วันนี้โลกธุรกิจกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดและพฤติกรรมแตกต่างจากเดิม พวกเขาคือ ‘Gen Well’ กลุ่มคนที่ไม่มองสุขภาพเป็นเพียงการไม่เจ็บป่วย แต่คือการดูแลตัวเองทั้งกายและใจให้ดีที่สุดในทุกช่วงเวลาของชีวิต ซึ่งแนวคิดนี้กำลังจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อทั้งการทำงานและพฤติกรรมการบริโภคในอนาคต
นักวิเคราะห์ตลาดหลายรายชี้ว่า ผู้ประกอบการที่ไม่เข้าใจและปรับตัวตามเทรนด์นี้อาจเสี่ยงสูญเสียคนเก่งและพลาดโอกาสทางธุรกิจมหาศาล
ทำไม ‘Gen Well’ จึงกลายเป็นเทรนด์ที่นักธุรกิจต้องจับตา
ความเชื่อและพฤติกรรมของ Gen Well ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในสองมิติหลักที่ผู้ประกอบการไม่สามารถมองข้ามได้
ในฐานะพนักงาน ชั่วโมงทำงานที่นานเกินไป หรือการไม่รู้สึกถึงความหมายของงาน ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานและอัตราการลาออกของพนักงาน องค์กรที่ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการด้านความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) และความหมายของงาน จะสูญเสียคนเก่งไปในที่สุด
การสำรวจล่าสุดพบว่า องค์กรหลายแห่งเริ่มประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานคุณภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะสูง ที่พร้อมจะเปลี่ยนงานหากไม่ได้รับการตอบสนองในเรื่องคุณค่าชีวิตที่พวกเขาต้องการ
ในฐานะผู้บริโภค การให้ความสำคัญกับสุขภาพได้สร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ขึ้นมาอย่างมหาศาล พวกเขายินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมและชุมชนใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการที่พื้นที่อย่าง Emsphere สามารถเปลี่ยนจาก Night Club สู่การเป็น Morning Club ที่ผู้คนมาทำกิจกรรมเพื่อสุขภาพกันในตอนเช้า การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงพลังการซื้อและความต้องการใหม่ของตลาดที่ผู้ประกอบการต้องจับตา
ข้อมูลจากสำนักวิจัยตลาดระบุว่า ตลาดสินค้าและบริการเพื่อสุขภาพในประเทศไทยมีมูลค่าเติบโตขึ้นกว่า 15% ต่อปี โดยมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อเนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคของ Gen Well
Gen Well ต้องการอะไรจากที่ทำงานและการใช้ชีวิต
คำว่า Gen Well ประกอบขึ้นจาก 3 คุณค่าหลักที่เรียกว่า ‘Trifacta’ ซึ่งผู้ประกอบการต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งเพื่อจะดึงดูดและรักษาพวกเขาไว้ได้
รายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต เงินยังคงเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะเมื่อค่าครองชีพคือความกังวลอันดับหนึ่งของคนรุ่นใหม่ ผลสำรวจความเป็นอยู่ของคนทำงานในประเทศไทยพบว่า คนรุ่นใหม่ในไทยกว่า 63% ใช้ชีวิตแบบ ‘เดือนชนเดือน’ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่อยู่ที่ประมาณ 45%
ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับโครงสร้างค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับต้นทุนการดำรงชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้น ไม่เพียงแต่เงินเดือนพื้นฐาน แต่รวมถึงสวัสดิการที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เช่น ประกันสุขภาพที่ครอบคลุม เงินสนับสนุนการเรียนรู้ หรือการให้ความยืดหยุ่นในการทำงานที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
งานที่มีความหมายและสอดคล้องกับคุณค่า พวกเขามองหางานที่สอดคล้องกับคุณค่าส่วนตัว (Shared Values) โดยข้อมูลจากการสำรวจระดับโลกพบว่า Gen Z ถึง 62% และ Gen Y 56% พร้อมที่จะปฏิเสธการทำงานกับองค์กรที่ดำเนินธุรกิจไม่ตรงกับค่านิยมของตน
การมีงานที่มีความหมายไม่ได้หมายถึงเพียงการได้รับเงินเดือนที่ดี แต่หมายถึงการรู้สึกว่างานที่ทำมีส่วนช่วยสังคม สิ่งแวดล้อม หรืออย่างน้อยก็ไม่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งเหล่านี้ พวกเขาต้องการเห็นว่าองค์กรที่ตนทำงานอยู่มีจุดยืนที่ชัดเจนในประเด็นสำคัญต่างๆ และดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม
ความเป็นอยู่ที่ดีในปัจจุบัน Gen Well กว่า 1 ใน 3 รายรู้สึกเครียดหรือกังวลเกือบตลอดเวลา และต้องการมีชีวิตที่ดี ‘เดี๋ยวนี้’ ไม่ใช่รอจนอนาคต พวกเขาจึงลงทุนดูแลตัวเองอย่างจริงจังและใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย
ข้อมูลจากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคพบว่า เกือบ 45% ของ Gen Z ใช้อุปกรณ์อัจฉริยะ (Wearable Device) เพื่อติดตามการนอนหลับและการออกกำลังกาย ซึ่งสูงกว่าคนรุ่นก่อนที่มีเพียง 28%
พวกเขาไม่เพียงแต่ใช้เทคโนโลジีติดตามสุขภาพ แต่ยังใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อจัดการความเครียด การทำสมาธิ และการวางแผนชีวิต รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มที่มีความสนใจเดียวกันผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
กลยุทธ์รับมือ Gen Well เพื่อความยั่งยืนทางธุรกิจ
ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์หลายรายเตือนว่า การปรับตัวเพื่อตอบรับกับ Gen Well ไม่ใช่แค่เรื่องของการเพิ่มสวัสดิการ แต่คือการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรและกลยุทธ์ทางธุรกิจอย่างรอบด้าน
การสื่อสารคุณค่าองค์กรให้ชัดเจน เมื่อคนรุ่นใหม่มองหา ‘Shared Values’ องค์กรต้องตอบให้ได้ว่าเราทำธุรกิจไปเพื่ออะไร และสื่อสารค่านิยมนั้นออกไปเพื่อดึงดูดคนที่เชื่อในสิ่งเดียวกัน
องค์กรที่ประสบความสำเร็จในการดึงดูด Gen Well มักมีการกำหนดพันธกิจ (Mission) และวิสัยทัศน์ (Vision) ที่ชัดเจน ไม่เพียงแต่เน้นผลกำไร แต่รวมถึงการสร้างคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม พวกเขาสื่อสารเรื่องเหล่านี้ผ่านทุกช่องทาง ตั้งแต่เว็บไซต์องค์กร สื่อสังคมออนไลน์ ไปจนถึงการฝึกอบรมพนักงาน
การออกแบบกระบวนการทำงานที่ใส่ใจความเป็นอยู่ที่ดี ทบทวนเรื่องชั่วโมงการทำงาน ภาระงาน และสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดี เพื่อลดความเครียดให้พนักงาน
หลายองค์กรเริ่มนำระบบการทำงานแบบผสมผสาน (Hybrid Working) มาใช้ ให้ความยืดหยุ่นในเรื่องเวลาและสถานที่ทำงาน มีการจัดตั้งห้องพักผ่อน พื้นที่ทำสมาธิ หรือแม้กระทั่งการจัดกิจกรรมออกกำลังกายในสำนักงาน บางองค์กรให้วันหยุดพิเศษเพื่อดูแลสุขภาพจิต (Mental Health Day) หรือการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการพบนักจิตวิทยาหรือที่ปรึกษา
การสร้างชุมชนในองค์กร สนับสนุนกิจกรรมที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันผ่านเรื่องสุขภาพและความสนใจร่วมกัน เหมือนที่แบรนด์ต่างๆ กำลังสร้าง Morning Club ให้เป็นพื้นที่พบปะของคนรักสุขภาพ
การสร้างชุมชนภายในองค์กรไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมาก แต่ต้องมีการวางแผนที่ดี เช่น การจัดตั้งชมรมวิ่ง ชมรมโยคะ กลุ่มแบ่งปันสูตรอาหารเพื่อสุขภาพ หรือกลุ่มสนทนาเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง การมีกิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้พนักงานมีสุขภาพที่ดีขึ้น แต่ยังเสริมสร้างความผูกพันกับองค์กร
การมองหาโอกاสทางธุรกิจใหม่ ในมุมของผู้ประกอบการ Gen Well คือตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่พร้อมจะจ่ายเงินให้กับสินค้าและบริการที่ช่วยให้พวกเขามีสุขภาพกายและใจที่ดีขึ้น
โอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ อุปกรณ์กีฬาและฟิตเนส คอร์สเรียนรู้และพัฒนาตนเอง หรือแม้แต่เทคโนโลยีด้านสุขภาพ แอปพลิเคชันติดตามสุขภาพ บริการปรึกษาออนไลน์ และผลิตภัณฑ์ที่ช่วยจัดการความเครียด
ตลาดเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตลาดเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นตลาดหลักที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการที่เข้าใจและตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้จะมีข้อได้เปรียบในการแข่งขัน
3 หลักการจัดการความกลัวการเปลี่ยนแปลง
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกธุรกิจวันนี้ นอกจากเทรนด์ Gen Well แล้ว ยังมีเทรนด์อื่นๆ ที่ผู้ประกอบการต้องรับรู้และเตรียมตัว ไม่ว่าจะเป็น Bioconvergence เทรนด์ Deep Tech การอ่านเกม ‘Brand Incremental Values’ Materiality-Driven Action (ESG) Longevity Economy หรือแม้กระทั่งเรื่องทุนจีน
ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการเปลี่ยนแปลงแนะนำว่า บางครั้งผู้ประกอบการหรือคนทำงานก็เกิดความกลัวได้ ความกลัวที่เราจะต้องปรับตัว ความกลัวที่เราจะต้องทำสิ่งใหม่ การจัดการกับความกลัววิธีที่เราได้เร็วและง่ายที่สุดมี 3 วิธี
ยอมรับให้ได้ก่อน ยอมรับว่าความเปลี่ยนแปลงคือสิ่งที่แน่นอนที่สุดในโลกธุรกิจ ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบ การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอยู่ดี การต่อต้านหรือปฏิเสธจะทำให้เราตกขบวนและสูญเสียโอกาส
ประวัติศาสตร์ธุรกิจเต็มไปด้วยตัวอย่างของบริษัทที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้นำในตลาด แต่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นแค่ความทรงจำ การยอมรับการเปลี่ยนแปลงไม่ได้หมายความว่าเราต้องเปลี่ยนตัวเองทั้งหมด แต่หมายถึงการเปิดใจรับฟังและพิจารณาโอกาสใหม่ๆ
เรียนรู้และทำความรู้จักกับมัน หลังจากยอมรับแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการลงไปเรียนรู้กับมัน ทำความรู้จักกับมัน ซึ่งเปรียบเสมือนกับถ้าคุณอยากว่ายน้ำเป็นแล้วไม่กล้าลงน้ำ คุณก็จะกลัวตลอดไป แต่ถ้าคุณอยากว่ายเป็น คุณต้องกล้าลงน้ำ ซึ่งอาจจะเริ่มต้นลงสระเด็กง่ายๆ ก่อนได้
ในทางธุรกิจ เราต้องเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI การทำการตลาดรูปแบบใหม่ การเรียนรู้พฤติกรรมลูกค้า หลักการ ESG และอื่นๆ การเรียนรู้ในยุคนี้ไม่ใช่แค่ผ่านตำราหรือ AI อย่างเดียว แต่ควรไปคุยกับคนจริงๆ ไปสัมผัสหน้างาน ไปเห็นด้วยตา ไปดมด้วยจมูกตัวเอง เอามือไปจับ เอาเท้าไปเหยียบ มันถึงจะเข้าใจอย่างแท้จริง
กลับมาถามตัวเองและหาโอกาส หลังจากผ่านสองข้อมาได้ ความกลัวจะเริ่มลดลง และให้กลับมาถามตัวเองว่า เรื่องนี้เกี่ยวกับเราอย่างไร กระทบกับเราอย่างไร เราจะตอบสนองกับมันอย่างไร
ในขั้นตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทุกคนใจเย็นๆ ไม่ต้องตื่นตระหนกมากนัก แต่ขอให้เราตื่นตัวตลอดเวลา ทุกอย่างมีทางออกเสมอ ทุกอย่างมีโอกาสเสมอ ในทุกวิกฤต ทุกการเปลี่ยนแปลงมันมีโอกาสซ่อนอยู่ และมันอาจจะเป็นโอกาสของเราก็ได้
ความนิ่งและการเข้าใจตนเอง คือกุญแจสู่ความสำเร็จ
ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ธุรกิจหลายรายเน้นย้ำว่า ในวันนี้ไม่ใช่ใครเร็วที่สุดอย่างเดียวที่จะชนะ แต่เป็นคนที่นิ่งที่สุดและเข้าใจตัวเองที่สุด
โลกเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก มีเทรนด์ให้วิ่งตามเยอะมาก ข่าวคราวก็เยอะ แต่สิ่งที่เหมาะกับเราและตรงกับเราจริงๆ มีไม่เยอะ วันนี้คนที่จะชนะคือคนที่ใจนิ่ง ใจใหญ่ ใจถึง และเข้าใจตัวเอง
การได้เรียนรู้ การได้ฟังเรื่องรอบตัวเป็นสิ่งที่ดี แต่วันนี้ควรลองกลับมาถามตัวเอง ตรวจสอบตัวเองเยอะๆ ด้วยคำถามสำคัญเหล่านี้:
สิ่งรอบตัวเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับตัวเองไหม และมันกระทบกับตัวเราอย่างไร เราเป็นคนอย่างไร จุดแข็ง จุดอ่อน เราคืออะไร ธุรกิจเรามีสิ่งที่เข้าถึงได้อะไรบ้างที่คนอื่นไม่มี มีเรื่องไหนบ้างที่เราต้องพัฒนาเพิ่มที่เป็นจุดอ่อนของเรา และมีโอกาสอะไรอีกบ้างที่คนอื่นมองไม่เห็น
ในโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและความไม่แน่นอนต่างๆ เหล่านี้ คนที่เป็นต้นไม้ยืนนิ่งๆ แล้วรากแข็งแรง แต่ยังไหวไปตามลมอยู่ หรือคนที่เป็นเหมือนคนอยู่ในมหาสมุทรแล้วลอยเลือกคลื่นที่เหมาะสมที่สุด ว่ายไปกับมัน และโต้ไปกับมัน นั่นคือคนที่จะชนะในที่สุด
บทสรุป: โอกาสมหาศาลรออยู่
ดังนั้นผู้ประกอบการที่เข้าใจและสามารถปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์ Gen Well ได้ ไม่เพียงแต่จะสามารถสร้างองค์กรที่แข็งแกร่งและดึงดูดคนเก่งรุ่นใหม่ไว้ได้เท่านั้น แต่ยังสามารถมองเห็นโอกาสทางธุรกิจมหาศาลที่ซ่อนอยู่ในความต้องการของประชากรกลุ่มนี้อีกด้วย
Gen Well ไม่ใช่แค่เทรนด์ผ่านๆ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานของวิถีชีวิตและค่านิยมที่จะส่งผลต่อธุรกิจในระยะยาว ผู้ประกอบการที่เตรียมตัวและปรับกลยุทธ์ตั้งแต่วันนี้ จะมีความได้เปรียบในการแข่งขันและสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
แน่นอนว่า Gen Well คือหนึ่งในเทรนด์สำคัญที่จะกำหนดทิศทางของตลาดแรงงานและตลาดผู้บริโภคในปีข้างหน้า และผู้ประกอบการที่ฉลาดคือผู้ที่เริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้