เอ จักรพรรดิ ออกโรง! เผยความจริง ” น้ำล้างดวงไหลเป็นสีดำ” หลังโดนจับใส่รายชื่อ “ผู้วิเศษคนที่ 4” พร้อมประกาศหยุดทำพิธีถาวร

หลังจากโซเชียลเดือดเมื่อ “เอ จักรพรรดิ” ถูกจับใส่รายชื่อเป็นผู้วิเศษรายที่ 4 ต่อจาก หมอบี, เจน ญาณทิพย์, และ อ.เชียง ด้วยการทำพิธีกรรมต่างๆ นานา ทั้งฝากดวง, น้ำล้างดวงไหลเป็นสีดำ, และขายยาเบาหวาน รวมถึงภาพถ่ายที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นการแสดงตนเป็นจักรพรรดิ วันนี้เจ้าตัวได้ออกมาชี้แจงความจริงครั้งแรกในรายการ “โหนกระแส”

Table of Contents

ยอมรับความผิดพลาด แต่ยืนยันไม่เคยตั้งตนเป็นผู้วิเศษ

ในการสัมภาษณ์กับ หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ผู้ดำเนินรายการ “เอ จักรพรรดิ” ได้เปิดใจเล่าเรื่องราวความเป็นมาของตนเอง พร้อมยอมรับข้อผิดพลาดในหลายเรื่อง

“ผมไม่เคยตั้งตนเป็นผู้วิเศษ แต่ต้องยอมรับว่ามีหลายอย่างที่ผมทำแล้วอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด” เอกล่าว

เขาเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ต้องมาเป็น “อาจารย์” ว่าเดิมเป็นนักขายสบู่ที่ประสบความสำเร็จ สามารถทำรายได้ถึง 300 ล้านบาทในปีหนึ่ง แต่เมื่อธุรกิจล้มเหลวและถูกฟ้องล้มละลาย จึงหันมาศึกษาโหราศาสตร์และเปลี่ยนศาสนาจากพุทธเป็นพราหมณ์ฮินดู

เผยความจริงเรื่อง “น้ำสีดำ” ที่สร้างความเข้าใจผิด

ประเด็นที่สร้างความฮือฮาในโซเชียลมากที่สุดคือเรื่อง “น้ำล้างดวงสีดำ” ที่เอต้องยอมรับว่าเป็นการที่ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลให้ครบถ้วน

“ต้องยอมรับครับว่าเราผิดจริง สาเหตุที่น้ำออกมาเป็นสีดำเพราะในพิธีกรรมมีการใช้ข้าวสารที่ย้อมสีม่วง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมของท่านพราหมณ์ แต่เราไม่ได้แจ้งให้ผู้ร่วมพิธีทราบล่วงหน้า” เอยอมรับ

เขาอธิบายว่าในพิธี “ประวิตระ ยาตรา” หรือการล้างดวงนั้น จะมีการใช้ข้าวสารย้อมสีต่างๆ ผสมกับน้ำส้มสายชู และเมื่อทำพิธีในหม้อกะรัต 108 หม้อ น้ำจึงออกมาเป็นสีดำ

“พอเราเห็นแบบนั้น เราก็ให้ภาพเล่าเรื่อง แต่ไม่ได้พูดทั้งหมด ยอมรับครับ แต่นี่คือพิธีกรรมจริงๆ ที่เราตั้งใจทำให้ดี”

ปมพรมแดงและการก้มกราบ – เหตุการณ์ที่ไม่ได้ตั้งใจ

ภาพที่สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือภาพที่เอเดินบนพรมแดง พร้อมมีคนก้มกราบ ซึ่งเขาอธิบายว่าเป็นเหตุการณ์เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

“โดยปกติแล้วที่เทวาลัยของเราจะมีการจัดพิธีอยู่ และพิธีจำเป็นต้องมีการปูพรม ตอนขับรถเข้ามาจอดแล้วเดินลงมา ผมตกใจเหมือนกัน เพราะเห็นคนคุกเข่ายาว ผมก็บอกให้เข้าไปนั่งข้างใน เพราะร้อน”

เขายืนยันว่าหลังเหตุการณ์นั้นได้แก้ไขทันที โดยไม่อนุญาตให้ใครนั่งกับพื้น และให้ยืนคุยกันแบบปกติ

ความหมายของชื่อ “จักรพรรดิ” – ไม่เกี่ยวกับอำนาจ

“คำว่าจักรพรรดิเป็นคำที่ผมตั้งใจบอกตัวเอง เตือนตัวเองว่าหนักแน่นนะ มุ่งมั่นนะ และมีจิตใจที่เข้มแข็ง เมื่อก่อนผมชื่อเอ นีออน ซึ่งมาจากแบรนด์สบู่ที่ผมขาย” เอชี้แจง

เขาเน้นว่าทุกครั้งที่เรียกตัวเองว่า “เอ จักรพรรดิ” เป็นการเตือนใจให้มีความเข้มแข็ง ไม่ได้มีความหมายเกี่ยวกับอำนาจหรือการตั้งตนเป็นจักรพรรดิแต่อย่างใด

ธุรกิจฝากดวง – จบแล้วตั้งแต่เดือนกรกฎาคม

เอเปิดเผยว่าได้หยุดรับฝากดวงไปแล้วตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 โดยไม่ได้เป็นเพราะกระแสวิพากษ์วิจารณ์

“เราหยุดก่อนกระแส สาเหตุที่หยุดคือเรารู้สึกว่าเราตั้งใจทำพิธีทุกอย่างให้ดีที่สุดสมกับที่ลูกศิษย์ไว้ใจเรา แต่เรารู้สึกว่ามันใหญ่กว่านี้ไม่ได้แล้ว มันใช้พราหมณ์มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว”

โครงสร้างราคาและพิธีกรรม

เอเผยรายละเอียดโครงสร้างราคาที่เคยทำ:

  • แพ็คเกจพิธีครบ: 999 บาท ได้รับของมงคล, พิธีกรรมที่อินเดีย, และพราหมณ์ทำพิธี 621 ท่าน
  • แพ็คเกจรายเดือน: 299 บาท สำหรับผู้ที่ไม่พร้อมจ่าय 999 บาท โดยจะได้รับของมงคลแต่ละเดือน
  • พระลักษณ์หน้าทอง: เก็บค่าครูเพียง 9 บาท แต่ใช้ทองคำแท้และเพชรแท้

ค่าธรรมเนียมทนายความ – ยังจ่ายให้ทนายตั้มแม้ติดคุกแล้ว

ประเด็นที่น่าสนใจคือเอยอมรับว่ายังคงจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับ ทนายตั้ม แม้ทนายตั้มจะถูกจำคุกไปแล้ว โดยจ่ายเดือนละแสนกว่าบาท

“เราไม่รู้เหมือนกันครับ เพราะมันมีสัญญาว่า 3 ปี เราก็คิดว่าเราต้องจ่ายตามสัญญา เราก็จ่ายไปแบบนี้” เอให้เหตุผล

การขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร – ยอมรับอาจโฆษณาเกินจริง

เรื่องการขาย “ญาปัญ” หรือที่หลายคนเรียกว่ายาเบาหวาน เอยอมรับว่าอาจมีการสื่อสารที่ทำให้เข้าใจผิด

“จริงๆ ต้องขอบคุณที่ติงมา เพราะตัวผมเอง เวลาอยากนำเสนอสินค้า อาจลืมดูว่าคำพูดบางคำอาจเกิดการตีความหรือเกินไป สิ่งไหนแก้ไขได้จากนี้ก็พร้อมแก้ไขทุกอย่าง”

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ

ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา หรือ “มหาหมี” รองประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม วิเคราะห์ว่าสิ่งที่เอทำอยู่ในกรอบลัทธิความเชื่อ แต่ต้องระวังการโฆษณาที่อาจเกินจริง

“สิ่งที่อาจารย์เอทำ มันคาบเกี่ยวระหว่างลัทธิกับศาสนา เป็นศาสนาพราหมณ์ฮินดู แต่ต้องระวังเรื่องการโฆษณา เพราะมีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่เข้มงวด”

ทนายสายหยุด เพ็งบุญชู ทนายปัจจุบันของเอ มองว่าไม่ถึงกับเข้าข่ายหลอกลวง แต่อาจมีเรื่องการโฆษณาเกินจริงบ้าง

การใช้สัญลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ประเด็นที่น่าติดตามคือการใช้หน้ากากทองคำ คฑาพระพรหม และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างๆ ซึ่งมหาหมีเตือนว่าต้องระมัดระวัง

“หน้ากากทองคำแบบนี้ สิ่งเดียวที่เขาใช้กันอยู่คือกษัตริย์ในสมัยอยุธยาที่ท่านสวรรคต การใช้สัญลักษณ์เหล่านี้อาจถูกเชื่อมโยงกับการแสดงตนเป็นชนชั้นสูงได้”

เอชี้แจงว่าหน้ากากทองคำเป็นงานศิลปะที่สั่งทำเป็นพิเศษ มูลค่าหลายแสนบาท และใช้ทองคำแท้ เพชรแท้ เป็นการแสดงความรักและศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ประกาศเลิกเป็นอาจารย์ พร้อมกลับไปขายสบู่

จุดสำคัญที่สุดของการสัมภาษณ์คือการที่เอประกาศว่าพร้อมเลิกเป็นอาจารย์และกลับไปทำธุรกิจขายสบู่แบบเดิม

“ผมเลิกได้ เลิกได้เลยครับ ไม่ทำพิธีได้เลย ตั้งแต่ผมออกมาทำ ผมแจ้งลูกศิษย์ไว้แล้วว่าผมอยากสร้างอะไรต่อไปนี้ ผมจะมาขายของแล้ว”

เขาเผยว่าจะใช้เพจ “เอ จักรพรรดิ” ที่มีผู้ติดตาม 2.5 ล้านคน ในการขายสบู่นีออนที่เคยประสบความสำเร็จ โดยลดราคาจาก 250 บาทต่อก้อน เป็น 3 ก้อน 105 บาท

ข้อความขอโทษและขอบคุณ

ในท้ายที่สุด เอได้กล่าวขอโทษและขอบคุณต่อหน่วยงานสื่อมวลชนและประชาชน

“กราบขออภัยทุกครั้งหากมีสิ่งใดก็ตามที่ผมทำผิดพลาดประการใด และกราบขอบพระคุณทุกเพจ ทุกสำนักข่าว ที่ทำให้มีเรื่องราวเหล่านี้และทำให้ผมได้มีโอกาสมานั่งชี้แจง จากนี้น่ารักกับผมหน่อยนะครับ”

ผลกระทบต่อวงการผู้วิเศษ

การออกมาชี้แจงของเอ จักรพรรดิ ครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดเผยกลไกการทำงานของ “วงการผู้วิเศษ” ให้สาธารณชนได้เห็นอย่างชัดเจน ตั้งแต่การตั้งราคา, การสร้างบรรยากาศ, การใช้สัญลักษณ์, ไปจนถึงเทคนิคการขายที่อาศัยความเชื่อของผู้คน

นอกจากนี้ยังเป็นการเตือนใจให้ประชาชนมีวิจารณญาณในการเลือกใช้บริการประเภทนี้ และเข้าใจว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่ดูเหมือนมหัศจรรย์อาจมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์หรือเทคนิคเฉพาะที่อยู่เบื้องหลัง

อนาคตของเอ จักรพรรดิ

ด้วยการประกาศเลิกเป็นอาจารย์และหยุดทำพิธีกรรมใดๆ เอ จักรพรรดิ จะกลับไปสู่อัตลักษณ์เดิมในฐานะนักขายสบู่มากกว่าผู้วิเศษ อย่างไรก็ตาม เขายังคงเปิดให้ตรวจสอบจากหน่วยงานราชการและพร้อมรับผิดชอบหากมีข้อผิดพลาดใดๆ

การสัมภาษณ์ครั้งนี้จึงนับเป็นจุดสิ้นสุดของยุค “เอ จักรพรรดิ ผู้วิเศษ” และเป็นจุดเริ่มต้นของ “เอ นักขายสบู่” อีกครั้ง พร้อมด้วยบทเรียนมากมายที่ทั้งตัวเขาเองและสังคมไทยได้รับจากประสบการณ์นี้