นางสาวมยุรี เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดว่า หลังจากร้านอาหารของเธอชื่อ “999” เลขที่ 535/48 หมู่ 1 ตำบลเขาน้อย อำเภอปราณบุรี ได้ปิดกิจการไปแล้วกว่า 1 อาทิตย์ ต่อมาในวันที่ 17 กันยายน 2568 เวลา 21.30 น. พันตำรวจโทนายดังกล่าวได้นำชายฉกรรจ์จำนวน 12 คน ที่แต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้ามาตรวจค้นร้านอาหารของเธอ
“ตอนนั้นร้านปิดไปแล้ว เราใช้เป็นที่พักผ่อน แต่เขาก็เข้ามาพูดจาข่มขู่และขอตรวจค้นร้าน” นางสาวมยุรีกล่าวด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด “หลังจากตรวจค้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมายใดๆ แต่ฉันก็รู้สึกงงมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”
การเรียกส่วยและการข่มขู่
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีต้นกำเนิดมาจากการที่นางสาวมยุรีปฏิเสธที่จะจ่าย “ส่วย” ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมีนักข่าวท้องถิ่นรายหนึ่ง ที่เธอทราบแต่เพียงชื่อว่า “นายสมบัติ” เป็นคนกลางในการติดต่อ
“เขาบอกให้ฉันจ่ายสวยให้กับนักข่าวและตำรวจเดือนละ 6,000 บาท” นางสาวมยุรีเล่า “แต่ฉันปฏิเสธ เพราะเพิ่งเปิดร้านได้แค่ 5-6 เดือน อยากขอเวลาทำมาหากินก่อน”
การปฏิเสธครั้งนี้ทำให้เกิดความไม่พอใจจากฝ่ายตำรวจ ซึ่งนำไปสู่การกลั่นแกล้งในรูปแบบต่างๆ นางสาวมยุรีเล่าว่า นายตำรวจรองผู้กำกับคนนี้เคยนำตัวเธอเข้าไปใน safe house แห่งหนึ่ง และเอ่ยปากขอเงินจำนวน 50,000 บาท
การกินฟรีและไม่จ่ายเงิน
หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว รองผู้กำกับสืบสวนคนนี้ได้พาลูกน้องมานั่งกินที่ร้านถึง 2 ครั้ง โดยครั้งแรกมีค่าใช้จ่าย 5,000 บาท และครั้งที่สอง 8,000 บาท แต่กลับไม่จ่ายเงิน พร้อมบอกให้ทางร้านดูแลให้
“เขาบอกว่าให้ร้านดูแล ไม่ต้องจ่ายเงิน นี่คือสิ่งที่ทำให้ฉันเจ็บใจมาก” นางสาวมยุรีกล่าว
การข่มขู่พนักงานสาว
สิ่งที่ทำให้นางสาวมยุรีเจ็บปวดใจที่สุดคือการที่รองผู้กำกับสืบสวนคนนี้ได้ข่มขู่และบังคับพนักงานสาวในร้านของเธอให้ออกไปร่วมหลับนอน โดยไม่จ่ายค่าตัวให้
“เด็กสาวคนนี้กลับมาและขอลาออกจากงานทันที เพราะถูกนายตำรวจคนนี้ข่มขู่ขณะที่นำตัวไปร่วมหลับนอน” นางสาวมยุรีเล่าด้วยความเศร้าโศก “นี่คือสิ่งที่ฉันยอมไม่ได้”
การใช้สื่อเป็นเครื่องมือกดดัน
เมื่อนางสาวมยุรีปฏิเสธที่จะจ่ายสวย นักข่าวท้องถิ่นที่เป็นหน้าม้าก็ได้นำเรื่องราวของร้านไปลงในเพจสื่อสังคมออนไลน์ โดยกล่าวหาว่าร้านมีต่างด้าว หรือเปิดเกินเวลา
“ทั้งๆ ที่ร้านของฉันมีใบอนุญาตถูกต้องครบถ้วน เปิด-ปิดตามเวลาที่กำหนด ไม่เกินเที่ยงคืน” นางสาวมยุรีชี้แจง “แต่เขาก็ยังหาเรื่องใส่ร้าย เพื่อกดดันให้ฉันยอมจ่ายสวย”
ความกว้างขวางของปัญหา
นางสาวมยุรีเปิดเผยว่า เธอได้ทราบมาว่าไม่เฉพาะร้านของเธอเพียงร้านเดียว แต่รองผู้กำกับสืบสวนคนนี้ได้ตระเวนเดินสายเก็บสวยจากร้านอาหารทุกร้านในเขตพื้นที่ที่เขารับผิดชอบ
“ฉันทราบมาว่าเขาทำแบบนี้กับร้านอาหารหลายร้านในพื้นที่” เธอกล่าว “นั่นเป็นเหตุผลที่ฉันตัดสินใจเปิดหน้าชน เพราะไม่เกรงกลัวอิทธิพลแล้ว และต้องการให้เกิดความยุติธรรม”
การดำเนินคดีเบื้องต้น
นางสาวมยุรีได้ลงประจำวันไว้ที่โรงพักเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 เป็นหลักฐาน แต่เธอเกรงว่าตำรวจด้วยกันจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จึงตัดสินใจมาขอความช่วยเหลือจากทนายความ
“ฉันถูกนายตำรวจระดับรองผู้กำกับคนนี้บีบคั้นจนไม่มีที่ทำมาหากิน” เธอกล่าวอย่างเจ็บปวด “วันนี้จึงต้องเดินทางมาร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับทนายรัชพล”
ความเห็นทางกฎหมายจากทนายความ
ทนายรัชพล ศิริสาคร ให้ความเห็นเกี่ยวกับคดีนี้ว่า จะเริ่มต้นเข้าไปดูรายละเอียดของสำนวนคดี เพราะผู้เสียหายได้เพียงแค่ลงประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ทั้งๆ ที่มีความประสงค์จะดำเนินคดีกับนายตำรวจคนนี้
“เบื้องต้นจากการดูเอกสารหลักฐานแล้ว การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายมาตรา 157 บุกรุกข่มขู่” ทนายรัชพลอธิบาย “การจะเข้าตรวจค้นสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง จะต้องมีหมายศาล”
ทนายรัชพลชี้แจงเพิ่มเติมว่า หากเป็นสถานบันเทิงที่ยังเปิดกิจการอยู่ เจ้าหน้าที่ก็มีอำนาจในการตรวจค้นได้ แต่ในกรณีนี้ร้านปิดกิจการไปแล้ว จึงถือว่าเป็นสถานที่ส่วนบุคคล ไม่สามารถเข้าไปตรวจค้นแบบนี้ได้
การกระทำที่เกินเลยกฎหมาย
“ผมมองว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจคนนี้เป็นการกระทำที่เกินเลยและผิดกฎหมาย” ทนายรัชพลกล่าวอย่างชัดเจน “จะพาผู้เสียหายไปร้องขอความเป็นธรรมที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อให้ดำเนินการช่วยเหลือในเรื่องนี้”
ผลกระทบต่อธุรกิจและการดำรงชีวิต
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการดำรงชีวิตและธุรกิจของนางสาวมยุรี ร้านอาหารที่เคยเป็นแหล่งรายได้หลักต้องปิดตัวลง ทำให้เธอไม่มีที่ทำมาหากิน
“ฉันเปิดร้านอาหารเพื่อหาเลี้ยงชีพอย่างสุจริต มีใบอนุญาตถูกต้องครบถ้วน แต่กลับต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้” เธอกล่าว “ทำให้ฉันรู้สึกเอื่อมระอากับระบบความยุติธรรม”
การเรียกร้องความยุติธรรม
นางสาวมยุรีแสดงความมุ่งมั่นในการต้องการความยุติธรรม โดยไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ เธอหวังว่าการเปิดเผยเหตุการณ์ครั้งนี้จะทำให้เกิดการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาในระบบ
“ฉันไม่เกรงกลัวอิทธิพลแล้ว เพราะถูกบีบคั้นจนไม่มีที่ไป” เธอกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว “หวังว่าการร้องเรียนครั้งนี้จะทำให้เกิดความยุติธรรม และไม่ให้ใครต้องมาเจอเหตุการณ์แบบเดียวกับฉันอีก”
บทบาทของสื่อมวลชนในการเฝ้าระวัง
เหตุการณ์ครั้งนี้ยังเป็นตัวอย่างให้เห็นถึงการใช้สื่อในทางที่ผิด โดยมีนักข่าวท้องถิ่นบางคนที่กลายเป็นหน้าม้าในการเรียกสวย และใช้อำนาจสื่อเป็นเครื่องมือกดดันผู้ประกอบการ
การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่ทำลายความน่าเชื่อถือของสื่อมวลชน แต่ยังเป็นการละเมิดจริยธรรมในวิชาชีพอย่างร้ายแรง สื่อมวลชนที่มีความรับผิดชอบควรทำหน้าที่เป็นเสียงของประชาชน ไม่ใช่เป็นเครื่องมือของผู้มีอิทธิพล
ความหวังในการปฏิรูประบบ
คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาโครงสร้างในระบบความยุติธรรม ที่ยังคงมีเจ้าหน้าที่บางคนที่ใช้อำนาจในทางที่ผิด การแก้ไขปัญหาจึงต้องเริ่มต้นจากการสร้างกลไกการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ และการลงโทษที่รุนแรงเพื่อให้เป็นบทเรียน
ขั้นตอนการดำเนินคดีต่อไป
ทนายรัชพลได้วางแผนการดำเนินคดีไว้อย่างชัดเจน โดยจะนำผู้เสียหายไปยื่นคำร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการสอบสวนและดำเนินคดีอย่างยุติธรรม
“เราจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะนี่เป็นเรื่องของความยุติธรรมและการคุ้มครองสิทธิของประชาชน” ทนายรัชพลกล่าว
บทสรุป
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนางสาวมยุรีเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้อำนาจในทางที่ผิดของเจ้าหน้าที่บางคน การเรียกสวย การข่มขู่ และการใช้อำนาจบีบคั้นผู้ประกอบการ เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมที่ปกครองด้วยกฎหมาย
ความกล้าหาญของนางสาวมยุรีในการเปิดเผยเหตุการณ์และยื่นคำร้องเรียน แม้จะเสี่ยงต่ออันตรายต่างๆ เป็นสิ่งที่ควรยกย่องและสนับสนุน เพราะเป็นก้าวแรกในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในระบบ
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคดีนี้จะได้รับการพิจารณาอย่างยุติธรรม และจะเป็นบทเรียนให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคนได้ตระหนักถึงหน้าที่และความรับผิดชอบในการรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่การใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือการกดขี่ผู้อื่น