เปิดโปงกลเม็ด “จิตวิทยาสายดาร์ก” 11 วิธีที่คนร้ายใช้ทำลายจิตใจ นักจิตวิทยาเตือนภัยสังคมไทยระวังถูกหลอก

สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาพฤติกรรม เปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “จิตวิทยาสายดาร์ก” (Dark Psychology) ซึ่งเป็นเทคนิคการจัดการอารมณ์และความคิดของผู้อื่นในทางลบ โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้ประโยชน์หรือควบคุมพฤติกรรม

ดร.สุรีย์   นักจิตวิทยาคลินิกจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า “ในยุคที่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมีความซับซ้อนมากขึ้น การรู้จักเทคนิคเหล่านี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น ไม่ใช่เพื่อนำไปใช้ในทางที่ผิด แต่เพื่อให้สามารถปกป้องตัวเองได้เมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์เหล่านี้”

การศึกษาล่าสุดจากสถาบันวิจัยจิตวิทยาแห่งชาติพบว่า คนไทยในช่วงอายุ 20-40 ปี ร้อยละ 65 เคยประสบปัญหาจากการถูกใช้เทคนิคทางจิตวิทยาในทางลบ โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างคู่รัก เพื่อน และที่ทำงาน

Table of Contents

1. การปั่นหัวให้เราสงสัยในตัวเอง (Gaslighting) – อาวุธทำลายความมั่นใจที่เงียบงาม

“เธอคิดมากไปเองหรือเปล่า” “ฉันไม่เคยพูดแบบนั้นนะ” ประโยคเหล่านี้ฟังดูธรรมดา แต่เมื่อถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีก กลายเป็นเครื่องมือทรงพลังในการทำลายความมั่นใจของผู้ถูกกระทำ

ศาสตราจารย์ ดร.วิชัย   จากภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายว่า “Gaslighting เป็นเทคนิคที่ทำให้เหยื่อเริ่มสงสัยในความทรงจำ การรับรู้ และการตัดสินใจของตัวเอง ผู้กระทำจะปฏิเสธสิ่งที่พวกเขาเคยพูดหรือทำ และกลับไปโทษว่าเหยื่อจำผิดหรือเข้าใจผิด”

การวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลเมื่อต้นปี 2568 พบว่า ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของ Gaslighting มักจะมีอาการวิตกกังวล ซึมเศร้า และสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง ดร.วิชัยแนะนำว่า “เมื่อการสนทนาจบลงด้วยความรู้สึกว่าเราผิดปกติ ทั้งที่เรามั่นใจในความรู้สึกแรก นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือน ควรเชื่อสัญชาตญาณของตัวเองและหาคำปรึกษาจากบุคคลที่เชื่อถือได้”

2. การด้อยค่าเล็กๆ น้อยๆ เพื่อลดทอนความมั่นใจ (Negging) – การทำลายด้วยคำหยอกล้อ

“ชุดนี้ก็สวยดีนะ แต่เธอใส่แล้วดูอ้วนไปหน่อย” ประโยคที่ฟังแล้วเหมือนคำชม แต่แฝงด้วยการดูถูก เป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่นิยมใช้ในการลดทอนความมั่นใจของเป้าหมาย

นายแพทย์สมชาย  จากสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา กล่าวว่า “Negging เป็นการให้คำติที่แฝงมาในคำชม หรือคำหยอกล้อที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกแย่กับตัวเอง วัตถุประสงค์คือการลดคุณค่าของบุคคลนั้น เพื่อให้ผู้กระทำรู้สึกเหนือกว่าและสามารถควบคุมได้ง่ายขึ้น”

สถิติจากศูนย์พยุงจิตใจแห่งชาติระบุว่า เทคนิคนี้พบได้บ่อยในกลุ่มวัยรุ่นและคนหนุ่มสาว โดยเฉพาะในแอปพลิเคชันหาคู่และโซเชียลมีเดีย การศึกษาเชิงลึกเผยให้เห็นว่า ผู้ที่ถูก Negging เป็นประจำมักจะมีปัญหาความเชื่อมั่นในตนเองในระยะยาว

“คุณค่าของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับการประเมินราคาจากใคร” ดร.สมชายเน้นย้ำ “การรู้จักคุณค่าในตัวเองและไม่ยอมให้คนอื่นมาดูถูกเหยียดหยาม ถือเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด”

3. การสวมบทบาทเหยื่อผู้น่าสงสาร (Playing the Victim) – การแสดงละครเศร้าเพื่อควบคุม

การเล่าเรื่องราวความโชคร้ายซ้ำแล้วซ้ำอีก และการทำให้ผู้ฟังรู้สึกผิดทุกครั้งที่ไม่สามารถช่วยเหลือได้ เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่พบได้บ่อยในสังคมไทย

รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณี  จากคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชี้แจงว่า “บุคคลประเภทนี้จะสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองว่าเป็นเหยื่อของสถานการณ์ต่างๆ เพื่อดึงความเห็นใจและการช่วยเหลือจากผู้อื่น เมื่อไม่ได้รับความช่วยเหลือตามต้องการ พวกเขาจะใช้ความรู้สึกผิดเป็นเครื่องมือในการควบคุม”

สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรายงานว่า พฤติกรรมนี้พบมากในสถานที่ทำงาน โดยเฉพาะในกรณีที่มีการแบ่งภาระงานหรือความรับผิดชอบ ผู้ที่ใช้เทคนิคนี้มักจะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบโดยการโทษสถานการณ์ภายนอกหรือบุคคลอื่น

“ต้องระวังเส้นบางๆ ระหว่างความเห็นใจกับการถูกใช้ความรู้สึกผิดเป็นเครื่องมือควบคุม” ดร.พรรณีแนะนำ

4. การทุ่มเทความรักอย่างรวดเร็วเกินจริง (Love Bombing) – ความรักหวานชื่นที่ซ่อนอันตราย

ช่วงแรกของความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความสนใจ ของขวัญ และคำชื่นชมอย่างล้นหลาม จนทำให้เป้าหมายรู้สึกเหมือนเป็นคนพิเศษที่สุดในโลก แต่เบื้องหลังความหวานชื่นนี้ อาจซ่อนเร้นเจตนาในการควบคุม

ดร.สุวรรณา   จากศูนย์ศึกษาครอบครัวและเพศสัมพันธ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า “Love Bombing เป็นกลยุทธ์ที่ใช้ความรักและความสนใจอย่างล้นหลามในช่วงแรก เพื่อให้เป้าหมายเกิดการผูกพันทางอารมณ์อย่างรวดเร็ว เมื่อเหยื่อติดกับดักทางอารมณ์แล้ว ผู้กระทำจะเริ่มเรียกร้องการควบคุมและการเชื่อฟัง”

การศึกษาจากสถาบันครอบครัวและเยาวชนแห่งชาติเผยว่า ในปี 2567 มีรายงานเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวที่เริ่มต้นจากรูปแบบนี้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 23 เมื่อเทียบกับปีก่อน

“ความรักที่แท้จริงต้องการเวลาในการเติบโต ไม่ใช่การถาโถมเพื่อครอบครอง” ดร.สุวรรณาเตือน “หากพบว่าความสัมพันธ์ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและเข้มข้นผิดปกติ ควรชะลอและพิจารณาอย่างรอบคอบ”

5. การทำให้เรารู้สึกว่าเป็นหนี้บุญคุณ (Guilt Tripping) – การลงทุนทางอารมณ์เพื่อผูกมัด

“ฉันทำให้เธอขนาดนี้ ทำไมเธอถึงทำแบบนี้กับฉัน” ประโยคที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณและต้องตอบแทน แม้ว่าการ “ช่วยเหลือ” นั้นอาจไม่ได้ถูกร้องขอมาตั้งแต่แรก

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรุณ จากภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปกรรมศาสตร์ วิเคราะห์ว่า “ในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับบุญคุณและกตัญญู พฤติกรรมนี้มักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุม ผู้กระทำจะอ้างถึงสิ่งที่เคยทำให้เป็นเหตุผลในการเรียกร้องการตอบแทนที่ไม่สมเหตุสมผล”

การสำรวจจากศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย พบว่า คนไทยร้อยละ 78 เคยประสบปัญหาการถูกเรียกร้องการตอบแทนที่เกินสมควร โดยเฉพาะในความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและคู่รัก

“การช่วยเหลือที่ดีคือการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน แต่การช่วยเหลือที่ทวงบุญคุณอยู่เสมอ คือการลงทุนทางอารมณ์เพื่อผูกมัดเราไว้” ดร.อรุณกล่าว “เราไม่จำเป็นต้องแบกรับความคาดหวังของใคร จนสูญเสียความเป็นตัวเอง”

6. การใช้ความเงียบเป็นอาวุธ (Silent Treatment) – การลงโทษด้วยการเฉยเมย

เมื่อเกิดปัญหาในความสัมพันธ์ แทนที่จะสื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมา บางคนเลือกที่จะเงียบหายไป ปล่อยให้อีกฝ่ายกระวนกระวายและรู้สึกผิดอยู่ฝ่ายเดียว

นายแพทย์ประเสริฐ  จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช อธิบายว่า “Silent Treatment เป็นรูปแบบหนึ่งของการทำร้ายทางอารมณ์ ผู้กระทำจะใช้การไม่ตอบสนองหรือเพิกเฉยเป็นวิธีการลงโทษ ทำให้เหยื่อรู้สึกถูกทอดทิ้งและพร้อมที่จะยอมทำอะไรก็ได้เพื่อให้ได้รับความสนใจกลับมา”

การศึกษาจากสถาบันวิจัยสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น พบว่า เทคนิคนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นที่อยู่ในครอบครัวที่ใช้วิธีการนี้ในการลงโทษ

“ความสัมพันธ์ที่ดีต้องการการสื่อสาร ไม่ใช่การลงโทษด้วยความเงียบ” ดร.ประเสริฐเน้นย้ำ “หากพบว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ควรแสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการการสื่อสารที่สร้างสรรค์”

7. การโยนความผิดพลาดของตัวเองมาให้เรา (Projection) – การสะท้อนความผิดของตนเอง

คนที่กำลังนอกใจ อาจกล่าวหาว่าคู่ครองมีคนอื่น คนที่กำลังโกหก อาจระแวงว่าผู้อื่นไม่ซื่อสัตย์ นี่คือการใช้กลไก Projection ในการปกป้องตัวเอง

รองศาสตราจารย์ ดร.สมหมาย จากสถาบันจิตวิทยา มหาวิทยาลัยรามคำแหง อธิบายว่า “Projection เป็นกลไกการป้องกันจิตใจที่บุคคลจะโยนอารมณ์ ความคิด หรือแรงจูงใจของตัวเองไปให้ผู้อื่น เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับความรู้สึกผิดหรือความไม่สบายใจของตนเอง”

การวิจัยล่าสุดจากสำนักงานส่งเสริมสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พบว่า พฤติกรรมนี้มักเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ที่มีปัญหา และเป็นสัญญาณเตือนของความสัมพันธ์ที่ไม่เสถียร

“เมื่อพบว่าถูกกล่าวหาในสิ่งที่ไม่เคยทำ หรือถูกตั้งข้อสงสัยอย่างไร้เหตุผล ให้สังเกตว่าผู้กล่าวหามีพฤติกรรมน่าสงสัยเช่นนั้นหรือไม่” ดร.สมหมายแนะนำ “อย่ารับเอาขยะอารมณ์ของคนอื่นมาเป็นของเรา”

8. การทำให้เราโดดเดี่ยว (Isolation) – การตัดเครือข่ายสนับสนุน

“เพื่อนเธอนิสัยไม่ดี” “ครอบครัวเธอไม่เข้าใจเธอหรอก มีแค่ฉันคนเดียวที่รักเธอ” การพยายามตัดเหยื่อออกจากเครือข่ายสนับสนุน เป็นกลยุทธ์ที่ทำให้ผู้ถูกกระทำอ่อนแอและต้องพึ่งพาผู้กระทำเพียงคนเดียว

ศาสตราจารย์ ดร.วิไล  จากคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า “การแยกเหยื่อออกจากระบบสนับสนุนทางสังคมเป็นเทคนิคหลักของผู้กระทำความรุนแรง เมื่อเหยื่อไม่มีใครปรึกษาหรือขอความช่วยเหลือ พวกเขาจะควบคุมได้ง่ายขึ้น”

สถิติจากศูนย์ช่วยเหลือสตรีและเด็กแห่งชาติแสดงว่า ในกรณีความรุนแรงในครอบครัว ร้อยละ 89 ของผู้เสียหายถูกตัดขาดจากเครือข่ายสนับสนุนก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์รุนแรง

“เครือข่ายสนับสนุนทางสังคมเปรียบเหมือนเสาหลักของสุขภาพจิต” ดร.วิไลเน้นย้ำ “การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัว เพื่อน และสังคมเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันตัวเอง”

9. การสร้างมาตรฐานที่สูงเกินจริง (Moving the Goalposts) – การทำให้วิ่งไล่ตามไม่ทัน

ไม่ว่าจะพยายามทำดีแค่ไหน ก็ไม่เคย “ดีพอ” สำหรับบางคน เมื่อทำสำเร็จตามเป้าหมายหนึ่ง เขาก็จะสร้างเป้าหมายใหม่ที่ยากกว่าเดิมขึ้นมาทันที

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นันทนา จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ วิเคราะห์ว่า “เทคนิคนี้มักพบในสถานที่ทำงานและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ผู้กระทำจะปรับเปลี่ยนเกณฑ์การประเมินอยู่เสมอ เพื่อให้เหยื่อไม่สามารถบรรลุเป้าหมายและรู้สึกว่าตัวเองไร้ความสามารถ”

การสำรวจจากสมาคมจิตแพทย์โรงงานและสถานประกอบการ พบว่า พนักงานที่ทำงานภายใต้ผู้บังคับบัญชาที่ใช้เทคนิคนี้ มีระดับความเครียดสูงกว่าค่าเฉลี่ย ร้อยละ 45 และมีอัตราการลาออกสูงกว่าองค์กรอื่น

“การที่เราไม่สมบูรณ์แบบในสายตาใครนั้นเป็นเรื่องปกติ” ดร.นันทนากล่าว “ควรภูมิใจในสิ่งที่เราเป็นและความพยายามของเราเอง แทนที่จะวิ่งไล่ตามความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา”

10. การเปรียบเทียบเรากับคนอื่น (Triangulation) – การสร้างเกมแข่งขันที่ไม่จำเป็น

การจงใจพูดถึงบุคคลที่สาม เช่น แฟนเก่า หรือคนที่เขาชื่นชม เพื่อทำให้เป้าหมายรู้สึกไม่มั่นคงและต้องแข่งขัน เป็นการสร้างเกมชิงดีชิงเด่นที่ไม่จำเป็น

ดร.ภาวิตา   จากศูนย์ให้คำปรึกษาครอบครัว มูลนิธิเสริมสร้างครอบครัวไทย อธิบายว่า “Triangulation เป็นการนำบุคคลที่สามเข้ามาในความสัมพันธ์ เพื่อสร้างความรู้สึกไม่มั่นคงและการแข่งขัน ทำให้เหยื่อพยายามหาทางเอาชนะคู่แข่งที่ไม่มีตัวตน”

การศึกษาจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่า เทคนิคนี้เป็นสาเหตุหลักของความขัดแย้งในความสัมพันธ์ และทำให้เกิดความเครียดทางจิตใจระยะยาว

“ความสัมพันธ์ที่มั่นคงคือการที่เราเป็นทีมเดียวกัน ไม่ใช่คู่แข่งกันเอง” ดร.ภาวิตาเน้นย้ำ “หากพบว่าถูกเปรียบเทียบกับคนอื่นเป็นประจำ ควรตั้งคำถามกับคุณภาพของความสัมพันธ์นั้น”

11. การเรียนรู้ที่จะเดินออกมา – ทักษะสำคัญที่สุดในการปกป้องตัวเอง

ข้อสุดท้ายและสำคัญที่สุด คือการตระหนักรู้เมื่อกำลังเผชิญหน้ากับพลังงานลบ และมีความกล้าหาญที่จะเดินออกมา

ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล   ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสุขภาพจิตแห่งชาติ กล่าวสรุปว่า “การรู้จักเทคนิคเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อใช้ในการทำร้ายผู้อื่น แต่เพื่อเป็นเครื่องมือในการปกป้องตัวเอง เมื่อตระหนักว่ากำลังตกเป็นเหยื่อของการจัดการทางจิตวิทยาในทางลบ สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักตัวเองมากพอที่จะเดินออกมา”

การสำรวจจากกรมสุขภาพจิตเผยว่า คนไทยร้อยละ 72 ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังตกเป็นเหยื่อของการควบคุมทางจิตวิทยา และร้อยละ 58 ไม่รู้วิธีการปกป้องตัวเอง ดร.สุรพลจึงแนะนำให้มีการศึกษาและเผยแพร่ความรู้เรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง

“หน้าที่ของเราไม่ใช่การต่อสู้หรือเปลี่ยนแปลงคนที่ใช้เทคนิคเหล่านี้ แต่เป็นการปกป้องพื้นที่ปลอดภัยของเราเอง และเลือกใช้เวลากับคนที่ทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเองอย่างแท้จริง” ดร.สุรพลกล่าวทิ้งท้าย

สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทยประกาศจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาเรื่องจิตวิทยาสายดาร์ก โดยเปิดให้บริการสายด่วน 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้คำปรึกษาและช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาดังกล่าว พร้อมทั้งมีแผนจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ ครู และผู้ปกครองทั่วประเทศในปี 2569

ข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่ทุกคนในสังคมไทยควรรับทราบ เพื่อสร้างสังคมที่มีสุขภาพจิตที่ดีและปลอดภัยจากการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจในทางลบ การศึกษาและการตระหนักรู้เป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องตัวเองและคนที่เรารักจากภัยเหล่านี้