วันที่ 23 กันยายน 2568 นักศึกษาหญิงชั้นปีที่ 1 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ได้เข้าร้องเรียนต่อ ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือที่รู้จักกันในนาม “ดร.แก้ว” ผู้ก่อตั้งเพจ “ดร.แก้วช่วยได้” หลังจากถูกกลุ่มรุ่นพี่ทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงในกิจกรรม “รับน้องโหด” หรือที่เรียกกันว่า “รับระบบ” และ “รับรุ่น” ซึ่งเป็นกิจกรรมนอกรั้วมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้รับการรับรองจากสถาบัน
น.ส.นิด (นามสมมติ) นักศึกษาผู้เสียหาย พร้อมด้วย น.ส.ฟ้า (นามสมมติ) ซึ่งเป็นมารดา ได้นำเอกสารหลักฐานการบาดเจ็บมายื่นต่อ ดร.แก้ว เพื่อขอความช่วยเหลือ โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของการ “รับน้อง” ที่ผิดวัตถุประสงค์และเกินขอบเขตที่สังคมควรยอมรับ
เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นประกอบด้วยการทำร้ายร่างกายด้วยการเตะและต่อยบริเวณหน้าอกและหลัง จนทำให้ผู้เสียหายมีรอยฟกช้ำไปทั่วร่างกาย นอกจากนี้ยังมีการบังคับให้ถ่ายบัตรประชาชนเก็บไว้เป็นเครื่องมือข่มขู่ พร้อมทั้งขู่ว่าหากมีการถอนตัวออกจากระบบ จะถูกตามไปทำร้ายถึงบ้าน ซึ่งสร้างความหวาดกลัวและความไม่ปลอดภัยให้กับครอบครัวของผู้เสียหาย
การเริ่มต้นของเหตุการณ์
ตามที่ น.ส.นิด ได้ให้การเล่าว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงเปิดเทอมกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีเพื่อนชวนให้เข้าร่วมกิจกรรมรับน้อง รุ่นพี่ได้อ้างเหตุผลว่าหากสามารถรับระบบสำเร็จจะได้รับคอนเนคชั่นระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคต ด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้เธอตัดสินใจเข้าร่วม
วันแรกที่เข้าร่วมกิจกรรม ผู้เสียหายถูกนัดหมายให้ไปที่บ้านเช่าแห่งหนึ่งภายในซอยเรวดี 34 ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี บ้านหลังดังกล่าวได้มีการใช้ผ้าปิดรั้วเพื่อปกปิดจากสายตาของบุคคลภายนอก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่โปร่งใสและการปกปิดเจตนาที่แท้จริงของกิจกรรม
รูปแบบการทำร้ายที่เป็นระบบ
เมื่อไปถึงสถานที่ รุ่นพี่ได้สั่งให้นักศึกษาทุกคนส่งโทรศัพท์มือถือและบัตรประชาชน จากนั้นได้มีการถ่ายข้อมูลส่วนตัวเก็บไว้ทั้งหมด ก่อนที่จะใช้ผ้าปิดตาและให้นั่งล้อมวง ขั้นตอนต่อมาคือการบังคับให้ดื่มเหล้าขาวผสมเครื่องดื่มชูกำลังหนึ่งแก้วแล้วส่งต่อกันไป
การทำร้ายอย่างเป็นระบบได้เริ่มขึ้นเมื่อมีการบังคับให้ท่องบทกลอนและเพลงของสถาบัน หากมีการท่องผิดจะถูกลงโทษด้วยการทำร้ายร่างกายอย่างหนัก ทั้งการบังคับให้ลุกนั่ง การต่อย และการเตะ โดยผู้กระทำความรุนแรงส่วนใหญ่เป็นรุ่นพี่ปีที่ 2 เพศหญิง ขณะที่รุ่นพี่เพศชายจะยืนอยู่แต่ไม่เข้าร่วมลงมือทำร้าย
ความถี่และความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น
น.ส.นิด ได้เปิดเผยว่า การทำร้ายลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นประจำทุกสัปดาห์ โดยรุ่นพี่จะนัดหมายให้มาทุกวันพุธ ตั้งแต่เวลา 13.00 นาฬิกา ถึง 20.00 นาฬิกา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการวางแผนและการดำเนินการอย่างเป็นระบบ
เหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในวันที่ 10 กันยายน 2568 เมื่อมีรุ่นพี่ที่จบการศึกษาไปแล้วชื่อ “เตย” เข้ามาร่วมเป็นหัวโจก ร่วมกับรุ่นพี่ชั้นปีที่ 3 ในการผลัดกันทำร้าย ทั้งการเตะและการต่อยที่บริเวณหน้าอกและหลัง จนทำให้ร่างกายของผู้เสียหายเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ ความรุนแรงในครั้งนี้มากจนทำให้ผู้เสียหายต้องบอกกับผู้ปกครองและไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายในวันที่ 12 กันยายน
การยืนยันทางการแพทย์
การตรวจร่างกายโดยแพทย์ได้ยืนยันว่าผู้เสียหายมีบาดแผลถลอกและรอยช้ำที่เกิดจากการถูกทำร้ายจริง ซึ่งเป็นหลักฐานทางการแพทย์ที่ชัดเจนถึงความรุนแรงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้แพทย์ยังได้เตือนว่าหากถูกทำร้ายซ้ำอีกอาจถึงขั้นกระดูกหัก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงระดับความรุนแรงที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต
การข่มขู่และควบคุม
ผู้เสียหายได้เล่าว่า เมื่อพยายามบอกกับรุ่นพี่ปีที่ 2 ว่าต้องการถอนตัวออกจากการรับระบบ กลับถูกขัดขวางและข่มขู่จาก “เตย” ว่าไม่สามารถออกได้ หากต้องการออกจะต้องย้ายมหาวิทยาลัย และหากพบตัวจะถูกทำร้ายซ้ำ พร้อมทั้งยืนยันว่ามีข้อมูลที่อยู่จากบัตรประชาชนอยู่ในมือ
การข่มขู่ดังกล่าวสร้างความหวาดกลัวอย่างมากจนทำให้ผู้เสียหายต้องทนต่อไป ทั้งที่ร่างกายเริ่มรับไม่ไหว ปัจจุบันผู้เสียหายไม่กล้าเดินทางไปไหนคนเดียว และยังเป็นห่วงเพื่อนชั้นปีที่ 1 ที่ยังคงอยู่ในระบบว่าหากเรื่องนี้ออกมาเป็นข่าวแล้ว เพื่อนอาจถูกทำร้ายหนักกว่าเดิม
ความรู้สึกของผู้ปกครอง
น.ส.ฟ้า มารดาของผู้เสียหาย ได้เปิดเผยความรู้สึกเจ็บปวดใจอย่างมากเมื่อทราบว่าลูกสาวถูกทำร้ายเช่นนี้ เดิมทีลูกสาวได้แจ้งว่าจะเข้าร่วมกิจกรรมรับน้อง เพราะรุ่นพี่อ้างว่ามีประโยชน์ต่ออนาคต แต่ไม่คิดว่าจะรุนแรงถึงขั้นต้องเจ็บตัว ถูกเตะต่อยจนฟกช้ำไปทั่วร่าง
มารดาได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของลูกสาวอย่างชัดเจน จากเดิมที่ร่าเริงกลับกลายเป็นคนที่หวาดกลัว เครียด และมักจะร้องไห้เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ด้วยความกังวลเรื่องความปลอดภัยและสุขภาพจิตของลูกสาว ทำให้เธอตัดสินใจพาลูกสาวมาขอความช่วยเหลือจาก ดร.แก้ว
การเรียกร้องความยุติธรรม
น.ส.ฟ้า ได้ยืนยันว่าจะเอาเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด และเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยหากพบรุ่นพี่ที่เกี่ยวข้องยังคงศึกษาอยู่ ให้ลงโทษขั้นเด็ดขาดถึงขั้นไล่ออก เพื่อไม่ให้ทำลายชื่อเสียงของสถาบัน และเป็นบทเรียนไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก
นอกจากนี้ เธอยังฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ตรวจสอบประเด็นการบังคับถ่ายบัตรประชาชนด้วยว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่ เนื่องจากเกรงว่าข้อมูลส่วนตัวของลูกสาวและเพื่อนๆ จะถูกนำไปใช้ในทางที่มิชอบ โดยเธอยืนยันว่าหวังเพียงความเป็นธรรมและความปลอดภัยของลูก รวมถึงต้องการให้กรณีนี้เป็นตัวอย่างเพื่อไม่ให้เกิดการรับน้องโหดซ้ำอีกต่อไป
การดำเนินการของมหาวิทยาลัย
ดร.แก้ว ได้เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้พาผู้เสียหายและผู้ปกครองเข้าพูดคุยกับอาจารย์หัวหน้าแผนกแล้ว โดยอาจารย์ได้ให้ความร่วมมือและชี้แจงว่ากิจกรรมดังกล่าวไม่ใช่การรับน้องของมหาวิทยาลัย ทั้งนี้มหาวิทยาลัยได้ประกาศเตือนนักศึกษาอยู่เสมอว่าไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมนอกรั้วที่ผิดลักษณะ
ขณะนี้ทางมหาวิทยาลัยกำลังรวบรวมข้อมูลนักศึกษาที่เกี่ยวข้อง ทั้งรุ่นพี่เพศชายและเพศหญิง เพื่อตรวจสอบและดำเนินการตามระเบียบของสถาบัน การดำเนินการดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความจริงจังของมหาวิทยาลัยในการจัดการกับปัญหานี้
การดำเนินคดีตามกฎหมาย
ดร.แก้ว ได้พาผู้เสียหายไปแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายและข่มขู่ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมที่เหมาะสม นอกจากนี้ หากการตรวจสอบพบว่ามีการนำบัตรประชาชนไปถ่ายเก็บเพื่อนำมาเป็นเครื่องมือข่มขู่หรือใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย จะมีการดำเนินคดีเพิ่มเติมในทุกข้อหา
การดำเนินคดีครอบคลุมนี้มีจุดประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้มีเหยื่อรายต่อไป และเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าสังคมไม่ยอมรับพฤติกรรมรุนแรงในรูปแบบของการ “รับน้อง” ที่ผิดวัตถุประสงค์
ผลกระทบต่อสังคมและระบบการศึกษา
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาร้ายแรงในระบบการ “รับน้อง” ที่เบี่ยงเบนไปจากวัตถุประสงค์เดิม ซึ่งควรจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้อง การบ่มเพาะค่านิยมที่ดี และการสร้างเครือข่ายทางสังคมที่เป็นประโยชน์
การใช้ความรุนแรงและการข่มขู่ในกิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงแต่ทำลายจุดประสงค์ที่ดีของการรับน้องเท่านั้น แต่ยังสร้างความเสียหายทางร่างกายและจิตใจให้กับผู้เสียหาย รวมถึงทำลายความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงของสถาบันการศึกษา
บทเรียนและข้อเสนอแนะ
เหตุการณ์นี้ควรเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ทั้งสถาบันการศึกษา นักศึกษา และผู้ปกครอง ในการร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหาการ “รับน้องโหด” ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
สถาบันการศึกษาควรมีมาตรการการกำกับดูแลที่เข้มงวดมากขึ้น รวมถึงการให้ความรู้แก่นักศึกษาเกี่ยวกับสิทธิและการปกป้องตนเอง นักศึกษาควรได้รับการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เหมาะสมและไม่เหมาะสมในกิจกรรมต่างๆ ส่วนผู้ปกครองควรติดตามดูแลลูกหลานอย่างใกล้ชิดและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ
การป้องกันในอนาคต
เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำ จำเป็นต้องมีการพัฒนาระบบการรายงานและการให้ความช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการสร้างช่องทางการสื่อสารที่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่อาจตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งหรือการทำร้าย
นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและการลงโทษที่เหมาะสมจะเป็นปัจจัยสำคัญในการยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม การสร้างความตระหนักในสังคมเกี่ยวกับผลกระทบของการใช้ความรุนแรงก็เป็นสิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กัน
กรณีนี้เป็นเตือนใจให้ทุกคนในสังคมตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องสิทธิมนุษยชนและการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้และการพัฒนาของคนรุ่นใหม่ การแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนและป้องกันไม่ให้มีเหยื่อรายใหม่เกิดขึ้นอีกต่อไป