“ทนายพัช” เปิดคดีใหญ่ ทนายชื่อดังใช้บัตรประชาชน 2 ชุด “พฤติกรรมคล้าย 18 มงกุฎ” ซ้ำยังสมัครนายกสภาทนายความต่อเนื่อง

วันที่ 7 กันยายน 2568 กลายเป็นวันที่วงการกฎหมายไทยต้องเผชิญกับคดีที่น่าตกใจ เมื่อนางสาวธันย์นิชา เอกสุวรรณวัฒน์ หรือที่รู้จักในนาม “ทนายพัช” เดินทางมายังสถานีตำรวจนครบาลบางเขน เพื่อแจ้งความร้องขอให้มีการตรวจสอบประวัติของทนายความชื่อดังรายหนึ่ง ที่เธอสงสัยว่ามีการใช้เลขบัตรประชาชนถึง 2 ชุด โดยมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน

จุดเริ่มต้นของการค้นพบความผิดปกติ

ความผิดปกติเริ่มต้นขึ้นในปี 2562 เมื่อทนายพัชได้รับมอบหมายจากลูกความให้ดำเนินคดีหมิ่นประมาทกับทนายความรายหนึ่ง ในขณะที่เธอกำลังเตรียมเอกสารการฟ้องร้อง ได้ตรวจสอบข้อมูลผู้ถูกฟ้องอย่างละเอียด จนพบความผิดปกติที่น่าตกใจ

“ตอนแรกคิดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่พอไปตรวจสอบข้อมูลลึกๆ แล้ว พบว่าทนายคนนี้กลับกลายเป็นมี 2 บุคคล มีที่อยู่ทะเบียนบ้าน 2 ที่ โดยอีกคนหนึ่งเป็นเจ้าบ้าน อีกคนเป็นผู้อาศัย” ทนายพัชกล่าวในการให้สัมภาษณ์

สิ่งที่ทำให้เธอสงสัยมากขึ้นคือ ทั้ง 2 บุคคลนี้มีวันเดือนปีเกิดเหมือนกัน มีบิดามารดาคนเดียวกัน แต่มีเลขประจำตัวประชาชนที่แตกต่างกัน ซึ่งตามหลักการแล้วเลขประจำตัวประชาชนจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เป็นเลข 13 หลักที่มีตั้งแต่เกิด

การเปรียบเทียบกับคดี “18 มงกุฎ”

ทนายพัชได้เปรียบเทียบกรณีนี้กับคดีของ “ทิดจอร์จ” หรือพระอลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี ที่เคยเปลี่ยนชื่อนามสกุลและเลขบัตรประชาชนเพื่อหนีการเกณฑ์ทหาร และต่อมาจึงเปิดเผยความผิดมากมายของกลุม “18 มงกุฎ”

“เราเกรงว่าจะเป็นกรณีเดียวกัน คือการมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ในการใช้เอกสารปลอม หรือเอกสารที่มีความผิดปกติ” เธอกล่าวด้วยความกังวล

ความน่าสนใจของกรณีนี้คือ ทนายดังกล่าวได้ลงสมัครเป็นนายกสภาทนายความอย่างต่อเนื่องทุกปี และล่าสุดยังคงลงสมัครอยู่ ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าหากมีความผิดปกติในเรื่องประวัติส่วนตัว จะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือในการดำรงตำแหน่งสำคัญของวงการกฎหมายหรือไม่

การตรวจสอบประวัติการศึกษาและตำแหน่งงาน

นอกจากเรื่องบัตรประชาชนแล้ว ทนายพัชยังได้ตรวจสอบประวัติการศึกษาและการทำงานของทนายรายนี้อย่างละเอียด ซึ่งพบความผิดปกติหลายประการ

ประวัติการทำงานที่น่าสงสัย

จากการตรวจสอบพบว่า ทนายดังกล่าวเคยอ้างตำแหน่งว่าเป็น “อดีตรองนายกเรือนจำกลาง จังหวัดสมุทรปราการ” แต่เมื่อทนายพัชติดต่อไปยังเรือนจำเพื่อขอยืนยันข้อมูล กลับได้รับการตอบกลับว่าไม่มีตำแหน่งดังกล่าว โดยในเรือนจำมีเพียงตำแหน่ง “ผู้บัญชาการเรือนจำ” เท่านั้น

“นี่เป็นการแอบอ้างตำแหน่งที่ไม่มีจริง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่ซื่อสัตย์ในการนำเสนอประวัติส่วนตัว” ทนายพัชกล่าว

ข้อสงสัยเรื่องวุฒิการศึกษา

ในส่วนของวุฒิการศึกษา ทนายพัชได้ขอความร่วมมือจากอาจารย์ในมหาวิทยาลัยรามคำแหงเพื่อตรวจสอบประวัติการศึกษาของทนายรายนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยที่ปริญญานิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหงสามารถซื้อขายได้

“สมัยก่อนระบบการศึกษาไม่เข้มงวดเหมือนปัจจุบัน มีการซื้อขายปริญญาได้ และผู้ที่จบปริญญาตรีสามารถเป็นทนายความได้เลย ไม่เหมือนสมัยนี้ที่ต้องสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ” เธออธิบาย

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทนายรายนี้มีการแนะนำตัวในบางโอกาสว่ามีคำนำหน้าเป็น “ผศ.ดร.” และอ้างว่าจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี โท และเอก แต่กลับไม่ใช้คำนำหน้านี้ในการประกอบวิชาชีพทนายความ หากใช้เฉพาะในการทำธุรกรรมส่วนตัวเท่านั้น

ผลกระทบต่อลูกความและความยุติธรรม

ทนายพัชได้ตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับลูกความที่ใช้บริการของทนายรายนี้ในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความยุติธรรมที่ลูกความควรจะได้รับ

“คำถามสำคัญคือ ลูกความที่ว่าจ้างทนายท่านนี้ได้รับความยุติธรรมหรือไม่ หากมีการใช้เอกสารปลอมหรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องในการประกอบวิชาชีพ” เธอกล่าวด้วยความกังวล

การที่ทนายคนหนึ่งอาจมีประวัติที่ไม่โปร่งใสอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบยุติธรรม และอาจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับคู่ความฝ่ายตรงข้ามที่ต้องเผชิญกับทนายที่อาจใช้ข้อมูลเท็จในการดำเนินคดี

การดำเนินการของสภาทนายความ

ทนายพัชเผยว่า เมื่อเธอไปตรวจสอบที่สภาทนายความ พบว่าเลขประจำตัวประชาชนที่ปรากฏในระบบของสภาทนายความไม่ตรงกับข้อมูลในทะเบียนราษฎร์ และยังพบประวัติอาชีพที่ไม่เป็นความจริงด้วย

“สภาทนายความที่ผ่านมาไม่ได้ตรวจสอบอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่ทำให้บุคคลที่มีประวัติไม่โปร่งใสสามารถเข้ามาในระบบได้” เธอวิจารณ์

ทนายพัชได้ประกาศเจตนาที่จะทำหนังสือร้องเรียนไปยังนายกสภาทนายความคนใหม่ แต่ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการเลือกตั้งนายกสภาทนายความคนใหม่ จึงต้องรอให้กระบวนการเลือกตั้งเสร็จสิ้นก่อน

ความท้าทายในการพิสูจน์ข้อกล่าวหา

การดำเนินคดีในเรื่องนี้มีความซับซ้อนหลายประการ เนื่องจากต้องพิสูจน์ความเชื่อมโยงระหว่างบุคคล 2 คนที่มีข้อมูลส่วนตัวคล้ายกัน และต้องตรวจสอบว่าการใช้เอกสาร 2 ชุดนี้มีเจตนาทุจริตหรือไม่

ทนายพัชอธิบายว่า “การที่บุคคลหนึ่งมีเลขประจำตัวประชาชน 2 ชุด โดยที่ข้อมูลส่วนใหญ่เหมือนกัน แต่เลขประจำตัวต่างกัน นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในระบบราชการไทย เพราะเลขประจำตัวประชาชนควรจะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะบุคคล”

ผลกระทบต่อวงการทนายความ

คดีนี้อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อวงการทนายความไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความน่าเชื่อถือและการกำกับดูแลสมาชิก หากข้อกล่าวหาเป็นความจริง อาจทำให้ต้องมีการปรับปรุงระบบการตรวจสอบประวัติของผู้ประกอบวิชาชีพทนายความให้เข้มงวดมากขึ้น

ทนายพัชกล่าวว่า “เรื่องดังกล่าวจะต้องมีการกวาดล้างในบ้านตัวเองก่อน เพื่อให้วงการทนายความมีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือ”

การตอบสนองของผู้ถูกกล่าวหา

ณ เวลาที่ข่าวนี้ออกมา ทนายที่ถูกกล่าวหายังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นหรือให้การปฏิเสธต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว การเงียบของฝ่ายที่ถูกกล่าวหาทำให้เกิดการเก็งกำไรมากขึ้นในสังคม

ความเสี่ยงทางกฎหมายสำหรับผู้กล่าวหา

การออกมากล่าวหาในลักษณะนี้มีความเสี่ยงทางกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อหาหมิ่นประมาทหากไม่สามารถพิสูจน์ข้อกล่าวหาได้ แต่ทนายพัชแสดงความมั่นใจว่าเธอได้ศึกษากฎหมายคุ้มครองส่วนบุคคลมาพอสมควร

“ผมไม่กลัวถูกฟ้อง ไม่กลัวถูกแจ้งความกลับ เพราะสิ่งที่ผมทำคือการแสวงหาความจริงเพื่อความยุติธรรม” เธอกล่าวอย่างแน่วแน่

บทสรุปและความหมายต่อระบบยุติธรรม

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีระบบตรวจสอบที่เข้มงวดสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ เนื่องจากทนายความมีบทบาทสำคัญในระบบยุติธรรม การที่มีผู้ประกอบวิชาชีพที่มีประวัติไม่โปร่งใสอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบยุติธรรมโดยรวม

หากข้อกล่าวหาในครั้งนี้เป็นความจริง อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบการกำกับดูแลวิชาชีพทนายความให้มีความโปร่งใสและเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมในระยะยาว

การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ความจริงปรากฏและความยุติธรรมเกิดขึ้นอย่างแท้จริง

คดีนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่ข้อพิพาทระหว่างทนายความด้วยกัน แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของระบบยุติธรรมไทยโดยรวม และอาจกลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการพัฒนาระบบการกำกับดูแลวิชาชีพในอนาคต