ดีเดย์ 2 ตุลาคม! กฎหมายใหม่บังคับไดรเวอร์แอปเรียกรถต้องจดทะเบียนสาธารณะ หรือเสี่ยงถูกระงับบัญชี

อุตสาหกรรมแอปเรียกรถกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อกฎหมายใหม่ที่บังคับให้ไดรเวอร์และไรเดอร์จดทะเบียนรถสาธารณะจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 ตุลาคม 2568 สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ยืนยันการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด พร้อมเตือนว่าหากไม่ปฏิบัติตามจะถูกระงับบัญชีและดำเนินการตามกฎหมาย

ประเด็นหลักของกฎหมายใหม่

การออกประกาศเพิ่มเติมของ ETDA ภายใต้พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล (DPS) มีเป้าหมายยกระดับมาตรฐานและเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ใช้บริการ ประกาศฉบับนี้ได้รับการลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 และจะมีผลบังคับใช้หลังครบกำหนด 90 วันนับจากวันประกาศ

หน้าที่ใหม่ของแพลตฟอร์มดิจิทัล:

ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ชี้แจงว่า แพลตฟอร์มต้องทำหน้าที่กำกับดูแลและควบคุมการให้บริการอย่างเข้มงวดมากขึ้น โดยมีข้อกำหนดสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ การใช้รถที่จดทะเบียนเป็นรถสาธารณะและมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ การจัดเก็บค่าบริการตามอัตราที่กำหนด การตรวจสอบและยืนยันตัวตนทั้งไรเดอร์และผู้โดยสาร การให้สิทธิและความยืดหยุ่นแก่ไรเดอร์ และการส่งรายงานการดำเนินงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ความท้าทายในการจดทะเบียน รย.18

การจดทะเบียนรถสาธารณะ (รย.18) ถือเป็นประเด็นหลักที่สร้างความกังวลให้แก่ไดรเวอร์และไรเดอร์ทั่วประเทศ กระบวนการนี้มีข้อกำหนดที่ซับซ้อนหลายประการ

สำหรับรถมอเตอร์ไซค์: รถต้องมีขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 125 ซีซี สำหรับรถน้ำมัน หรือมอเตอร์ขนาด 250-4,000 วัตต์ สำหรับรถไฟฟ้า คนขับต้องเป็นเจ้าของรถที่ชื่อปรากฏในทะเบียนรถ และต้องมีหลักฐานที่อยู่อาศัยในพื้นที่จดทะเบียน หากรถยังติดไฟแนนซ์ ต้องเบิกเล่มทะเบียนออกมาเพื่อใช้ในการจดทะเบียน ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

สำหรับรถยนต์: รถต้องมีอายุไม่เกิน 9 ปี และชื่อผู้ครอบครองรถต้องเป็นชื่อผู้ให้บริการหรือบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด เช่น คู่สมรส บุพการี หรือผู้ที่อยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกัน โดยหนึ่งคนสามารถจดทะเบียนได้เพียงหนึ่งคันเท่านั้น

ผลกระทบต่อไดรเวอร์พาร์ตไทม์

ความกังวลจากผู้ประกอบการ:

นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ รองประธานฝ่ายนโยบายสาธารณะและรัฐกิจสัมพันธ์ LINE MAN Wongnai แสดงความกังวลว่า กฎหมายใหม่อาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มไดรเวอร์พาร์ตไทม์ ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของผู้ให้บริการในระบบ กลุ่มนี้มักใช้แอปเรียกรถเป็นอาชีพเสริมเพื่อหารายได้เพิ่มจากงานประจำ การบังคับให้จดทะเบียนรถสาธารณะอาจทำให้พวกเขาคิดว่าไม่คุ้มค่า เนื่องจากจะส่งผลต่อการประเมินราคารถในอนาคต ทำให้รถตกราคาเร็วขึ้น และมีค่าใช้จ่ายด้านประกันภัยที่สูงขึ้น

ปัจจุบัน LINE MAN RIDE มีไดรเวอร์ที่ถือใบขับขี่สาธารณะแล้วประมาณ 10,000 คน แต่ยังมีไดรเวอร์อีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้จดทะเบียนรถสาธารณะ

มาตรการสนับสนุนจากแกร็บ

โครงการส่งเสริมและอินเซนทีฟ:

นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เผยว่า บริษัทได้เริ่มโครงการส่งเสริมให้ไดรเวอร์จดทะเบียนรถสาธารณะมาตั้งแต่ปี 2565 โดยจัดกิจกรรมกระตุ้นและให้คำแนะนำผ่านศูนย์ย่อยแกร็บในจังหวัดต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

แกร็บยังเสนออินเซนทีฟและสิทธิประโยชน์มูลค่าสูงสุด 7,000 บาท เพื่อจูงใจให้ไดรเวอร์เข้าร่วมโครงการ ปัจจุบันมีไดรเวอร์ทั่วประเทศที่มีใบขับขี่สาธารณะแล้วหลายหมื่นคน

ข้อเสนอปรับปรุงเงื่อนไข:

แกร็บยังเสนอให้ผ่อนปรนเงื่อนไขการครอบครองรถ เนื่องจากไดรเวอร์จำนวนมากยังติดไฟแนนซ์ รวมถึงกลุ่มที่ให้บริการด้วยรถแท็กซี่ไฟฟ้าและจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เช่ารถจากบริษัทปล่อยเช่า การผ่อนปรนเงื่อนไขจะช่วยให้ไดรเวอร์เข้าระบบได้มากขึ้นและส่งเสริมการสร้างอาชีพให้คนไทยเข้าถึงแหล่งรายได้

ผลกระทบด้านการเงินและประกันภัย

ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับรถติดไฟแนนซ์:

นายศรัณย์ ทองธรรมชาติ ประธานสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย ชี้แจงว่า ไดรเวอร์ที่มีรถติดไฟแนนซ์สามารถจดทะเบียนรถสาธารณะได้ แต่ต้องผ่านขั้นตอนที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ขั้นตอนแรกคือการยื่นเรื่องกับบริษัทไฟแนนซ์เพื่อเปลี่ยนวัตถุประสงค์ในสัญญาเช่าซื้อจากบุคคลธรรมดาเป็นรถสาธารณะ ซึ่งจะมีค่าธรรมเนียมประมาณ 1% ของยอดสินเชื่อคงค้าง หรือไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท ขั้นตอนที่สองคือการให้ไฟแนนซ์ออกหนังสือมอบอำนาจเพื่อนำเล่มทะเบียนไปติดต่อกรมการขนส่งทางบก และขั้นตอนสุดท้ายคือการเปลี่ยนแปลงประกันภัยเป็นประเภทเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีเบี้ยประกันสูงกว่า

เบี้ยประกันรถป้ายเหลืองแพงกว่า:

นายเสรี กวินรัชตโรจน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย ยืนยันว่า อัตราเบี้ยประกันของรถป้ายเหลืองจะสูงกว่ารถทั่วไปอย่างชัดเจน สำหรับรถยนต์อาจแตกต่างกันเป็นหลักหมื่นบาท ส่วนรถจักรยานยนต์ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ค่อยซื้อประกันชั้น 1 อยู่แล้ว

การทำประกันให้ถูกประเภทจะช่วยป้องกันปัญหาข้อยกเว้นในการเคลมประกัน เนื่องจากหากใช้รถผิดประเภทจะไม่ได้รับความคุ้มครอง

ปัญหาและข้อจำกัดที่เผชิญ

ข้อจำกัดทางเทคนิค:

นายพรเทพ ชัชวาลอมรกุล นายกสมาคมไรเดอร์ไทย เปิดเผยว่า คุณสมบัติต่างๆ ที่กำหนดเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ไดรเวอร์จำนวนมากไม่สามารถจดทะเบียนได้ โดยเฉพาะขนาดเครื่องยนต์ที่ส่วนใหญ่ใช้อยู่ 150 ซีซี แต่กฎหมายกำหนดให้ไม่เกิน 125 ซีซี ทางสมาคมได้พยายามผลักดันเรื่องนี้มาเป็นเวลา 4 ปี

เมื่อเข้าใกล้วันบังคับใช้ บางแอปเริ่มปิดระบบไดรเวอร์ที่ยังไม่จดทะเบียนเพื่อป้องกันความเสี่ยงทางธุรกิจ ไดรเวอร์ที่ถูกปิดระบบมี 2 ทางเลือก คือ ไปจดทะเบียนให้ถูกต้อง หรือเปลี่ยนไปรับงานส่งอาหารแทน

สถิติการจดทะเบียน:

จากข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก จำนวนไรเดอร์ที่นำรถมอเตอร์ไซค์ไปจดทะเบียนรถสาธารณะในปีนี้มีเพียงหลักพันคันเท่านั้น ซึ่งยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนไรเดอร์ทั้งหมดในระบบ

การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

มาตรการลงโทษ:

ETDA ชี้แจงว่า หากแพลตฟอร์มไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนด กระบวนการบังคับใช้กฎหมายจะเริ่มจากการแจ้งให้แก้ไข การระงับบริการ และหากยังให้บริการต่อจะถือว่าเป็น “การให้บริการเถื่อน” ซึ่งจะนำไปสู่การปรับหรือจำคุกตามกฎหมาย

สำหรับไดรเวอร์ หากไม่ดำเนินการจดทะเบียนให้ถูกต้อง จะไม่สามารถขับรถให้กับแอปพลิเคชันได้ ซึ่งเป็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

ความชัดเจนในการบังคับใช้:

กรมการขนส่งทางบกยืนยันว่า ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ไดรเวอร์ที่ไม่จดทะเบียนจะไม่สามารถให้บริการผ่านแอปได้ การบังคับใช้นี้มีเป้าหมายสร้างมาตรฐานและเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ใช้บริการรถสาธารณะผ่านแอป

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม

การปรับตัวของตลาด:

การบังคับใช้กฎหมายใหม่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของแอปเรียกรถอย่างมีนัยสำคัญ ไดรเวอร์จำนวนหนึ่งอาจต้องออกจากระบบ ทำให้เกิดการขาดแคลนคนขับในระยะแรก ส่วนไดรเวอร์ที่ตัดสินใจจดทะเบียนจะต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มเติม

การสร้างมาตรฐานใหม่:

แม้จะมีความท้าทาย แต่กฎหมายใหม่มีเป้าหมายสร้างมาตรฐานที่สูงขึ้นให้อุตสาหกรรม ผู้ใช้บริการจะได้รับความปลอดภัยและความมั่นใจมากขึ้น ในขณะที่ไดรเวอร์ที่เข้าระบบจะมีสถานะที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ทิศทางอนาคต

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมแอปเรียกรถในประเทศไทย แม้จะมีความท้าทายในระยะแรก แต่ในระยะยาว คาดว่าจะส่งผลดีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมให้มีมาตรฐานที่สูงขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้บริการ และยกระดับคุณภาพการให้บริการโดยรวม

ความสำเร็จของการบังคับใช้กฎหมายใหม่จะขึ้นอยู่กับความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ ผู้ประกอบการแพลตฟอร์ม และไดรเวอร์ในการปรับตัวและปฏิบัติตามข้อกำหนดใหม่อย่างเข้มงวด