ไล่ล่าระทึก! ผู้ต้องหาหนีคดีฆาตกรรม 11 ปี ปะทะดุเดือดกับตำรวจท่ามกลางสวนเงาะ

ความเป็นมาของคดี

เริ่มต้นจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2557  นายบุญตา (สงวนนามสกุล) ชายวัย 58 ปี ชาวตำบลกุดแห่ อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู  เป็นผู้ต้องหาในคดีร่วมกันพยายามฆ่าและร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ของสถานีตำรวจนาวัง จังหวัดหนองบัวลำภู

ต่อมาศาลจังหวัดหนองบัวลำภูออกหมายจับ แต่ผู้ต้องหาสามารถหลบหนีไปได้ และได้หลีกเลี่ยงการจับกุมมาเป็นเวลายาวนานถึง 11 ปี โดยคดีนี้มีอายุความ 20 ปี ทำให้เจ้าหน้าที่ยังคงติดตามจับกุมอย่างต่อเนื่อง

การปฏิบัติการล่าตัวและข้อมูลลับจากสายสืบ

การได้รับข้อมูล ในวันที่ 24 กันยายน 2568 เวลา 15.30 น. เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสถานีตำรวจนากลางได้รับข้อมูลจากสายสืบที่เชื่อถือได้ว่า นายบุญตาได้ย้อนกลับมาซ่อนตัวในพื้นที่และทำงานอยู่ที่สวนเงาะของน้องสาว

ที่ตั้งของการหลบซ่อน สถานที่ที่ผู้ต้องหาเลือกหลบซ่อนคือ สวนเงาะที่ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้าน บริเวณสวนซำหัวช้าง บ้านสนามชัย หมู่ที่ 6 ตำบลกุดแห่ อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งเป็นบริเวณที่ห่างไกลและมีต้นไม้ปกคลุมหนาแน่น เหมาะสำหรับการหลบซ่อน

แผนการจับกุมและการเตรียมพร้อม

การวางแผนปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้วางแผนการจับกุมอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่และเจ้าหน้าที่เป็นหลัก การปฏิบัติการครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่หลายนายร่วมปฏิบัติการ โดยแบ่งกำลังเพื่อควบคุมพื้นที่โดยรอบ

ลักษณะของสถานที่เกิดเหตุ บริเวณสวนเงาะที่เกิดเหตุมีกระท่อมทั้งหมด 2 หลัง คือ กระท่อมด้านบนและกระท่อมด้านล่าง เจ้าหน้าที่จึงต้องแบ่งกำลังเข้าตรวจสอบทั้งสองจุด กระท่อมที่ผู้ต้องหาหลบซ่อนอยู่เป็นกระท่อมด้านล่าง ที่มีฝาผนังด้านข้างทำจากไม้ไผ่เป็นช่องๆ ทำให้สามารถมองเห็นภายในได้

ช่วงเวลาแห่งความตึงเครียด: การเผชิญหน้าครั้งแรก

การแสดงตัวของเจ้าหน้าที่ สิบตำรวจเอก สหภาพ กุลบุตร เป็นเจ้าหน้าที่คนแรกที่พบผู้ต้องหาภายในกระท่อม จึงได้แสดงตัวว่า “นี่คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ” เพื่อให้ผู้ต้องหาทราบและยอมจำนน

ปฏิกิริยาของผู้ต้องหา เมื่อนายบุญตาเห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แทนที่จะยอมจำนน กลับได้เดินไปหยิบอาวุธปืนที่วางอยู่ในตะกร้าผ้าภายในกระท่อม จากนั้นเปิดประตูกระท่อมพร้อมกับเล็งอาวุธใส่ ส.ต.อ.สหภาพ กุลบุตร ที่ยืนอยู่ห่างออกไปประมาณ 2 เมตร

การปะทะครั้งแรก: สถานการณ์วิกฤติ

ความพยายามของเจ้าหน้าที่ในการยับยั้ง ส.ต.อ.สหภาพ กุลบุตร ได้ถืออาวุธปืนพกออกมาและเล็งปืนไปทางนายบุญตาเช่นกัน พร้อมออกคำสั่งให้วางอาวุธปืนลงและเตือนว่า “อย่ายิง” เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง แต่ผู้ต้องหาไม่ได้วางอาวุธปืนลงแต่อย่างใด

การยิงครั้งแรก แม้จะมีการเตือนแล้ว นายบุญตายังคงใช้อาวุธปืนที่ถืออยู่ยิงมาที่ ส.ต.อ.สหภาพ กุลบุตร จำนวน 1 นัด ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้อาวุธปืนพกยิงออกไปเพื่อยับยั้งและป้องกันตัว เนื่องจากเป็นอันตรายต่อชีวิต จำนวน 2 นัด แต่ยังไม่สามารถหยุดยั้งผู้ต้องหาได้

การต่อสู้แบบประชิดตัว: ช่วงเวลาชี้ชะตา

การโจมตีด้วยอาวุธปืน หลังจากการแลกยิงกัน นายบุญตาได้วิ่งออกมาจากกระท่อมและกระโดดเข้ามาหา ส.ต.อ.สหภาพ กุลบุตร พร้อมใช้อาวุธปืนตีที่ศีรษะ เป็นการโจมตีแบบประชิดตัวที่อันตรายมาก

การยิงครั้งสุดท้าย ในช่วงที่นายบุญตากระโดดออกมาโจมตี ส.ต.อ.สหภาพ กุลบุตร ได้ยิงออกไปอีกจำนวน 1 นัด หลังจากนั้น ทั้งสองฝ่ายได้ล้มลงที่พื้น ซึ่งเป็นจุดจบของการปะทะครั้งนี้

การควบคุมตัวและการดูแลผู้บาดเจ็บ

การเข้าควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระจายกำลังอยู่ในบริเวณใกล้เคียงได้เข้าทำการควบคุมตัวผู้ต้องหาทันที และพบว่านายบุญตาได้รับบาดเจ็บ 2 แห่ง คือ บริเวณหัวไหล่ขวา จำนวน 1 แผล และช่องท้องฝั่งขวา จำนวน 1 แผล

การปฐมพยาบาล เจ้าหน้าที่ได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นทันทีและประสานงานรถกู้ชีพมานำตัวผู้ต้องหาเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลนากลางอย่างเร่งด่วน

การบาดเจ็บของเจ้าหน้าที่ ส.ต.อ.สหภาพ กุลบุตร ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนที่บริเวณหน้าแข้ง และได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลนากลางเช่นเดียวกัน

การส่งต่อและความห่วงใยของครอบครว

การส่งตัวไปรักษาต่อ เนื่องจากอาการบาดเจ็บของนายบุญตามีความรุนแรง จึงมีการเตรียมส่งตัวจากโรงพยาบาลนากลางไปยังโรงพยาบาลจังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อรับการรักษาที่ดีขึ้น โดยมีเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนขึ้นรถควบคุมตัวไปส่ง

ความห่วงใยของครอบครัว นางมณฑา (สงวนนามสกุล) อายุ 70 กว่าปี ผู้เป็นมารดา พร้อมด้วยญาติพี่น้องได้เดินทางมาดูอาการบาดเจ็บของลูกชาย โดยนางมณฑาได้ขึ้นเดินทางไปกับรถพยาบาลพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ

การตรวจค้นและการพบของกลาง

การตรวจค้นบริเวณเกิดเหตุ หลังจากการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจค้นบริเวณกระท่อมที่นายบุญตาพักอาศัยอยู่ พร้อมด้วยตำรวจพิสูจน์หลักฐานตำรวจภูธรจังหวัดหนองบัวลำภู และพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนากลาง

อาวุธปืนที่พบ ผลการตรวจค้นพบอาวุธหลายชิ้น ประกอบด้วย:

  • อาวุธปืนพกสั้นแบบประดิษฐ์ขึ้นเอง ไม่ทราบขนาด จำนวน 1 กระบอก ซึ่งอยู่ในมือด้านขวาของผู้ต้องหาขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าจับกุม
  • อาวุธปืนยาวแบบประดิษฐ์ขึ้นเอง ชนิดประจุเครื่องกระสุนจากปากกระบอก หรือปืนแก๊ปยาว จำนวน 1 กระบอก วางพิงอยู่ที่ผนังของกระท่อมที่เกิดเหตุ
  • อาวุธปืนยาวแบบประดิษฐ์ขึ้นเอง ไม่ทราบขนาด จำนวน 1 กระบอก แขวนอยู่ที่ผนังของกระท่อมที่เกิดเหตุ

ของกลางอื่นๆ ที่พบ

  • ยาบ้าเม็ดสีแดง จำนวน 10 เม็ด
  • ระเบิดมือ MP-15-CS ซึ่งเป็นระเบิดควันประเภทสารระคายเคือง (CS SMOKE GRENADE) จำนวน 1 ลูก วางอยู่บนกระท่อมที่เกิดเหตุ
  • ปลอกกระสุนปืนจำนวนหนึ่ง

ข้อกล่าวหาและกระบวนการทางกฎหมาย

ข้อกล่าวหาที่แจ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อนายบุญตา รวมทั้งหมด 6 ข้อหา ดังนี้:

  1. พยายามฆ่าเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ – เป็นความผิดร้ายแรงที่มีโทษหนัก เนื่องจากเป็นการทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย
  2. ต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่ – การขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ
  3. มีอาวุธปืนและกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน – การครอบครองอาวุธผิดกฎหมาย ซึ่งพบหลายชิ้น
  4. มีวัตถุระเบิดไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน – การครอบครองระเบิดมือ MP-15-CS ผิดกฎหมาย
  5. มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ครอบครอง – การครอบครองยาบ้า 10 เม็ด

เสียงจากครอบครัว: มุมมองของผู้เป็นมารดา

ความรู้สึกของมารดา นางมณฑา ผู้เป็นมารดา ให้สัมภาษณ์ด้วยความเศร้าโศกว่า ตนเองมีลูกทั้งหมด 5 คน เสียชีวิตไปแล้ว 1 คน เหลืออีก 4 คน โดยนายบุญตาเป็นลูกคนโต

ลักษณะของลูกชายในสายตาแม่ นางมณฑาเล่าว่า นายบุญตาเป็นคนที่ช่วยเหลือทำงานเป็นอย่างดี เป็นลูกที่กตัญญูกตเวที ไปไหนก็ตามแม่ เวลาจะไปไหนมาไหนจะกราบแม่ จะจับเท้าแม่ยกใส่หัวเป็นประจำ แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงมาเป็นเช่นนี้ได้

ความรู้เห็นเกี่ยวกับคดีของลูกชาย เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า รู้หรือไม่ว่าลูกชายก่อคดีและหนีหมายศาลมาเป็นเวลา 11 ปี นางมณฑาตอบว่า “ก็พอรู้อยู่ ก็ได้บอกให้อย่าไปทำอย่างนั้นอีก ให้เป็นคนดี แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้”

ความหวังและความกังวลของแม่ นางมณฑายังเล่าว่า นายบุญตาเคยบอกว่าจะบวชเพื่อทดแทนบุญคุณแม่ที่เลี้ยงมา และจะไม่สึกจากการบวช ขณะที่ขึ้นรถพยาบาลก็ได้สอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยความเป็นห่วงว่า ลูกตนเองจะเป็นอะไรหรือไม่

ผลกระทบและบทเรียนจากเหตุการณ์

ความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงภัยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเผชิญในการปฏิบัติหน้าที่ การที่ผู้ต้องหาหลบหนีคดีมานานถึง 11 ปี ทำให้กลายเป็นผู้หมดหวังและพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงเพื่อหลีกหนี

ปัญหายาเสพติดและอาวุธ การพบยาบ้าและอาวุธปืนหลายชิ้นในที่หลบซ่อน แสดงให้เห็นถึงปัญหาที่เชื่อมโยงกันระหว่างอาชญากรรม ยาเสพติด และการครอบครองอาวุธผิดกฎหมาย

ความเจ็บปวดของครอบครัว เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเจ็บปวดของครอบครัวที่ต้องเผชิญกับปัญหาของสมาชิกในครอบครัว แม้จะพยายามตักเตือนและให้คำแนะนำแล้ว แต่ไม่สามารถป้องกันได้

สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้ม

การรักษาพยาบาล ขณะนี้ทั้งนายบุญตาและ ส.ต.อ.สหภาพ กุลบุตร อยู่ระหว่างการรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยควบคุมตัวและดูแลความปลอดภัย

กระบวนการทางกฎหมายที่รอคอย หลังจากที่อาการดีขึ้น ผู้ต้องหาจะต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายในข้อหาเดิมที่หลบหนีมา รวมถึงข้อหาใหม่ที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ครั้งนี้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราได้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาอาชญากรรม ความเสี่ยงภัยที่เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญ และความสำคัญของการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก การที่ผู้ต้องหาหลบหนีคดีมาถึง 11 ปี ก่อนจะถูกจับได้ แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายและความจำเป็นในการพัฒนาระบบการติดตามและจับกุมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น