ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินขาด! ต้องประชามติ 3 ครั้ง ห้ามเลือก ส.ส.ร.โดยตรง “ดับฝัน” พรรคส้มยกร่างรธน.ฉบับใหม่

วันที่ 10 กันยายน 2568 เป็นวันสำคัญที่จะบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้ออกคำวินิจฉัยขาดสั่น ยุติการโต้เถียงที่ยาวนานกว่า 4 ปี เรื่องขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ที่กำหนดให้ต้องจัดประชามติ 3 ครั้ง พร้อมปิดทางการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) โดยตรง

คำวินิจฉัยครั้งนี้ไม่เพียงแต่ยุติข้อถกเถียงทางรัฐธรรมนูญ แต่ยังส่งผลกระทบอย่างมากต่อแผนการของพรรคประชาชน ที่มุ่งหวังจะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ โดยเฉพาะการเลือกตั้ง ส.ส.ร. โดยตรง ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไข 5 ข้อสำคัญในการสนับสนุนรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล

ที่มาของคำวินิจฉัย: จากญัตติในรัฐสภาสู่ศาลรัฐธรรมนูญ

การวินิจฉัยครั้งนี้มีต้นกำเนิดจากการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 6 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ เมื่อวันจันทร์ที่ 17 มีนาคม 2568 ซึ่งมีการพิจารณาญัตติด่วนที่นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา และนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้เสนอ

ที่ประชุมรัฐสภามีมติเห็นด้วยให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) เพื่อขจัดข้อสงสัยและสร้างความชัดเจนในการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป

ญัตติดังกล่าวสะท้อนความต้องการของนักการเมืองหลายฝ่าย โดยเฉพาะพรรคประชาชน ที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนหนึ่งให้มีการปฏิรูประบบการเมืองผ่านการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้รัฐธรรมนูญปัจจุบัน

รายละเอียดคำวินิจฉัย: มติเสียงข้างมากของตุลาการ

ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคดีนี้ด้วยองค์คณะตุลาการ 7 คน หลังจากที่นายอุดม รัฐอมฤต ได้รับอนุญาตให้ถอนตัวไม่ร่วมพิจารณาวินิจฉัยคดีตั้งแต่เริ่มต้น เนื่องจากเคยทำหน้าที่เป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและเคยให้ถ้อยคำหรือความเห็นในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญในคดีนี้

นอกจากนี้ นายปัญญา อุดชาชน ได้พ้นจากตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเนื่องจากครบวาระ ส่วนนายสราวุธ ทรงศิวิไล ซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ยังไม่ได้เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ จึงยังไม่ได้ร่วมพิจารณาวินิจฉัยคดี

มติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ในประเด็นอำนาจรัฐสภา ตุลาการเสียงข้างมาก 5 เสียง ประกอบด้วย นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายนภดล เทพพิทักษ์ วินิจฉัยว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 รัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่เสียก่อน

การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติหมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง

ขณะที่ตุลาการ 2 เสียงข้างน้อย คือ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ เห็นว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 รัฐสภาไม่มีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เว้นแต่จัดให้มีการออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ประชามติ 3 ครั้ง: ขั้นตอนที่ชัดเจนแต่ซับซ้อน

ประเด็นสำคัญที่สุดของคำวินิจฉัยคือการกำหนดให้ต้องมีการจัดประชามติ 3 ครั้ง ซึ่งตุลาการเสียงข้างมาก 6 ต่อ 1 วินิจฉัยว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมีการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง

ประชามติครั้งที่ 1 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ การประชามติครั้งนี้เป็นการสอบถามหลักการเบื้องต้นว่าประชาชนต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันหรือไม่

ประชามติครั้งที่ 2 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่ามีวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญอย่างไร การประชามติครั้งนี้จะเป็นการกำหนดแนวทาง กรอบ และเนื้อหาสำคัญที่ต้องการให้ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ประชามติครั้งที่ 3 ภายหลังรัฐสภาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ การประชามติครั้งนี้เป็นการรับรองขั้นสุดท้ายก่อนที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีผลใช้บังคับ

ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้เปิดทางให้การออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 อาจรวมเป็นครั้งเดียวกันได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและความซับซ้อนในการจัดประชามติได้บ้าง

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 6 เสียงในประเด็นนี้ ประกอบด้วย นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายจิรนิติ หะวานนท์ นายนภดล เทพพิทักษ์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ

ส่วนตุลาการ 1 เสียงข้างน้อย คือ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม เห็นว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมีการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ 2 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 3 เท่านั้น

ผลสำรวจ “นิด้าโพล”: ประชาชนต้องการแก้ไขรายมาตรา ไม่ใช่ทั้งฉบับ

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้สอดคล้องกับผลการสำรวจความคิดเห็นของศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “ยุบสภาในสี่เดือนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4-5 กันยายน 2568

ผลสำรวจเรื่องการยุบสภา พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 59.24 ระบุว่าควรยุบสภาฯ โดยเร็วที่สุด ไม่ต้องรอสี่เดือน รองลงมาร้อยละ 27.17 ระบุว่าเห็นด้วยกับการยุบสภาฯ ภายในสี่เดือน ร้อยละ 9.54 ระบุว่าไม่ควรยุบสภาฯ แต่ควรรอให้สภาฯ ชุดนี้หมดวาระในปี 2570 ร้อยละ 2.52 ระบุว่าควรยุบสภาฯ ภายในหกเดือน และร้อยละ 0.92 ระบุว่าควรยุบสภาฯ ภายในหนึ่งปี

ความต้องการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 37.56 ระบุว่าต้องการมาก รองลงมาร้อยละ 28.17 ระบุว่าไม่ต้องการเลย ร้อยละ 21.76 ระบุว่าค่อนข้างต้องการ และร้อยละ 9.99 ระบุว่าไม่ค่อยต้องการ

ผลสำรวจที่น่าสนใจที่สุดคือ เมื่อสอบถามความคิดเห็นของผู้ที่ระบุว่าต้องการมากและค่อนข้างต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (จำนวน 777 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับรูปแบบการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนต้องการ พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 74.39 ระบุว่าต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา รองลงมาร้อยละ 24.71 ระบุว่าต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และร้อยละ 0.90 ระบุว่าไม่ตอบ

ผลสำรวจนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้ประชาชนจะมีความต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ส่วนใหญ่ต้องการให้แก้ไขเฉพาะมาตราที่มีปัญหา ไม่ใช่การยกร่างใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สร้างข้อจำกัดให้กับการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ผลกระทบต่อพรรคประชาชน: ฝันร้ายของ “พรรคส้ม”

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อพรรคประชาชนที่นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ซึ่งได้วางแผนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับเป็นนโยบายหลักของพรรค

5 เงื่อนไขของพรรคประชาชน พรรคประชาชนได้กำหนดเงื่อนไข 5 ข้อสำคัญในการสนับสนุนรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญคือการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) โดยตรง เพื่อมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนฉบับปัจจุบัน

นอกเหนือจากการเลือกตั้ง ส.ส.ร. โดยตรงแล้ว เงื่อนไขอื่นๆ ยังรวมถึงการยุบสภาภายใน 4 เดือน การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การปฏิรูประบบยุติธรรม และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

เจตนาที่แท้จริงของการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถูกมองว่าเป็นการ “ดับฝัน” การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับที่ถูกมองว่ามีเจตนาต้องการ “แก้ไขหรือยกเลิก” หมวด 1 และ 2 ที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์

การที่ศาลรัฐธรรมนูญปิดทางการเลือกตั้ง ส.ส.ร. โดยตรง หมายความว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องทำผ่านกระบวนการของรัฐสภาปัจจุบัน ซึ่งมีความยากลำบากมากขึ้น เนื่องจากต้องผ่านขั้นตอนการประชามติ 3 ครั้ง และต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล

ความท้าทายทางเศรษฐกิจ: ต้นทุนการประชามติที่สูงลิ่ว

การจัดประชามติ 3 ครั้งตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล โดยประมาณการเบื้องต้นว่าการจัดประชามติหนึ่งครั้งต้องใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท

หากต้องจัดประชามติ 3 ครั้ง จะต้องใช้งบประมาณรวมกว่า 9,000 ล้านบาท แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเปิดทางให้รวมประชามติครั้งที่ 1 และ 2 เป็นครั้งเดียวได้ ก็ยังต้องใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท

ความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ ประชาชนหลายคนตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลนี้ เมื่อผลลัพธ์ที่ได้อาจจะเป็นการได้นักการเมืองแบบเดิมๆ เข้ามาอีก โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในแนวทางการบริหารประเทศ

นอกจากนี้ ในสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และประชาชนกำลังเผชิญกับปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น การใช้งบประมาณจำนวนมากสำหรับการประชามติจึงถูกมองว่าไม่ใช่ความจำเป็นเร่งด่วน

มุมมองของประชาชน: การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน

จากบรรยากาศทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน และผลสำรวจความคิดเห็นต่างๆ แสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่มองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนหรือจำเป็น

ความต้องการของนักการเมือง vs. ความต้องการของประชาชน ประชาชนหลายคนเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นแค่ความต้องการของนักการเมืองและพรรคการเมืองเท่านั้น โดยไม่ได้สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของประชาชน

ประชาชนยังเห็นว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบันที่มีความเข้มงวดเรื่องจริยธรรมของนักการเมืองเป็นสิ่งจำเป็น และไม่ควรปรับลดมาตรฐานทางจริยธรรมเหล่านี้ เพื่อให้นักการเมืองสามารถดำรงตำแหน่งได้ง่ายขึ้น

ความไว้วางใจในระบบการเมือง อีกประเด็นสำคัญคือความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อระบบการเมือง ประชาชนหลายคนมองว่าการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญจะไม่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในแนวทางการบริหารประเทศ แต่จะเป็นเพียงการเปิดทางให้นักการเมืองกลุ่มเดิมๆ สามารถกลับเข้ามามีบทบาททางการเมืองได้มากขึ้น

ผลกระทบต่อสถานการณ์การเมืองไทย

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์การเมืองไทยในหลายมิติ

ความมั่นคงของรัฐบาล การที่พรรคประชาชนไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ตามที่ต้องการ อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐบาลปัจจุบัน โดยเฉพาะหากพรรคประชาชนตัดสินใจถอนการสนับสนุนรัฐบาล

การปรับกลยุทธ์ทางการเมือง พรรคการเมืองต่างๆ จะต้องปรับกลยุทธ์ทางการเมืองใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องเน้นไปที่การแก้ไขรายมาตราแทนการยกร่างฉบับใหม่ทั้งหมด

ความชัดเจนทางกฎหมาย ในด้านบวก คำวินิจฉัยครั้งนี้สร้างความชัดเจนทางกฎหมายและขจัดข้อถกเถียงที่ยาวนานเรื่องขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำให้การดำเนินการในอนาคตมีแนวทางที่ชัดเจนขึ้น

บทสรุป: จุดจบของความฝันและจุดเริ่มต้นใหม่

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ถือเป็นจุดจบของความฝันของพรรคประชาชนในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านการเลือกตั้ง ส.ส.ร. โดยตรง แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรูปแบบที่เป็นไปได้มากขึ้น

การกำหนดให้ต้องจัดประชามติ 3 ครั้ง แม้จะดูเป็นขั้นตอนที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน แต่ก็สร้างความมั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญจะต้องได้รับการยอมรับจากประชาชนอย่างแท้จริง

ผลสำรวจที่แสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราแทนการยกร่างฉบับใหม่ทั้งหมด สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สร้างข้อจำกัดให้กับการยกร่างฉบับใหม่

ในอนาคต การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะเป็นไปในรูปแบบของการแก้ไขรายมาตราที่มีปัญหาจริงๆ แทนการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ ซึ่งอาจจะเป็นทางออกที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทยในระยะยาว

คำวินิจฉัยครั้งนี้ไม่เพียงแต่ “ดับฝัน” ของพรรคส้ม แต่ยังเป็นการสร้างกติกาใหม่ที่ชัดเจนสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต โดยเน้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงและการสร้างความมั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ จะต้องสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริง