นายแพทย์นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ว่า หลังจากที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการ พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 แล้ว พบว่าประชาชนมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเป็นอย่างมาก
กฎหมายฉบับใหม่นี้กำหนดให้มีผลบังคับใช้ภายใน 60 วันหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยมีเนื้อหาสำคัญคือการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติขึ้นใหม่ ซึ่งจะเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาออกกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงกฎหมายลูกต่างๆ ที่จะตามมา
“พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่นี้มีการแก้ไขอยู่หลายมาตรา แต่หลังการประกาศออกมาแล้ว พบว่าประชาชนมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน โดยเฉพาะในเรื่องของเวลาการขายและการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” นพ.นิพนธ์ กล่าว
ปัญหาความเข้าใจผิดเรื่องเวลาขาย
ประเด็นแรกที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดคือมาตรา 3 ซึ่งเป็นการยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2515 กฎหมายเก่านี้เป็นตัวกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยให้ขายได้เฉพาะเวลา 11.00-14.00 น. และเวลา 17.00-24.00 น. เท่านั้น
เมื่อมีการออกกฎหมายใหม่มายกเลิกคำสั่งดังกล่าว หลายคนจึงเข้าใจผิดว่าสามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ความจริงแล้วยังไม่สามารถทำได้ เพราะกฎหมายยังคงใช้ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับเดิม
“ก่อนหน้านี้ไม่สามารถแก้ไขเรื่องเวลาขายได้เนื่องจากติดกฎหมายคณะปฏิวัติ ดังนั้นพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับเก่ายังไม่สามารถออกประกาศเรื่องเวลาการขายใหม่ได้ ส่วนเมื่อมีพระราชบัญญัติฉบับใหม่มานี้ก็เป็นการยกเลิกไว้ก่อน แล้วให้มีกฎหมายลูกมารองรับ” นพ.นิพนธ์ อธิบาย
การที่จะมีการเปลี่ยนแปลงเวลาการขายได้จริงนั้น จะต้องรอให้มีการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่แล้วทบทวนเรื่องนี้ออกเป็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับใหม่เสียก่อน จึงจะสามารถใช้ตามการประกาศใหม่ได้
โซนนิ่งใกล้สถานศึกษายังห้ามขาย
ประเด็นที่สองที่สร้างความสับสนคือการยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2558 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ในข้อ 6 ซึ่งเป็นการห้ามมิให้มีสถานที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงสถานศึกษาหรือหอพักในบริเวณใกล้เคียงสถานศึกษา
เดิมทีเป็นการจัดโซนนิ่งภายใต้คำสั่งของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เมื่อมีการแก้ไขในพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ จึงจะต้องมีการหารือกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสียก่อน
“ตอนนี้ก็ยังห้ามขายในพื้นที่โซนนิ่งเขตสถานศึกษาอยู่ ยังไม่สามารถออกใบอนุญาตใหม่ได้ จนกว่าจะมีการประกาศกฎหมายลูกออกมา โดยพื้นที่โซนนิ่งสถานศึกษาที่ห้ามขายแอลกอฮอล์มีมากกว่า 10,000 แห่งทั่วประเทศ” นพ.นิพนธ์ เน้นย้ำ
การกำหนดให้ผู้มีอำนาจสามารถสั่งเพิกถอนใบอนุญาตหรือสั่งปิดสถานประกอบการที่ฝ่าฝืนได้ทันทียังคงมีผลบังคับใช้อยู่ จนกว่าจะมีการปรับปรุงกฎหมายใหม่
การโฆษณายังห้ามอย่างเด็ดขาด
ประเด็นสำคัญอีกข้อหนึ่งที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดคือมาตรา 32 เรื่องของการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่มีการพูดถึงการห้ามโฆษณา เว้นแต่เป็นการให้ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ หรือการประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะต้องมีการออกกฎหมายลูกโดยคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อให้มีการตีความว่าอะไรคือการให้ความรู้ การประชาสัมพันธ์ หรือเข้าข่ายการโฆษณาที่มีความผิด
“ตอนนี้ยังไม่สามารถโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือการใช้ตราเสมือนในการโฆษณาได้ ต้องรอให้มีการออกกฎหมายลูกที่ชัดเจนก่อน” นพ.นิพนธ์ ยืนยัน
ระยะเวลาการปฏิบัติและคณะกรรมการชุดใหม่
นพ.นิพนธ์ อธิบายว่า ภายใน 60 วันก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ ต้องมีการตั้งคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติชุดใหม่ จากนั้นก็จะมีการตั้งอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่างกฎหมายขึ้นมาประกอบในลักษณะกฎหมายลูก
“กฎหมายลูกเดิมที่ไม่ได้ขัดต่อกฎหมายหลัก ก็ต้องใช้ไปก่อน จนกว่ามีกฎหมายใหม่ทดแทน ดังนั้นการปฏิบัติตามกฎหมายในปัจจุบันยังคงเป็นไปตามเดิม” นพ.นิพนธ์ กล่าว
แบนโฆษณามี 2 รูปแบบ
เมื่อถูกถามย้ำเรื่องการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นพ.นิพนธ์ อธิบายว่า ในเรื่องของการแบนโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะมี 2 ลักษณะ คือ แบนทั้งหมด (Total ban) และ แบนบางส่วน (Partial ban)
การที่จะประกาศอนุญาตให้โฆษณาได้แค่ไหนนั้น ต้องไปเคลียร์ให้ชัดเจนก่อน รวมถึงคำว่า “ประชาสัมพันธ์” ก็ต้องไปดูกันอีกทีว่า สิ่งที่ทำได้คืออะไร แค่ไหน อย่างไร ซึ่งต้องรอคณะกรรมการชุดใหม่ประชุมในอีก 60 วันข้างหน้า
ผลกระทบต่อธุรกิจและผู้บริโภค
การที่กฎหมายใหม่ยังไม่มีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์นี้ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลายประการ
ธุรกิจร้านอาหารและบาร์ ยังคงต้องปฏิบัติตามเวลาขายเดิม คือ 11.00-14.00 น. และ 17.00-24.00 น. เท่านั้น ไม่สามารถขายได้ตลอด 24 ชั่วโมงตามที่หลายคนเข้าใจ
ธุรกิจการตลาดและโฆษณา ยังคงต้องระงับการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อไป จนกว่าจะมีการออกกฎหมายลูกที่ชัดเจนว่าอะไรคือการให้ข้อมูลหรือประชาสัมพันธ์ที่อนุญาต และอะไรคือการโฆษณาที่ยังห้าม
ธุรกิจขายปลีก โดยเฉพาะที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้สถานศึกษา ยังคงไม่สามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ และไม่สามารถขอใบอนุญาตใหม่ได้ในพื้นที่เหล่านี้
ข้อแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแนะนำให้ผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปฏิบัติดังนี้:
1. ไม่ควรเปลี่ยนแปลงการดำเนินธุรกิจ จนกว่าจะมีประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
2. ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด จากแหล่งข้อมูลที่เป็นทางการ เช่น กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
3. ปรึกษาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมาย
4. เตรียมความพร้อม สำหรับการปรับเปลี่ยนที่อาจเกิดขึ้นเมื่อมีกฎหมายลูกออกมา
ความคาดหวังในอนาคต
แม้ว่าการปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้จะยังไม่มีผลทันที แต่ก็แสดงให้เห็นถึงทิศทางการผ่อนปรนการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบางด้าน โดยเฉพาะเรื่องเวลาการขายและการโฆษณาที่อาจมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในอนาคต
การยกเลิกกฎหมายเก่าที่เป็นอุปสรรคต่อการปรับปรุงกฎหมายใหม่ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีความทันสมัยและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การดำเนินการต่างๆ จะต้องผ่านกระบวนการที่รอบคอบ และคำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพสาธารณะและสังคมเป็นหลัก
บทสรุป
พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่เพิ่งประกาศใช้นั้น เป็นเพียงการวางกรอบกฎหมายหลักเท่านั้น การปฏิบัติจริงยังคงต้องรอกฎหมายลูกที่จะออกมาในภายหลัง ซึ่งจะต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบจากคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติชุดใหม่
ประชาชนและผู้ประกอบการควรติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เป็นทางการ และไม่ควรเปลี่ยนแปลงการดำเนินธุรกิจหรือการปฏิบัติ จนกว่าจะมีประกาศอย่างชัดเจนและเป็นทางการ การเข้าใจผิดและการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายได้
การปฏิรูปกฎหมายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ระบบการควบคุมมีประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นมากขึ้น แต่จะต้องใช้เวลาในการดำเนินการให้สมบูรณ์ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอีกหลายเดือนก่อนที่ผู้ประกอบการและประชาชนจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม