ในเช้าวันนี้เวลา 10.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.1860/2567 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 8 ยื่นฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร ในฐานะจำเลย ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
ข้อกล่าวหาหลักในคดี คือการที่จำเลยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ประเทศเกาหลีใต้เมื่อปี พ.ศ. 2558 โดยมีเนื้อหาที่ถูกกล่าวหาว่ามีลักษณะพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ ในช่วงการพิจารณาคดี จำเลยได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาและยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่งศาลอนุญาตโดยกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล
การวิเคราะห์พยานหลักฐานของศาล
ความถูกต้องของคลิปวิดีโอ
ศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานของทั้งโจทก์และจำเลยอย่างละเอียด โดยเริ่มต้นจากการพิจารณาว่าจำเลยเป็นผู้ให้สัมภาษณ์ตามคลิปวิดีโอที่เป็นพยานหลักฐานหรือไม่ โจทก์ได้นำพยานซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและพยานปากนายอนันต์ เหล่าเลิศวรกุล มาเบิกความยืนยันว่าได้ดูคลิปวิดีโอแล้วเห็นว่าเป็นการกล่าวถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของจำเลยจริง แม้ว่าโจทก์จะไม่มีคลิปให้สัมภาษณ์ฉบับเต็มมาเป็นหลักฐาน
เมื่อพยานโจทก์ต่างยืนยันว่าคลิปวิดีโอเป็นคลิปให้สัมภาษณ์ของจำเลยบางช่วงบางตอน และเห็นว่าสามารถนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ส่วนจำเลยได้อ้างว่าเป็นการตัดต่อคลิปวิดีโอ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นการตัดต่อในส่วนใดและส่วนไหนไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงกับความจริง ศาลจึงเห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างโดยไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุน นอกจากนี้ จำเลยยังยอมรับว่าบุคคลและเสียงในคลิปวิดีโอเป็นของจำเลย
การตีความเนื้อหาและความหมายของข้อความ
หลักเกณฑ์การพิจารณาความผิดฐานหมิ่นประมาท
ศาลได้วางหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่า ข้อความที่จะถือว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้น จะต้องมีลักษณะดังนี้:
- การระบุตัวบุคคล – ต้องระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความ หรือเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงที่รู้ได้แน่นอนว่าบุคคลที่ถูกใส่ความเป็นใคร
- ความชัดเจนของการอ้างอิง – หากไม่ระบุถึงผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรง การใส่ความนั้นต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ
การพิจารณาการดูหมิ่น
สำหรับการดูหมิ่น ศาลต้องพิจารณาว่าถ้อยคำที่กล่าวเป็นการดูถูกเหยียดหยาม หรือสบประมาทผู้ที่ถูกกล่าวถึงขนาดทำให้อับอายหรือไม่ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาด้วยว่าเมื่อวิญญูชนโดยทั่วไปได้พบเห็น อ่าน หรือได้ยินข้อความนั้นแล้ว จะส่งผลให้ผู้ถูกกระทำเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังหรือไม่
จุดสำคัญในการพิจารณาคดี
การใช้ถ้อยคำในการสัมภาษณ์
ศาลได้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อพิจารณาข้อความหรือถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของจำเลย พบว่ามิได้ใช้คำว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9” โดยตรง และไม่ได้ใช้ถ้อยคำสรรพนามที่อ้างถึงบุคคลที่สามโดยมีคำราชาศัพท์หรือถ้อยคำที่สามารถระบุเฉพาะเจาะจงให้เข้าใจได้ว่าหมายถึงพระมหากษัตริย์
คำที่ปรากฏในการสัมภาษณ์ ได้แก่:
- การใช้คำสรรพนามบุรุษที่ 3 ว่า “เขา” เรียกแทนบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือบุคคลอื่นหลายคนรวมกัน
- คำว่า “องคมนตรี”
- คำว่า “ทหาร”
- คำว่า “Palace Circle”
- คำว่า “คนในวัง”
ปัญหาความน่าเชื่อถือของพยาน
ข้อสงสัยเรื่องความเป็นกลางของพยาน
ศาลได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาสำคัญในเรื่องความเป็นกลางของพยาน โดยพบว่า:
- พยานผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา – เป็นเพียงปากเดียวที่โจทก์นำมาเป็นพยาน
- พยานบุคคลภายนอก – ที่โจทก์อ้างมาล้วนแต่เข้าร่วมชุมนุมขับไล่จำเลยทางการเมือง อันส่อแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้มีอคติต่อจำเลย
- พยานเจ้าพนักงานตำรวจ – ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินคดีกับจำเลย
ศาลจึงมีข้อสงสัยถึงความเป็นกลางของพยานเหล่านี้และต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง พยานบุคคลดังกล่าวจึงไม่อาจแสดงให้เชื่อได้ว่าวิญญูชนทั่วไปจะตีความข้อความที่จำเลยกล่าวไปในลักษณะที่พยานเหล่านั้นเข้าใจ
การตีความของผู้ที่เผยแพร่คลิป
ความเข้าใจของผู้ฟังแรก
ประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่ศาลให้ความสำคัญ คือการที่ความจริงพยานต่างเห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะสั่งฟ้องจำเลยได้ เนื่องจาก:
- ปัญหาคลิปวิดีโอ – คลิปวิดีโอของกลางไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นต้นฉบับ และไม่สามารถสืบหาบุคคลที่นำคลิปลงเผยแพร่ในระบบคอมพิวเตอร์
- การตีความของผู้เผยแพร่ – เมื่อพิจารณาเพจแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ยูทูบที่นำคลิปวิดีโอให้สัมภาษณ์ของจำเลยมาเผยแพร่ พบว่าบุคคลที่นำมาเผยแพร่ซึ่งเป็นคนที่ได้รับฟังคลิปวิดีโอมาตั้งแต่แรก ล้วนเข้าใจตรงกันว่าจำเลยให้สัมภาษณ์เพื่อ โจมตีการยึดอำนาจและรัฐประหาร โดยพาดพิงถึง นายสุเทพ กับ นายทหารชั้นผู้ใหญ่ และ องคมนตรี เท่านั้น
- ไม่มีการตีความพาดพิงสถาบัน – ผู้ที่ได้รับฟังคลิปครั้งแรกไม่ได้เข้าใจว่าถ้อยคำให้สัมภาษณ์นั้นจะพาดพิงหรือสื่อความหมายหรืออ้างว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติรัฐประหาร
ข้อสรุปของศาลต่อพยานหลักฐาน
ความไม่เพียงพอของพยานหลักฐาน
ศาลได้สรุปว่า พยานหลักฐานทั้งหมดที่โจทก์นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่า:
- เจตนาของจำเลย – จำเลยกล่าวข้อความตามคำฟ้องโดยเจตนาหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9
- การรับรู้ของวิญญูชน – เมื่อวิญญูชนทั่วไปได้พบเห็นหรืออ่านข้อความที่จำเลยกล่าวแล้วจะเข้าใจได้ว่าหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9
ภาระการพิสูจน์ในคดีอาญา
ศาลได้เน้นว่า การสืบพยานหลักฐานของโจทก์ไม่สมกับภาระการพิสูจน์ในคดีอาญาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาจึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ตามฟ้องได้
การพิจารณาข้อหาอื่น ๆ
ข้อหาแสดงความอาฆาตมาดร้าย
สำหรับข้อหาร่วมกันแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ศาลพบว่า แม้โจทก์จะกล่าวอ้างในคำฟ้อง แต่มิได้นำพยานหลักฐานใด ๆ มานำสืบเกี่ยวกับข้อหานี้เลย จึงรับฟังไม่ได้
ข้อหาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
สำหรับความผิดฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา ศาลเห็นว่า เมื่อพยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าคำให้สัมภาษณ์ของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ จำเลยจึงไม่มีความผิดในข้อหานี้
บรรยากาศหลังการพิพากษา
ปฏิกิริยาของจำเลย
หลังจากศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร ได้แสดงออกด้วยความยิ้มแย้มและทักทายสื่อมวลชนที่อยู่ณ บริเวณศาล โดยเผยสั้น ๆ ว่า “ยกฟ้อง” ก่อนที่จะเดินทางกลับ
ความหมายของคำพิพากษา
คำพิพากษาครั้งนี้มีความสำคัญในหลายด้าน:
- หลักนิติธรรม – แสดงให้เห็นถึงการยึดมั่นในหลักการที่ว่าในคดีอาญา ภาระการพิสูจน์อยู่ที่โจทก์ และต้องมีพยานหลักฐานที่เพียงพอและน่าเชื่อถือ
- การตีความกฎหมาย – ศาลได้วางแนวทางการตีความที่ชัดเจนในเรื่องการพิจารณาว่าข้อความใดเป็นการหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์
- ความเป็นกลางของกระบวนการยุติธรรม – การที่ศาลให้ความสำคัญกับความเป็นกลางของพยานและคุณภาพของพยานหลักฐาน
ผลกระทบและความหมายต่อระบบยุติธรรม
การสร้างแนวทางปฏิบัติ
คำพิพากษานี้สร้างแนวทางที่สำคัญในการพิจารณาคดีลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะในเรื่อง:
- มาตรฐานการพิสูจน์ – การที่โจทก์ต้องมีพยานหลักฐานที่เพียงพอและน่าเชื่อถือ
- การตีความข้อความ – ต้องมีความชัดเจนในการระบุว่าข้อความนั้นหมายถึงบุคคลใดโดยเฉพาะ
- ความเป็นกลางของพยาน – การพิจารณาความน่าเชื่อถือของพยานโดยคำนึงถึงความเป็นกลาง
บทเรียนสำคัญ
คดีนี้ให้บทเรียนสำคัญหลายประการ:
- ความสำคัญของพยานหลักฐาน – ในระบบยุติธรรม การมีพยานหลักฐานที่มีคุณภาพและเพียงพอเป็นสิ่งจำเป็น
- การปกป้องสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา – ระบบยุติธรรมต้องให้ความคุ้มครองผู้ถูกกล่าวหาจากการถูกฟ้องโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ
- ความรอบคอบในการตีความกฎหมาย – การใช้กฎหมายต้องทำด้วยความรอบคอบและยึดหลักความยุติธรรม
คำพิพากษายกฟ้องในคดีนี้จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงการทำงานของระบบยุติธรรมที่ยึดมั่นในหลักนิติธรรมและความเป็นธรรม โดยไม่ให้อคติทางการเมืองมาแทรกแซงการพิจารณาพิพากษา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประชาธิปไตยและความมั่นคงของสังคม