“ถั่วแระ เชิญยิ้ม” หอบหลักฐานแสดงความบริสุทธิ์ ปมถูกโยงคดีวัดพระบาทน้ำพุ – ยอมรับเคยยืม “ทิดอลงกต” 2 แสน แต่คืนหมดแล้ว

นายศรสุทธา กลั่นมาลี หรือ “ถั่วแระ เชิญยิ้ม” ดาราตลกชื่อดัง พร้อมด้วยทนายความ “วุฒิ ยงหนู” เดินทางมายังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาย (บช.ก.) เพื่อเข้าพบ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ “บิ๊กเต่า” เพื่อชี้แจงและแสดงความบริสุทธิ์ใจในกรณีที่ถูกพาดพิงเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี

Table of Contents

ปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างหนักแน่น

เมื่อ “ถั่วแระ” ก้าวลงจากรถยนต์ นักข่าวต่างยิงคำถามใส่ทันที โดยเฉพาะคำถามที่ว่าเป็นตลกที่เอาเงินวัดไปหรือไม่ ซึ่งเจ้าตัวตอบกลับด้วยท่าทีประหลาดใจว่า “อุ้ย คำถามแรงจัง” ส่วนคำถามเกี่ยวกับความรู้สึกที่ “พระไตรปิฎกอลงกต” หรือ “ทิดอลงกต” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ให้การซัดทอดมาถึงตัวเขา เจ้าตัวได้ส่ายหัวแทนคำตอบ

ถั่วแระยืนยันอย่างชัดเจนว่าไม่ได้สนิทหรือมีความสัมพันธ์พิเศษใดๆ กับอดีตหลวงพ่อ โดยระบุว่า “ไม่มีหรอกครับ เป็นลูกศิษย์ธรรมดา” และปฏิเสธอย่างเด็ดขาดเรื่องการถือครองที่ดินของ “ทิดอลงกต” ว่า “อันนี้ไม่ทราบเลยครับ ไม่ทราบ”

เมื่อถูกถามว่ากังวลหรือไม่ที่ต้องมาชี้แจงกับตำรวจ เจ้าตัวตอบว่า “ตื่นเต้นครับ หลักฐานที่เตรียมมาคือความบริสุทธิ์ครับ ทุกอย่างที่เราบริสุทธิ์”

เผยประวัติการทำบุญและสมาคมเชียร์ไทย

ถั่วแระเปิดเผยว่าตนเป็นคนที่ทำบุญเป็นประจำ โดยบริจาคให้หลายวัด “ทำบุญเยอะครับ หลายวัด ไม่มีหลักครับ ทำไปเรื่อยๆ ทำด้วยหัวใจครับ” ส่วนเรื่องการรู้จัก “ทิดอลงกต” นั้น ยอมรับว่าจำไม่ได้ว่ารู้จักกันช่วงปีไหน “จำไม่ได้ครับ นานมาก เรื่องส่วนตัวเป็นลูกศิษย์ก็ต้องมีคุยแหละครับ”

หลังจากการให้การเบื้องต้น ถั่วแระได้เข้าไปพบเจ้าหน้าที่อย่างเป็นทางการ และภายหลังออกมาให้สัมภาษณ์ร่วมกับ “บิ๊กเต่า” โดยขณะให้สัมภาษณ์ เห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวมีอาการตื่นเต้นและโมโห โดยมีน้ำเสียงสั่นและตาแดง

ชี้แจงรายละเอียดสมาคมเชียร์ไทยและการใช้เงิน

ถั่วแระอธิบายถึงการทำงานในสมาคมเชียร์ไทยว่า หลังจากลาออกจากตำแหน่งนายกสมาคมศิลปินตลก ได้เข้าไปคุยกับ “ทิดอลงกต” เรื่องการทำบุญและงานต่างๆ จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกสมาคมเชียร์ไทย

“ผมลาออกจากนายกสมาคมศิลปินตลกแล้ว เลยเข้ามาที่วัด และได้คุยกับท่านว่าอย่าทิ้งงานนี้ มาทำบุญ มาทำอะไรร่วมกัน เลยได้แต่งตั้งให้เป็นนายกสมาคมเชียร์ไทย คือท่านอยากให้ไปเชียร์กีฬาต่อ แต่ใจผมเบื่อกีฬาแล้ว เอาเป็นอย่างอื่นได้ไหม ถ้าจะทำบุญงานแบบนี้ ก็เอาเป็นว่าชมช็อปชิมเชียร์ช่วยชาติ ช่วยศาสนาดีไหม”

เรื่องการใช้เงินในการเดินทางไปเชียร์ ถั่วแระชี้แจงว่า “ในเรื่องการไปเชียร์ เราก็ต้องยอมรับว่าการเดินทางมันก็ต้องมีค่ารถ ค่าน้ำมัน เราก็ทำให้ถูกต้อง ว่าเราเบิกค่าอะไรบ้าง มีการนำเสนอ การประชุมในสมาคม ว่าเราจะทำอย่างไร ถึงจะเบิกเป็นค่าใช้จ่ายได้ ซึ่งทิดอลงกตเป็นคนออกให้ทุกบาท”

ยืนยันจำนวนเงินที่ได้รับไม่ถึงหลักล้าน

เมื่อถูกซักถามเรื่องจำนวนเงินที่ได้รับสนับสนุน ถั่วแระยืนยันอย่างชัดเจนว่า “โอ้ย ไม่ถึงหรอกล้านครับ มากสุดหลักแสนครับ มีเอกสารชัดเจนหมดครับ” และเผยว่าตนได้ทำงานในสมาคมมาตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปี 2564 ก็เริ่มถอยออกเพราะระยะทางไกลและความเหนื่อยล้า

การเบิกจ่ายทุกครั้งจะมีการนำบัตรประชาชนมารับ ไม่ใช่การเอาคำพูดไปเบิก และเงินที่ได้มาจะเข้าบัญชีของเขาเพื่อนำไปจับจ่ายใช้สอยให้กับลูกน้อง “นำบัตรประชาชนมารับหมด ไม่ใช่ว่าเอาคำพูดไปเบิกแล้วจ่ายมา เงินที่ได้มาก็เข้าบัญชีผม เพื่อมาจับจ่ายใช้สอยให้กับลูกน้อง”

ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องที่ดินอย่างเด็ดขาด

ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือข้อกล่าวหาเรื่องการถือครองโฉนดที่ดินของ “ทิดอลงกต” ซึ่งถั่วแระได้โต้แย้งอย่างรุนแรงและเสียงสั่น “ผมอยากย้อนถาม ว่าทำไมไม่ไปดูที่กรมที่ดิน ว่าชื่อคนนี้มันมีอยู่ในโฉนดไหม แล้วจะรู้ทันทีเลย ไม่ต้องมาถามใครเลย ไม่ต้องมาถามผม ถ้ามันเป็นความจริงนะ ผมต้องมีชื่อรับโฉนดที่ดิน ในกรมที่ดินที่ลพบุรีแน่นอน”

เขายืนยันว่า “อันนี้ผมไม่ทราบจริงๆ ว่าไปโยงถึงใครบ้าง เรื่องนี้ปฏิเสธล้านเปอร์เซ็นต์ครับ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ดินนี้เลยครับ”

เผยหนี้สินและการจ่ายคืนเงินครบถ้วน

ถั่วแระเปิดเผยว่าเคยยืมเงิน “ทิดอลงกต” ในช่วงโควิด-19 จำนวน 2 แสนบาท ปี 2563 แต่ได้จ่ายคืนครบแล้วทุกบาท “หมดเรียบร้อยแล้วครับ เอกสารหลักฐานมีครับ ยืมไป 2 แสนบาท ปี 2563 ช่วงโควิด ตอนนั้นอะไรต่ออะไรมันสับสนชีวิตไปหมด ก็ยืมเพื่อจับจ่ายใช้สอย และผ่อนเป็นเดือนๆ จนครบ 12 เดือน”

นอกจากนี้ยังได้ทำหนังเรื่อง “พลังบุญ” จำนวน 3 เรื่อง เรื่องละ 3 แสนบาท โดยมีเงื่อนไขเพียงแค่ออกอากาศให้ได้ ส่วนกำไรรายได้ไม่มี “เงื่อนไขเดียวของหนังแค่ออกอากาศให้ได้ ส่วนกำไรรายได้ไม่มี จ้างแค่ไหน ทำแค่นั้นครับ เราก็ได้ค่าทำค่าสร้างแล้ว ในหนังไม่มีการเปิดรับบริจาคครับ”

ไม่เคยเห็นความผิดปกติเรื่องเงินบริจาค

เมื่อถูกถามว่าเคยเห็นความผิดปกติเรื่องเงินบริจาคหรือไม่ ถั่วแระตอบว่า “ไม่เห็นครับ มาตรฐานของท่านคือใครมาบริจาค ท่านก็รับ แค่นั้นเอง” และเผยว่าไม่ได้เจอกับ “ทิดอลงกต” ตั้งแต่ปี 2563 “ไม่เจอกันเลยตั้งแต่ปี 2563 ความจริงผมไม่รู้เบื้องหน้าเบื้องหลังของท่านหรอกนะ เพราะมันไกลมาก”

โวยสื่อและโซเชียลมีเดีย ระบายความเครียด

ช่วงที่น่าสนใจที่สุดของการให้สัมภาษณ์คือการที่ถั่วแระแสดงความโมโหและระบายความเครียดต่อสื่อและโซเชียลมีเดีย ด้วยน้ำเสียงสั่นและตาแดง “ผมอยากเรียนไปถึงสื่อ ไม่ว่าจะเป็นนักเลงคีย์บอร์ด โลกโซเชียล ทำไมคุณไม่คิดวิเคราะห์ ว่าใครเขาทำอะไรที่ไหนอย่างไรก่อน แล้วค่อยลงสื่อ แล้วนี่ถ้าผมเป็นผู้บริสุทธิ์ไป ใครจะลงข่าวให้ผม”

เขาเล่าถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับครอบครัวและธุรกิจ “ครอบครัว ธุรกิจผมเสียหาย ครอบครัวผมกินไม่ได้ นอนไม่หลับกัน ผมรู้ว่าอาชีพสื่อ แต่คิด วิเคราะห์ แยกแยะ ให้ผมหน่อย ผมเป็นผู้บริสุทธิ์”

ผลกระทบต่อการทำงานและชีวิตส่วนตัว

ถั่วแระเผยว่าได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเหตุการณ์นี้ “หมดทุกเรื่องเลย เพิ่งแคนเซิลงานเชียร์ไป ซีเกมส์กำลังจะมาเนี่ย ผมยังไม่เข้าไปหาหลวงพ่อเลย เพราะมันเหนื่อยมากแล้ว” และระบุว่าตนทำงานให้ประเทศชาติมามาก “ผมทำงานให้ประเทศชาติมามาก คุณไปดูได้ ผมแจกธงไปเกือบหมื่นผืนแล้วผมเดินแจกธงให้พี่น้องทุกคนให้รักชาติ”

เขาขอร้องให้สื่อนำเสนอข้อดีของเขาด้วย “ข้อดีๆ ของผมมาตีแผ่บ้างเถอะครับ ไม่ใช่น้ำผึ้งหยดเดียว ทำให้ครอบครัวร้าวฉาน มันไม่ใช่นะ ถ้าคดีเสร็จสิ้นแล้วไม่มีอะไร ตีแผ่ข่าวใหญ่ๆ ได้ไหม”

ความรู้สึกหลังการชี้แจง

หลังจากได้เข้ามาชี้แจงแล้ว ถั่วแระบอกว่ารู้สึกสบายใจขึ้น “ก็หลุดไปเปราะหนึ่งแล้วครับ ด้วยความสบายใจ พอได้เจอกับท่านก็เมตตา”

บิ๊กเต่าเผยความคืบหน้าและเตือนผู้เกี่ยวข้อง

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ “บิ๊กเต่า” ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “เบื้องต้นก็ขอบคุณพี่ถั่วแระที่มาแสดงตัว และแสดงหลักฐาน ทางเราต้องการให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องหรือมีประเด็น เข้ามาชี้แจง ได้ดูหลักฐานเบื้องต้น พี่เขาก็ทำทุกอย่างไว้เป็นขั้นตอน มีบัญชีต่างๆ ค่อนข้างที่ดูมีหลักฐาน”

บิ๊กเต่าประเมินว่าสิ่งที่ถั่วแระทำไป “น่าจะคล้ายๆ การจ้างเหมางาน คล้ายๆ กับนักร้องเมื่อวานนี้ ทุกอย่างที่เอามาก็จะเป็นพยานหลักฐาน”

เตือนผู้เกี่ยวข้องรีบมาชี้แจง

บิ๊กเต่าเผยว่า “ยังมีอีกเยอะที่ยังไม่แสดงตัว อันนี้น่ากลัวเพราะกองปราบกำลังดำเนินการเรื่องนี้อย่างละเอียด 24 ประเด็น” และเตือนว่า “ณ ปัจจุบันมีคนเอาทรัพย์สินมาคืนแล้วมากพอสมควร แต่บางคนยังนั่งทับสิทธิ์ ทับทรัพย์สินของวัดอยู่ ขอแจ้งเตือนอีกครั้งให้รีบมา ถ้าไม่รีบมาอาจจะไม่ได้รับสิทธิ์เหมือนคนอื่นที่มาชี้แจง”

เขาย้ำว่า “อย่าไปรองรับวัด โดยที่ท่านจะเดือดร้อน”

ยังไม่ยืนยันความบริสุทธิ์ได้ทั้งหมด

แม้จะชื่นชมหลักฐานที่ถั่วแระนำมา แต่บิ๊กเต่าระบุว่า “ส่วนเอกสารที่พี่ถั่วแระเอามาวันนี้ ยังยืนยันความบริสุทธิ์ไม่ได้ทั้งหมด แต่มันมีส่วนดีที่พี่เขาเก็บหลักฐานไว้ทั้งหมด มันแสดงว่าพี่เขาไม่ได้มีเจตนาทุจริต ไม่ได้ฉ้อโกงวัด หรือหลอกเอาเงินวัดมา”

เขาอธิบายขั้นตอนต่อไปว่า “พี่ถั่วแระก็ต้องไปให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนไปชี้แจงทั้งหมด ถ้าพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็เอาไว้เป็นพยาน แต่ถ้าเกี่ยวข้องก็อีกเรื่องหนึ่ง”

เผยยังมีตลกหลายคนไม่แสดงตัว

บิ๊กเต่าเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า “เรื่องถือครองที่ดิน ตลกมีหลายคนนะ ซึ่งบางคนยังไม่มา แล้วบางคนน่าจะช่วยเหลือผู้ต้องหาด้วย น่าจะไม่นานนี้น่าจะมีคดีอีก” และบอกใบ้ว่า “จะติดคุกหรือเปล่าในอีกเดือนสองเดือน” โดยให้ผู้สนใจไปดูตัวอักษรย่อ “จ.” เอง

เขายืนยันว่า “ยังไม่มาเลย เคยเจอกับผมไปรอบหนึ่งแล้ว เดี๋ยวน่าจะมีความคืบหน้า น่าจะแถมให้อีก ส่วนที่เขาบอกว่าเขามีแบ็กใหญ่ ก็ไม่เป็นไร ใหญ่ก็ใหญ่ เราเป็นผู้รักษากฎหมาย ก็ดำเนินการตามกฎหมายนะครับ ก็ให้ความเป็นธรรมทุกคน”

เตรียมออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องเพิ่ม

ในตอนท้าย บิ๊กเต่าระบุว่า “ส่วนจะเรียกตลกมาอีกกี่คน ก็เดี๋ยวมีหมายเรียก กำลังสั่งให้กองปราบเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมา” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคดีนี้ยังไม่จบ และอาจมีบุคคลดังอื่นๆ ที่จะถูกเรียกตัวมาชี้แจงในเร็วๆ นี้

บทสรุป

คดีวัดพระบาทน้ำพุยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะการที่มีบุคคลดังหลายคนถูกพาดพิง การมาชี้แจงของ “ถั่วแระ เชิญยิ้ม” ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการแสดงความบริสุทธิ์และการเตรียมหลักฐานอย่างละเอียด แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะยังไม่สามารถยืนยันความบริสุทธิ์ได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการชี้แจงความจริง

สิ่งที่น่าติดตามต่อไปคือการที่ยังมีบุคคลดังอื่นๆ ที่ยังไม่มาแสดงตัว และการที่เจ้าหน้าที่จะออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ซึ่งอาจทำให้คดีนี้มีความคืบหน้าและเผยความจริงออกมามากขึ้นในอนาคต

การที่ “ถั่วแระ” แสดงอาการเครียดและระบายความรู้สึกออกมาอย่างชัดเจน ก็สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่ถูกพาดพิงในคดีใหญ่เช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นผลต่อครอบครัว ธุรกิจ หรือชื่อเสียง ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมควรให้ความเข้าใจและรอความจริงที่จะเผยออกมาจากกระบวนการยุติธรรมต่อไป