“แม่เม้า สุดา ชื่นบาน” ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล – ขับร้อง) ประจำปี พ.ศ. 2563 และ “ต๋อย วิชัย ปุญญะยันต์” หัวหน้าวงดนตรีพิงค์แพนเตอร์ เดินทางมาให้การกับเจ้าหน้าที่สืบสวนที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรอหมายเรียกจากตำรวจ
ทั้งคู่ต้องการชี้แจงเหตุการณ์หลังจากถูกกล่าวหาว่าได้รับเงิน 4 แสนบาทจากวัดพระบาทน้ำพุอย่างไม่เหมาะสม โดยทั้งสองยืนยันว่าเงินดังกล่าวเป็นค่าจ้างสำหรับการแสดงคอนเสิร์ตการกุศลตามปกติ ไม่ใช่การสูบเงินวัดตามที่มีข่าวออกมา
วิชัย เผยรายละเอียดการรับจ้างและการแจกจ่ายเงิน
ต๋อย วิชัย ปุญญะยันต์ ได้อธิบายรายละเอียดการรับเงินค่าจ้างว่า “วันนี้ก็เอาหลักฐานการโอนเงินค่าใช้จ่ายในการเล่นดนตรีมาให้ เป็นเหมือนกับค่าจ้าง ชัดเจนมาก มีทั้งโอนเข้ามาเป็นก้อนเพื่อไปแจกลูกน้อง ประมาณ 4 แสนกว่าบาทก็แจกจ่ายลูกน้องไป ตัวเองก็เหลืออยู่ 5 หมื่นกว่าบาท”
เขาเผยว่าการโอนเงิน 4 แสนบาทเกิดขึ้นครั้งเดียว ในช่วงที่จัดคอนเสิร์ตให้กับนักร้องในช่วงโควิด-19 เมื่อนักศิลปินไม่มีงาน โดยเป็นฟรีคอนเสิร์ตที่ไม่มีการขายบัตร และได้เชิญแม่เม้า รวมถึงศิลปินอื่นๆ มาร้องเพลงในคอนเสิร์ตการกุศลดังกล่าว
เงิน 4 แสนไม่ใช่จำนวนที่มากเมื่อเทียบกับขนาดวง
วิชัยอธิบายเพิ่มเติมว่า “เงิน 4 แสนนี่ก็ไม่ใช่ว่าเยอะนะ เพราะมีดนตรีกว่า 40 ชิ้น เป็นวงออเคสตร้า คนละ 8 พันบ้าง 3 พันบ้าง ตัวผมเป็นคอนดักเตอร์ได้ 2 หมื่น ร้องด้วยก็ได้อีก 2 หมื่น คือค่าแรงชัดเจน”
เขายืนยันว่ามีหลักฐานสเตทเมนต์การโอนเงินเข้ามาจำนวน 4.7 แสนบาท และได้โอนให้กับนักดนตรีทันที “เพราะฉะนั้นไม่ใช่คนที่มาสูบเงินวัดเด็ดขาด ผมจัดคอนเสิร์ตให้วัดมาเป็นสิบปี ผมบริจาคให้มาตลอด แต่ตอนนี้มีข่าวที่พูดถึงเราไม่ดี คำว่าสูบเงินวัดฟังแล้วมันปวดหัวใจนะ”
คนกลางเป็นเพื่อนเก่าแก่กว่า 30 ปี
วิชัยเผยว่าคนกลางที่ทำการโอนเงินมาให้เป็นเพื่อนของเขาเอง ซึ่งเป็นคนแต่งเพลงให้วงมากว่า 30 ปีแล้ว และเขาได้ไปรู้จักกับหลวงพ่อ “เราก็เห็นท่านทำอะไรเยอะ ตอนนั้นเราทุกคนมองท่านเป็นพระเอก แต่ตอนนี้ผมก็จะไม่พูด ผมจะขอพูดในส่วนของผมที่มีคนพูดถึงและคณะนักร้องที่ว่าไปสูบเงินวัด อันนี้ฟังแล้วมันปวดหัวใจ”
แม่เม้าอธิบายระบบการจ้างวงและการแจกจ่ายเงิน
แม่เม้า สุดา ชื่นบาน ได้อธิบายเรื่องระบบการจ้างวงว่า “ป้าขออธิบายว่าสมมติหนูมาจ้างวงป้าไปเล่นดนตรี เราตกลงกันไปเป็นเงินเท่านี้ คนรับคนเดียวคือต๋อย เขาก็จะไปแจกแจงว่าดนตรีกี่ชิ้น นักร้องกี่คน ส่วนใหญ่เขาจะขอก่อนว่างานนี้ๆ ช่วยนะ พี่ได้ค่าน้ำมันรถเท่านี้นะ เพราะมันจะไม่ได้อย่างที่เราร้องปกติ ก็จะได้แค่ค่าน้ำมันรถ”
เธอเผยว่าต๋อยเป็นคนทำเพลงทั้งหมด 30 กว่าเพลง และต้องไปซ้อมที่บ้านเขา โดยเน้นย้ำว่าพวกเขาไม่ได้ทำงานเพียงงานเดียว แต่มีงานการกุศลหลายแห่ง เช่น โรงพยาบาลปิยะเวท สมาคมดนตรี โซนิค ยูท และงานสวนดอกที่จะไปแสดงในวันที่ 25 ตุลาคมนี้
ยืนยันเป็นฟรีคอนเสิร์ตไม่เคยขายบัตร
วิชัยยืนยันว่า “งานการกุศลที่ผ่านมาทั้งหมด ผมอาสาจัดเองทั้งนั้น แต่กับทางวัดพระบาทน้ำพุทางวัดเป็นคนแจ้งมา ก็แค่ครั้งเดียวครับ แต่ครั้งอื่นๆ ที่จัดก็คือผมจัดเอง เพราะเห็นกิจสงฆ์ของท่านก็เกิดความศรัทธา แล้วก็จะมอบให้วัดทุกปี ปีละแสนกว่าบาทบ้าง ห้าหมื่นบ้าง”
เขาอธิบายว่าไม่สามารถให้วัดเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ เพราะมีต้นทุนในการจัดงาน ค่าเครื่องเสียง ค่าสถานที่ ค่าเช่าต่างๆ และแม้แต่เพลงที่นำมาร้องก็ต้องขอจากเจ้าของเพลง สำหรับคอนเสิร์ตที่จัดกับวัดพระบาทน้ำพุไม่เคยมีการขายบัตร และจัดมาหลายงาน โดย 3 ครั้งสุดท้ายคืองานวันภาษาไทยแห่งชาติ
ไม่เคยพบหลวงพ่อและไม่เคยไปวัด
น่าสนใจที่วิชัยเผยว่า “ผมยังไม่เคยเจอหลวงพ่อเลยวันนั้น และผมไม่เคยไปที่วัดเลย เคยไปแต่ที่ไร่ เล่นครั้งเดียวเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2566” เขาประมาณว่าการจัดคอนเสิร์ตการกุศลน่าจะมากกว่า 7 ครั้ง แต่ที่จัดร่วมกับวัดจำไม่ได้แน่ชัด ที่ชัดเจนคือ 3 ครั้งล่าสุด โดยเขาได้แยกส่วนเงินที่จะให้กับวัดไว้หนึ่งแสนบาท
โต้กลับข้อกล่าวหาจาก “ทิดอลงกต”
แม่เม้าแสดงความไม่พอใจต่อผู้ให้สัมภาษณ์ที่กล่าวหาพวกเขา “เราฟังจากคนที่ให้สัมภาษณ์นะ เรารู้สึกว่าคุณดูถูกพวกเรานักร้อง นักดนตรีเกินไป เหมือนใส่ความว่าเราไปได้อะไรต่ออะไร ป้าก็เลยบอกว่าอยากมา วินัยก็ด้วย”
เธอเน้นว่า “เราไม่สามารถรู้ได้ว่าหลวงพ่อจะไปบอกใครต่อใครว่าให้วงพิงค์แพนเตอร์เท่านั้นเท่านี้ แต่เรารับมาจำนวนที่คุยกันไว้เท่านั้น แต่นายอลงกตบอกว่าพวกเราไปเรียกเงินเขาเหรอ ทุเรศ ไอ้ 4 แสนเนี่ยเหรอ”
วิชัยเสริมว่า “ไม่ใช่เรียกเงินครับ คือเสียใจก็ส่วนนึงนะ เพราะที่เราทำไปเราไม่รู้หรอกว่าท่านทำยังไงข้างหลังมา ทราบแต่ว่าท่านจัดคอนเสิร์ตเพื่อให้คนดูมาดู และให้หานักร้องดีๆ มาให้คนฟัง และไม่ใช่เฉพาะเรานะครับ ท่านจัดคอนเสิร์ตมาเยอะแยะแล้ว ของเราคือปีละครั้งเท่านั้นเอง”
ไม่สามารถคืนเงินได้เพราะแจกจ่ายหมดแล้ว
เมื่อถูกถามเรื่องการคืนเงิน แม่เม้าตอบชัดเจนว่า “ถ้าจำเป็นต้องคืนเงิน คืนไม่ได้ เราจ่ายค่านักร้อง นักดนตรีไปหมดแล้ว จะเอาที่ไหนมาคืนล่ะลูก ส่วนตัวที่ป้าได้มามันก็น้อยนิดนะลูก”
เธอเน้นว่า “แต่ที่รองเต่า (พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว) ท่านบอกว่าคนที่ได้เงินไปต้องเอามาคืน อันนี้มันคนอื่น ไม่เกี่ยวกับเรา คนอื่นอาจจะไปขอเงินท่าน 3-4 ล้านก็ไม่เกี่ยวกับเรา เรารับส่วนที่เราได้”
วิชัยเน้นย้ำเป็นค่าจ้างตามปกติ ไม่ใช่เงินบริจาค
วิชัยยืนยันอีกครั้งว่า “คือส่วนนี้เป็นส่วนที่เราทำงาน ค่าจ้างเขียนเพลง เพลงละ 2,500 ค่าคอนดักเตอร์ 2 หมื่น ผมคืนไม่ได้หรอก เพราะเอาไปใช้หมดแล้ว 4 แสนนี่ก็คือมันมีตัวเลขว่าค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ เครื่องสายเท่าไหร่ เครื่องเป่าเท่าไหร่ ค่านักดนตรีพวกเราเท่าไหร่ มันจะมีตัวเลขมา”
เขาเน้นย้ำจุดสำคัญว่า “4 แสนนี่ไม่ใช่เราต้องให้วัดนะ วัดต้องให้เรา เพื่อจะเอามาจ่ายให้มันเกิดงานขึ้น ก็ 4 แสนต่อปี คนที่มาดูส่วนใหญ่ก็จะเป็นลูกศิษย์ท่าน แล้วถ้าเกิดจะบริจาคก็ไปบริจาคกับท่านโดยตรงเลย เราไม่เกี่ยว”
ประสบการณ์ 57 ปีในวงการเพลง
วิชัยแสดงความรู้สึกเจ็บใจกับข้อกล่าวหา “ผมอยากจะถาม ผมทำงานอาชีพนี้มาทั้งหมด แม่เม้าไม่ต้องพูดถึง แม่เม้าเป็นนักร้อง ผมเป็นนักดนตรี ผมก็เป็นนักร้องมีเพลงดังกับเขาเพลงเดียว แต่ผมก็ทำมาหากินตลอด 57 ปีนะครับ ผมทำทุกสิ่งทุกอย่างคืออาชีพของผม อาชีพเดียวนะ”
เขาปิดท้ายด้วยคำพูดที่แสดงความเจ็บใจ “แต่เพียงแค่คนๆ เดียวที่พูดจาถึงผมไม่ดีว่าสูบเงินวัด คุณเรียกเขามาถามบ้างไหม ผมขอพูดแค่นี้ครับ”
บทสรุป
กรณีข้อกล่าวหาที่ “แม่เม้า สุดา ชื่นบาน” และ “ต๋อย วิชัย ปุญญะยันต์” ถูกกล่าวหาว่าสูบเงินวัดพระบาทน้ำพุจำนวน 4 แสนบาท ทั้งสองฝ่ายได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่าเงินดังกล่าวเป็นค่าจ้างสำหรับการแสดงคอนเสิร์ตการกุศลตามปกติ โดยมีหลักฐานการโอนเงินและการแจกจ่ายให้นักดนตรีทุกคน
ทั้งสองเน้นย้ำว่าไม่เคยมีการขายบัตรในคอนเสิร์ตใดๆ และเป็นงานการกุศลที่จัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือนักศิลปินในช่วงโควิด-19 พร้อมกับแสดงความเสียใจที่ถูกใส่ร้ายป้ายสี หลังจากทำงานในวงการมายาวนานและมีเพียงการทำงานอาชีพเป็นหลัก
ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทั้งสองฝ่ายได้ให้ความร่วมมือในการชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่ เพื่อให้สาธารณชนได้ทราบถึงความจริงที่เกิดขึ้น