณสำหรับการใช้จ่าย “ตามอารมณ์” หรือ “ให้รางวัลตัวเอง” เช่น เดือนละ 2,000 บาท เมื่อใช้ครบจำนวนนี้แล้วจะต้องหยุด วิธีนี้จะช่วยให้ยังคงมีความสุขในการใช้จ่ายแต่ไม่เกินขอบเขต

การสร้างรายได้เสริมโดยไม่เพิ่มการใช้จ่าย

เมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้นจากงานเสริมหรือการลงทุน ควรนำเงินส่วนเพิ่มนี้ไปเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงิน ไม่ใช่เพิ่มระดับการใช้จ่าย หลักการนี้เรียกว่า “Lifestyle Inflation” ที่ควรหลีกเลี่ยง

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ในบริบทไทย

กรณีศึกษา: นางสาวนิตยา วัย 28 ปี พนักงานบริษัทเอกชน

นิตยาได้เงินเดือน 35,000 บาท เธอเริ่มติดตามการใช้จ่ายและพบว่าใช้เงินไปกับรายการต่อไปนี้โดยไม่รู้ตัว:

  • Netflix, Disney+, Spotify, Fitness App: รวม 800 บาทต่อเดือน (ใช้จริงแค่ Netflix)
  • สั่ง Grab Food ตอนขี้เกียจทำกิน: 4,500 บาทต่อเดือน
  • ช้อปปิ้งออนไลน์ของใช้เล็กๆ น้อยๆ: 2,200 บาทต่อเดือน
  • กาแฟร้านดังระหว่างวัน: 1,800 บาทต่อเดือน รวม: 9,300 บาทต่อเดือน หรือ 111,600 บาทต่อปี

หลังจากปรับพฤติกรรม นิตยายกเลิกแอปที่ไม่ใช้ ลดการสั่ง Delivery เหลือ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ทำกาแฟดริงค์เองบ้าง และตั้งงบช้อปปิ้งเดือนละ 1,000 บาท ทำให้ประหยัดได้ 6,000 บาทต่อเดือน

เธอนำเงิน 6,000 บาทนี้ไปลงทุนในกองทุน RMF และ SSF หลัง 25 ปี (อายุ 53 ปี) เงินลงทุนนี้จะเติบโตเป็นประมาณ 4.2 ล้านบาท นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีอีกปีละ 18,000 บาท

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในประเทศไทย

ความเห็นจากนักวางแผนการเงิน CFP

ผู้เชี่ยวชาญการเงินส่วนบุคคลในประเทศไทยหลายท่านเห็นด้วยกับแนวคิดของ Kevin O’Leary โดยเน้นว่า “ปัญหาการเงินของคนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่การขาดรายได้ แต่อยู่ที่การไม่สามารถควบคุมการใช้จ่ายได้”

การศึกษาพฤติกรรมการเงินของคนไทยพบว่า คนที่มีรายได้ 30,000-50,000 บาทต่อเดือน หากสามารถควบคุมการใช้จ่ายและออมได้สม่ำเสมอ จะสามารถสร้างความมั่งคั่งได้เร็วกว่าคนที่มีรายได้มากกว่าแต่ไม่มีวินัยทางการเงิน

การปรับแนวคิดเรื่องการใช้จ่าย

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้คนไทยเปลี่ยนมุมมองจาก “ซื้อเพราะถูก” เป็น “ซื้อเพราะจำเป็น” การที่สินค้าลดราคาไม่ได้หมายความว่าเราควรซื้อ หากไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ

นอกจากนี้ควรพิจารณา “ต้นทุนต่อการใช้งาน” (Cost per Use) แทนการดูแค่ราคา เช่น เสื้อผ้าราคา 1,000 บาทที่ใส่ได้ 50 ครั้ง ถูกกว่าเสื้อผ้าราคา 300 บาทที่ใส่ได้แค่ 5 ครั้ง

เทคโนโลยีและเครื่องมือช่วยในการจัดการ

แอปพลิเคชันที่คนไทยนิยมใช้

ปัจจุบันมีแอปพลิเคชันจัดการการเงินส่วนบุคคลที่พัฒนาโดยคนไทยหลายตัว เช่น:

  • TrueMoney Wallet: ช่วยติดตามรายรับ-รายจ่าย
  • Money Lover: แอปจัดการการเงินที่ใช้ง่าย
  • Mone: แอปวางแผนการเงินแบบครอบคลุม

การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีธนาคาร

ธนาคารไทยหลายแห่งมีบริการ Auto Saving หรือการออมอัตโนมัติ เช่น การปัดเศษยอดซื้อขายให้เป็นเงินออม หรือการโอนเงินจำนวนเล็กน้อยไปยังบัญชีออมทรัพย์ทุกครั้งที่มีการใช้จ่าย

บทสรุปและข้อเสนอแนะ

สาระสำคัญจาก The $28 Habit

Kevin O’Leary ส่งข้อความที่ชัดเจนว่า “หากคุณต้องการร่ำรวย ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการหาเงินเพิ่ม แต่เริ่มจากการหยุดเสียเงินกับสิ่งที่ไม่จำเป็นก่อน” คำแนะนำนี้สอดคล้องกับสถานการณ์ของคนไทยในปัจจุบันที่ต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่รายได้ที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน

การสร้างสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตและการออม

การควบคุม “The $28 Habit” ไม่ได้หมายถึงการประหยัดจนขาดความสุข แต่เป็นการใช้จ่ายอย่างรู้เป้าหมายและมีสติ การมีเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจน เช่น การซื้อบ้าน การเก็บเงินเพื่อการศึกษาบุตร หรือการเตรียมพร้อมสำหรับการเกษียณ จะช่วยให้การควบคุมการใช้จ่ายเป็นเรื่องง่ายขึ้น

ข้อเสนอแนะสำหรับการปฏิบัติจริง

สำหรับคนไทยที่ต้องการนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ ควรเริ่มจากการทำความเข้าใจรูปแบบการใช้จ่ายของตัวเองก่อน จากนั้นจึงกำหนดเป้าหมายการออมที่สมเหตุสมผล และสร้างระบบที่ช่วยให้สามารถปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้จ่ายอาจต้องใช้เวลา แต่ผลลัพธ์ที่ได้ในระยะยาวจะคุ้มค่ากับความพยายาม ทุกบาทที่ประหยัดได้วันนี้ คืออีกก้าวหนึ่งที่เดินเข้าใกล้ความมั่นคงทางการเงินและความมั่งคั่งที่ยั่งยืน

ผลกระทบต่อสังคมไทยโดยรวม

หากคนไทยสามารถควบคุม “The $28 Habit” ได้สำเร็จ จะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม เงินที่ประหยัดได้จะไหลเข้าสู่ระบบการออมและการลงทุน ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับระบบการเงินของประเทศ และลดปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่เป็นภาระต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

การสร้างความรู้ด้านการเงินส่วนบุคคลจึงไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อปัจเจกชนเท่านั้น แต่เป็นการลงทุนในอนาคตของประเทศไทยในระยะยาว