เปิดโปงระบบอายัดบัญชีธนาคารที่สร้างปัญหามหาศาล: โทรแจ้ง 1441 ง่ายนิดเดียว แต่ถอนอายัดยากเหลือทน

กระแสวิจารณ์อย่างหนักเกิดขึ้นในโลกออนไลน์ หลังจากที่เฟซบุ๊กเพจ “พนักงานสอบสวนหญิง” และ “Ton Thanapon” ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับระบบการอายัดบัญชีธนาคารที่มีปัญหาร้ายแรง โดยชี้ให้เห็นว่าขั้นตอนการอายัดบัญชีทำได้ง่ายดายเพียงแค่โทรศัพท์ไปที่หมายเลข 1441 แต่การปลดอายัดกลับเป็นเรื่องยุ่งยากและใช้เวลานาน ส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนจำนวนมาก

ระบบอายัดบัญชีที่ “ง่าย สะดวก รวดเร็ว” เกินไป

จากการเปิดเผยของเฟซบุ๊กเพจ “พนักงานสอบสวนหญิง” ระบุว่า ระบบการอายัดบัญชีปัจจุบันทำงานได้อย่างง่ายดายจนน่าตกใจ โดยผู้เสียหายเพียงแค่โทรศัพท์ไปที่หมายเลข 1441 และแจ้งว่าตนเองถูกหลอกลวง ธนาคารก็สามารถดำเนินการอายัดบัญชีได้ทันที โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด

กระบวนการทำงานที่เป็นปัญหา

การอายัดบัญชีที่เกิดขึ้นนี้ จะมีการแจกคดีให้กับพนักงานสอบสวนตามโรงพักต่างๆ โดยอัตโนมัติ ทำให้พนักงานสอบสวนเหล่านี้กลายเป็น “รับกรรม” ที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้สั่งการ เพราะคำสั่งอายัดมาจากหน่วยงานอื่น แต่เมื่อมีปัญหาเรื่องการปลดอายัด กลับต้องมาตกที่พนักงานสอบสวนโรงพัก

ผลกระทบต่อพนักงานสอบสวน

พนักงานสอบสวนต้องรับภาระงานเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล โดยต้องรับสายโทรศัพท์จากผู้เสียหายตลอด 24 ชั่วโมง แม้กระทั่งในเวลานอกเวลาทำงาน ทั้งที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเติม และต้องใช้โทรศัพท์มือถือส่วนตัวในการติดต่อสื่อสار รวมถึงต้องจ่ายค่าอินเทอร์เน็ตเองด้วย

เปิดเผยขั้นตอนการทำงานของระบบที่มีปัญหา

Ton Thanapon ซึ่งเป็นร้อยตำรวจเวรได้อธิบายรายละเอียดของระบบที่เขาเรียกว่า “มาตรการที่บ้าที่สุดตั้งแต่ทำงานมา 5 ปี” โดยแบ่งขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนการอายัดบัญชี

เมื่อมีการโทรศัพท์ไปที่ 1441 แจ้งว่ามีบัญชีใดทำการโกง เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเพียงว่ามีรายการโอนเงินจริงหรือไม่ หากมี ธนาคารจะดำเนินการอายัดทันที เป็นเวลา 3 วัน โดยใช้อำนาจตามพระราชกำหนดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ 1441 จะบันทึกข้อมูลในระบบรับแจ้งความออนไลน์ของตำรวจ (TPO) และระบบจะแจกคดีให้กับพนักงานสอบสวนตามโรงพักโดยอัตโนมัติ โดยจะมีการส่ง SMS แจ้งผู้เสียหายให้มาแจ้งความกับพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ

การทำหมายอายัดบัญชี (หมาย H)

กองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) จะนำข้อมูลจากระบบ TPO ซึ่งได้มาจากการโทรศัพท์เพียงอย่างเดียว โดยไม่มีหลักฐานอื่นใด เช่น ข้อความแชท หรือเอกสารประกอบ มาทำหมายอายัดบัญชี (หมาย H) ส่งไปยังธนาคาร โดยยืนยันว่ามีคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นจริง 100%

ที่น่าตกใจคือ บช.สอท. จะทำหมายอายัดทุกคดีที่ปรากฏในระบบ หากมี 100 คดี ก็จะทำทั้ง 100 คดี โดยไม่มีการคัดกรอง ทำให้เกิดการอายัดบัญชีจำนวนมากที่อาจไม่จำเป็น

ปัญหาการจำแนกประเภทบัญชี

ระบบได้จำแนกบัญชีที่ถูกอายัดออกเป็นหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทมีผลกระทบต่อเจ้าของบัญชีที่แตกต่างกัน

บัญชี “ม้าดำ”

บัญชีที่อยู่ในแถวแรกของการรับเงิน หากถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินหรือ HR03 เจ้าของบัญชีจะถูกอายัดทุกบัญชีที่เปิดด้วยบัตรประจำตัวประชาชนของตนเอง

บัญชี “ม้าเทาเข้ม”

มีลักษณะคล้ายกับม้าดำ แต่ขั้นตอนการขอปลดอายัดไม่ต้องผ่านสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพียงแค่เสนอในสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็สามารถขอปลดได้

บัญชี “ม้าเทาอ่อน”

บัญชีแถวที่สองหรือสาม ที่อาจเป็นบัญชีตัวกลางหรือไม่ก็ได้ แต่เมื่อธนาคารไล่เส้นทางการเงินตามหมาย H แล้วไปสัมผัสกับบัญชีเหล่านี้ ก็อาจถูกอายัดได้เช่นกัน และเจ้าของจะถูกอายัดทุกบัญชี

ขั้นตอนการปลดอายัดที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน

ในขณะที่การอายัดบัญชีสามารถทำได้ด้วยการคลิกเพียงไม่กี่ปุ่ม การปลดอายัดกลับเป็นกระบวนการที่ยุ่งยากมาก โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกระเบียบให้ บช.สอท. ทำหน้าที่อายัดบัญชีเท่านั้น ส่วนการปลดอายัดให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนโรงพัก

กระบวนการปลดอายัดที่ซับซ้อน

การขอปลดอายัดต้องผ่านขั้นตอนหลายขั้น ได้แก่

  • สอบปากคำทั้งเจ้าของบัญชีและผู้เสียหายลงในเอกสาร
  • ให้ลงลายมือชื่อในเอกสาร
  • ร่างหนังสือราชการเสนอผู้บังคับบัญชาลงนาม
  • สแกนเอกสารเป็น PDF และส่งเข้าระบบ
  • รอการพิจารณาจาก บช.สอท. ว่าจะอนุมัติให้ปลดหรือไม่

ความล่าช้าและปัญหาที่เกิดตาม

เนื่องจากพนักงานสอบสวนแต่ละคนต้องรับผิดชอบคดีเป็นพันๆ คดี และต้องทำงานเอกสารสำหรับการปลดอายัดเพิ่มเติม ทำให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินงาน งานปกติของการทำคดีอื่นๆ เช่น คดีอุบัติเหตุ ไฟไหม้ เช็คเด้ง ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย

วงจรปัญหาที่ไม่มีทางออก

ปัญหาที่เกิดขึ้นได้สร้างวงจรที่ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง เมื่อเจ้าของบัญชีโทรศัพท์ไปสอบถามธนาคาร ธนาคารจะแนะนำให้โทรหา 1441 และเมื่อโทรไปที่ 1441 เจ้าหน้าที่จะให้โทรหาพนักงานสอบสวนโรงพัก แต่พนักงานสอบสวนกลับไม่ใช่คนที่สั่งอายัด จึงต้องแนะนำให้ไปสอบถามธนาคารอีกครั้ง

คำกล่าวที่น่าตกใจจากเจ้าหน้าที่ 1441

มีหลักฐานการบันทึกเสียงที่แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ 1441 ได้กล่าวกับผู้โทรมาว่า “ทางเราเมีหน้าที่รับแจ้งและส่งเรื่องต่อให้ บช.สอท. ทำอายัดครับ ส่วนเรื่องของการปลดอายัดบัญชี เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน (ร้อยตำรวจโรงพัก) ต้องมาตามแก้ปัญหาตรงนี้ให้”

ปัญหาระดับโครงสร้าง

การแบ่งหน้าที่ที่ไม่สมเหตุสมผล

ปัญหาหลักของระบบนี้คือการแบ่งหน้าที่ที่ไม่เป็นธรรม โดยหน่วยงานที่มีอำนาจและเทคโนโลยีในการอายัดบัญชีได้อย่างรวดเร็ว กลับไม่รับผิดชอบในการปลดอายัด ในขณะที่พนักงานสอบสวนโรงพักซึ่งไม่ได้มีส่วนในการตัดสินใจอายัด กลับต้องรับภาระในการดำเนินการปลดอายัด

ความไม่เป็นธรรมต่อประชาชน

ประชาชนที่ไม่ได้ทำผิดอะไร สามารถถูกอายัดบัญชีได้โดยไม่ทราบสาเหตุ และต้องเสียเวลาเป็นเดือนหรือหลายเดือนในการดำเนินการปลดอายัด ทั้งที่ตัวเองเป็นเพียงคนที่บัญชีถูกนำไปใช้โดยมิจฉาชีพ

กรณีศึกษา: บัญชี “ม้าแถวหนึ่ง”

จากการเปิดเผยพบว่า มีกรณีที่เจ้าของบัญชีถูกมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินเข้าบัญชีเพื่อ “ทดลองทำภารกิจด่านแรก” และได้รับสัญญาว่าจะโอนเงินคืนให้ แต่เมื่อเงินเข้าบัญชีแล้ว บัญชีนั้นกลับถูกจัดให้เป็น “ม้าแถวหนึ่ง” และถูกอายัดทันที ทำให้เจ้าของบัญชีกลายเป็นผู้เสียหายแทนที่จะเป็นผู้ต้องสงสัย

ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ

การไหลออกของเงินทุน

เฟซบุ๊กเพจ “พนักงานสอบสวนหญิง” ได้เตือนถึงผลกระทบระยะยาวของปัญหานี้ โดยระบุว่า “เศรษฐกิจมันโตด้วยเงิน ถ้าคุมเงินให้อยู่ในประเทศไม่ได้ รับรองมีเจ๊ง คุมธนาคารไม่ได้ คุมเงินไม่ได้ เงินไหลออกนอกประเทศ ไทยแลนด์อาจเป็นเวเนซุเอลา และปกปิดข่าวสาร อาจจะเป็นเนปาล”

ความไม่มั่นใจในระบบการเงิน

การที่ประชาชนสามารถถูกอายัดบัญชีได้โดยไม่ทราบสาเหตุและไม่สามารถปลดอายัดได้อย่างรวดเร็ว ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบการเงินของประเทศ

ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหา

การปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบ

ควรมีการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดก่อนการอายัดบัญชี ไม่ใช่อายัดก่อนแล้วค่อยมาตรวจสอบทีหลัง และควรมีการจำกัดเวลาการอายัดให้เหมาะสม

การรับผิดชอบที่ชัดเจน

หน่วยงานที่มีอำนาจในการอายัดบัญชี ควรรับผิดชอบในการปลดอายัดด้วย เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและเป็นธรรม

การใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสม

ธนาคารควรมีระบบตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติและสามารถบล็อกเงินได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้มีการแจ้งจากภายนอก

การกำหนดหน้าที่ที่เป็นธรรม

ไม่ควรให้พนักงานสอบสวนโรงพักซึ่งมีหน้าที่หลักในการทำคดีอาญาทั่วไป ต้องมารับภาระงานด้านไซเบอร์ที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไข

จากกรณีนี้ มีการเรียกร้องให้หน่วยงานที่มีอำนาจเข้ามาดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการนำเรื่องนี้เข้าสู่ศาลปกครองหรือรัฐสภา เพื่อให้เกิดการปฏิรูประบบที่เป็นธรรมต่อประชาชน

ความจำเป็นในการปฏิรูป

ระบบปัจจุบันทำให้ประชาชนทุกคนมีความเสี่ยงที่จะถูกอายัดบัญชีโดยไม่ทราบสาเหตุ และไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมที่ยึดหลักนิติธรรม

บทสรุป

ปัญหาระบบการอายัดบัญชีธนาคารที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นปัญหาที่ร้ายแรงและต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การที่ประชาชนสามารถถูกอายัดบัญชีได้ง่ายๆ เพียงแค่มีคนโทรไปแจ้ง 1441 แต่การปลดอายัดกลับยุ่งยากและใช้เวลานาน เป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการเงินของประเทศ

ความสำคัญของปัญหา

ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นปัญหาของระบบที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกคน ทุกคนมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น โดยไม่สามารถป้องกันหรือคาดการณ์ได้ล่วงหน้า

การเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง

จำเป็นต้องมีการปฏิรูประบบอย่างจริงจัง โดยการนำหลักความเป็นธรรม ความรวดเร็ว และความโปร่งใสมาใช้ในกระบวนการ พร้อมทั้งจัดให้มีการรับผิดชอบที่ชัดเจนและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบให้ดีขึ้น ไม่ใช่เป็นเพียงข่าวที่ผ่านไปแล้วลืม เพราะปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันการเงินของประเทศอย่างร้ายแรง