เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ได้ออกมาแถลงการณ์สำคัญเกี่ยวกับการบังคับใช้มาตรการควบคุมการขายกระท่อมที่เข้มงวดขึ้น ตามอำนาจของประกาศกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดสถานที่ วิธีการ หรือลักษณะต้องห้ามในการขายใบกระท่อม พ.ศ. 2568 ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันนี้เป็นวันแรก
เลขาธิการ ป.ป.ส. ระบุว่า ตนได้มีข้อสั่งการที่เด็ดขาดและชัดเจนไปยังหน่วยงานสำนักงาน ป.ป.ส. ทุกภาคทั่วประเทศ ตั้งแต่กรุงเทพมหานครไปจนถึงพื้นที่ห่างไกลในส่วนภูมิภาค ให้เริ่มดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมทันที เพื่อจัดระเบียบการขายใบกระท่อมและผลิตภัณฑ์จากกระท่อมให้เป็นไปตามกรอบกฎหมายที่กำหนดไว้
การออกประกาศครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากพืชกระท่อมที่ถูกกฎหมายกับการคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ จากการที่กระท่อมถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดหรือการเข้าถึงที่ง่ายเกินไป
รายละเอียดประกาศฯ ที่ทุกคนต้องรู้และปฏิบัติตาม
ประกาศกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้ได้กำหนดข้อห้ามที่ชัดเจนและเข้มงวดสำหรับการค้าขายใบกระท่อมและน้ำต้มใบกระท่อม ซึ่งผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปจำเป็นต้องรับทราบและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยมีสาระสำคัญดังนี้
ข้อห้ามข้อแรก: ห้ามขายในระยะ 1,000 เมตรจากสถานศึกษา
ประกาศฯ ได้กำหนดอย่างชัดเจนว่า ห้ามมิให้มีการขายใบกระท่อมและน้ำต้มใบกระท่อมในสถานที่ซึ่งตั้งอยู่ในระยะ 1,000 เมตร หรือเท่ากับ 1 กิโลเมตร จากสถานศึกษาทุกประเภทและทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนประถมศึกษา มัธยมศึกษา โรงเรียนเอกชน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาอื่นใดก็ตาม
การกำหนดระยะห่าง 1 กิโลเมตรนี้มิใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการคำนวณจากพฤติกรรมและรัศมีการเดินทางของเด็กนักเรียนและเยาวชนในชีวิตประจำวัน โดยพิจารณาจากระยะทางที่เด็กส่วนใหญ่เดินเท้าไปโรงเรียน เดินไปซื้อของที่ร้านค้า หรือใช้เวลาว่างในชุมชนรอบๆ โรงเรียน มาตรการนี้จึงมุ่งหมายลดโอกาสที่เด็กจะสามารถเข้าถึงหรือซื้อหากระท่อมได้โดยง่ายในชีวิตประจำวัน
ข้อห้ามข้อสอง: ห้ามเร่ขายและตั้งแผงลอย
นอกจากการห้ามขายใกล้สถานศึกษาแล้ว ประกาศฯ ยังได้กำหนดให้ห้ามการขายใบกระท่อมและน้ำต้มใบกระท่อมในลักษณะของการ “เร่ขาย” และการตั้ง “แผงลอย” ในที่หรือทางสาธารณะอย่างเด็ดขาด
การเร่ขายที่ต้องห้ามนั้นหมายรวมถึง การหาบเร่ การใช้รถเข็นขาย การใช้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์เร่ขาย หรือการเคลื่อนที่ไปขายตามสถานที่ต่างๆ โดยไม่มีหน้าร้านหรือสถานประกอบการที่ถาวร ส่วนการตั้งแผงลอยนั้นหมายถึง การตั้งแผงชั่วคราวในที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นบนฟุตปาธ ริมถนน ในสวนสาธารณะ หรือพื้นที่สาธารณะอื่นใด
เหตุผลสำคัญของข้อห้ามนี้คือ การเร่ขายและตั้งแผงลอยมักเป็นช่องทางที่ยากต่อการตรวจสอบและควบคุม ไม่สามารถติดตามได้ว่าผู้ขายมีใบอนุญาตหรือไม่ มีการขายให้กับผู้เยาว์หรือไม่ และยังก่อให้เกิดปัญหาความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้ใช้ทางสาธารณะ รวมถึงปัญหาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของชุมชน
บทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน
ประกาศฯ ได้กำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนข้อกำหนด โดยผู้ใดฝ่าฝืนประกาศนี้ ไม่ว่าจะเป็นการขายในระยะห่างต้องห้าม หรือการขายในลักษณะเร่ขายและตั้งแผงลอย จะต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท ซึ่งถือเป็นจำนวนเงินที่สูงมากและสะท้อนถึงความจริงจังของรัฐบาลในการบังคับใช้มาตรการนี้
นอกจากค่าปรับแล้ว ผู้ฝ่าฝืนอาจต้องเผชิญกับการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการ การดำเนินคดีตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง และการถูกติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิดจากเจ้าหน้าที่ในอนาคต
การเตรียมการและการลงพื้นที่ล่วงหน้า
พ.ต.ต.สุริยา ได้เน้นย้ำว่า สำนักงาน ป.ป.ส. ไม่ได้ประกาศบังคับใช้กฎหมายโดยไม่มีการเตรียมการใดๆ แต่ได้มีการดำเนินงานอย่างเป็นระบบและรอบคอบมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบังคับใช้มาตรการนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
ในช่วงก่อนที่ประกาศจะมีผลบังคับใช้ หน่วยงานของ ป.ป.ส. ในพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพมหานครและส่วนภูมิภาคทั้ง 76 จังหวัด ได้ออกพื้นที่อย่างกว้างขวางเพื่อรณรงค์และสร้างความเข้าใจกับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไป เจ้าหน้าที่ได้ไปพบปะพูดคุยกับเจ้าของร้านค้า ผู้ขายกระท่อม และชุมชนในพื้นที่ เพื่ออธิบายรายละเอียดของกฎหมายใหม่ วัตถุประสงค์ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
การรณรงค์ล่วงหน้านี้มีวัตถุประสงค์สำคัญหลายประการ ประการแรก เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัวและเตรียมความพร้อมในการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการย้ายสถานที่ขาย การปรับเปลี่ยนรูปแบบการจำหน่าย หรือการหาทางเลือกอื่นๆ ประการที่สอง เพื่อลดความเข้าใจผิดและความกังวลของผู้ที่เกี่ยวข้อง และประการที่สาม เพื่อสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการทำให้มาตรการนี้ประสบความสำเร็จ
นอกจากนี้ ป.ป.ส. ยังได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานอื่นๆ เพื่อเตรียมพร้อมในการบังคับใช้กฎหมายร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ การทำงานแบบบูรณาการนี้จะช่วยให้การตรวจสอบ การควบคุม และการดำเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืนเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม
เป้าหมายคือปกป้องเด็กและสร้างสมดุลให้สังคม
เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้เน้นย้ำถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของมาตรการนี้ว่า เป้าหมายหลักของ ป.ป.ส. และรัฐบาลไม่ใช่การทำลายเศรษฐกิจหรือการกีดกันผู้ประกอบการที่สุจริต แต่คือการสร้างสมดุลที่เหมาะสมระหว่างการส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากพืชกระท่อมอย่างถูกกฎหมายและสร้างสรรค์ กับการสร้างความปลอดภัยและปกป้องสวัสดิภาพของสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กและเยาวชน
พ.ต.ต.สุริยา กล่าวว่า “ประโยชน์สูงสุดของมาตรการนี้คือการปกป้องเด็กและเยาวชนของเรา ซึ่งเป็นอนาคตและกำลังสำคัญของชาติ เราไม่อยากเห็นภาพที่เด็กนักเรียนสามารถซื้อและบริโภคกระท่อมได้ง่ายๆ หลังเลิกเรียนหรือระหว่างทางกลับบ้าน เราต้องสร้างกำแพงปกป้องที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เด็กเข้าถึงสารเสพติดหรือสิ่งที่อาจส่งผลเสียต่อพัฒนาการและอนาคตของพวกเขา”
นอกจากการปกป้องเด็กแล้ว มาตรการนี้ยังมุ่งหมายจัดระเบียบการขายให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ลดปัญหาความเดือดร้อนรำคาญที่เกิดจากการตั้งแผงลอยในที่สาธารณะ ปัญหาการจราจร ปัญหาขยะและความสกปรก และปัญหาอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน การมีกฎระเบียบที่ชัดเจนและการบังคับใช้อย่างจริงจังจะช่วยให้การค้าขายกระท่อมเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปลอดภัยสำหรับทุกฝ่าย
“เราไม่ได้ต้องการห้ามการใช้กระท่อมโดยสิ้นเชิง เพราะเรารู้ดีว่ากระท่อมเป็นพืชท้องถิ่นที่มีประโยชน์และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่เราต้องมั่นใจว่าการใช้นั้นเป็นไปอย่างถูกต้อง เหมาะสม และปลอดภัย นี่คือเหตุผลที่เราต้องมีมาตรการที่ชัดเจนและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง” เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวเสริม
การใช้กระท่อมอย่างถูกกฎหมายและสร้างสรรค์
แม้ว่ามาตรการนี้จะมีข้อจำกัดและข้อห้ามหลายประการ แต่ ป.ป.ส. ได้เน้นย้ำว่า ยังคงมีช่องทางที่ถูกกฎหมายสำหรับการใช้ประโยชน์จากพืชกระท่อมอย่างหลากหลาย รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังส่งเสริมให้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกระท่อมในรูปแบบต่างๆ ที่สร้างสรรค์และปลอดภัย
ผลิตภัณฑ์เหล่านี้รวมถึง เครื่องดื่มสมุนไพรที่มีส่วนผสมของกระท่อม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพและความงาม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ผ่านการรับรองและอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพืชกระท่อม สร้างงานและรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการ โดยที่ยังคงรักษาความปลอดภัยและสอดคล้องกับกฎหมาย
นอกจากนี้ การจำหน่ายใบกระท่อมและผลิตภัณฑ์จากกระท่อมยังคงสามารถทำได้ตามกฎหมาย หากปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น การขายในร้านค้าที่มีหน้าร้านถาวรและตั้งอยู่นอกเขตห้าม การมีใบอนุญาตประกอบการครบถ้วน การไม่ขายให้กับเด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี และการปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ความร่วมมือจากผู้ประกอบการและประชาชน
เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้กล่าวขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการทุกท่านให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยระบุว่า “ขอความร่วมมือผู้ประกอบการทุกท่านปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อที่เราจะสามารถใช้ประโยชน์จากพืชกระท่อมในทางที่สร้างสรรค์และปลอดภัยไปพร้อมกัน การปฏิบัติตามกฎหมายไม่เพียงแต่จะช่วยหลีกเลี่ยงบทลงโทษทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและการมีส่วนร่วมในการปกป้องเด็กและเยาวชนของชาติด้วย”
สำหรับประชาชนทั่วไป ป.ป.ส. ขอความร่วมมือในการเฝ้าระวังและเป็นหูเป็นตาให้กับสังคม หากพบเห็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการขายกระท่อมในเขตห้าม การเร่ขายหรือตั้งแผงลอย หรือการขายให้กับเด็กและเยาวชน ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสได้ทันทีผ่านช่องทางต่างๆ ที่ ป.ป.ส. จัดเตรียมไว้
ช่องทางแจ้งเบาะแสและขอความช่วยเหลือ
เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการรับเรื่องร้องเรียนและข้อมูลเบาะแส ป.ป.ส. ได้เปิดช่องทางหลายรูปแบบดังนี้
สายด่วน ป.ป.ส. 1386 เป็นช่องทางหลักที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง มีเจ้าหน้าที่พร้อมรับเรื่องและประสานงานการดำเนินการอย่างรวดเร็ว ประชาชนสามารถโทรศัพท์มาแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการฝ่าฝืนกฎหมายยาเสพติดทุกประเภท รวมถึงการขายกระท่อมที่ผิดกฎหมาย โดยข้อมูลของผู้แจ้งจะได้รับการปกป้องและเก็บเป็นความลับอย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ ยังมีช่องทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของสำนักงาน ป.ป.ส. แอปพลิเคชันมือถือ และช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่ประชาชนสามารถใช้แจ้งเบาะแสได้อย่างสะดวก รวมถึงการส่งรูปภาพหรือวิดีโอประกอบเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบและดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
“ท่านแจ้ง เราจับ” นี่คือคำขวัญที่ ป.ป.ส. ต้องการส่งถึงประชาชน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าทุกเบาะแสที่ได้รับจะถูกนำไปสู่การดำเนินการอย่างจริงจัง โดย ป.ป.ส. พร้อมเป็น “ที่พึ่งทุกปัญหายาเสพติด” ให้กับประชาชนทุกคน
ผลกระทบต่อผู้ประกอบการและแนวทางการปรับตัว
มาตรการใหม่นี้อาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการบางส่วน โดยเฉพาะผู้ที่ประกอบธุรกิจในลักษณะเร่ขายหรือตั้งแผงลอย หรือมีร้านค้าที่ตั้งอยู่ในเขตห้ามตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ป.ป.ส. ได้เตรียมแนวทางสนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างถูกกฎหมาย
สำหรับผู้ประกอบการที่มีร้านค้าอยู่ในเขตห้าม อาจพิจารณาย้ายสถานประกอบการไปยังพื้นที่ที่อยู่นอกรัศมี 1 กิโลเมตรจากสถานศึกษา หรือหันมาจำหน่ายผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ไม่อยู่ในบัญชีต้องห้าม ในขณะเดียวกัน หน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมให้คำปรึกษาและอำนวยความสะดวกในการขอย้ายที่ตั้งหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ
สำหรับผู้ที่ประกอบธุรกิจในรูปแบบเร่ขายหรือแผงลอย มีทางเลือกหลายประการ เช่น การเช่าหรือซื้อพื้นที่เพื่อเปิดร้านค้าถาวรที่ถูกกฎหมาย การเข้าร่วมกับตลาดหรือศูนย์การค้าที่มีการจัดสรรพื้นที่อย่างเป็นระบบ หรือการหันมาประกอบอาชีพอื่นที่มีรายได้และถูกกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังมีโอกาสในการพัฒนาธุรกิจไปสู่การผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากกระท่อมในรูปแบบใหม่ๆ ที่มีมูลค่าสูงขึ้น เช่น การแปรรูปเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร การทำผลิตภัณฑ์สุขภาพ หรือการส่งออกไปยังต่างประเทศที่อนุญาตให้ใช้กระท่อมอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับผู้ประกอบการในระยะยาว
บทบาทของชุมชนและสถานศึกษา
ความสำเร็จของมาตรการนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม โดยเฉพาะชุมชนและสถานศึกษาซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปกป้องเด็กและเยาวชน
สถานศึกษาควรมีการให้ความรู้และสร้างความตระหนักแก่นักเรียนเกี่ยวกับผลเสียของการใช้กระท่อมในทางที่ผิด การพัฒนาทักษะการปฏิเสธและการตัดสินใจที่ดี และการส่งเสริมกิจกรรมเชิงบวกที่ช่วยให้เด็กใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ ครูและบุคลากรทางการศึกษาควรเฝ้าระวังพฤติกรรมของนักเรียนและพร้อมให้ความช่วยเหลือแก่นักเรียนที่อาจมีปัญหา
ชุมชนและผู้ปกครองควรมีส่วนร่วมในการสังเกตและเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมรอบบริเวณบ้านและโรงเรียน การสร้างเครือข่ายชุมชนเฝ้าระวังยาเสพติด และการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อพบเห็นสิ่งผิดปกติ การมีชุมชนที่เข้มแข็งและใส่ใจในเรื่องนี้จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้กับเด็กและเยาวชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แนวโน้มและทิศทางในอนาคต
การประกาศและบังคับใช้มาตรการในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ ป.ป.ส. ได้ระบุว่า จะมีการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงและพัฒนามาตรการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงการพิจารณาออกกฎระเบียบเพิ่มเติมหากจำเป็น เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
ในระยะต่อไป อาจมีการกำหนดมาตรการเพิ่มเติมเกี่ยวกับการโฆษณาและการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์จากกระท่อม การควบคุมปริมาณและความเข้มข้นของสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ การกำหนดมาตรฐานการผลิต และการเพิ่มบทลงโทษสำหรับการฝ่าฝืนที่ร้ายแรง นอกจากนี้ ยังอาจมีการผลักดันให้เกิดการจดทะเบียนและออกใบอนุญาตผู้ประกอบการอย่างเป็นระบบมากขึ้น เพื่อให้สามารถตรวจสอบและควบคุมได้อย่างทั่วถึง
ทั้งนี้ ป.ป.ส. พร้อมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการ ประชาชน นักวิชาการ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนานโยบายให้สมดุล เป็นธรรม และบรรลุเป้าหมายในการปกป้องเด็กและเยาวชนพร้อมกับการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
บทสรุป
การประกาศและบังคับใช้มาตรการควบคุมการขายกระท่อมในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลและสำนักงาน ป.ป.ส. ในการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจจากพืชกระท่อมกับการปกป้องสวัสดิภาพของประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ
การห้ามขายในระยะ 1 กิโลเมตรจากสถานศึกษา และการห้ามเร่ขายและตั้งแผงลอยในที่สาธารณะ พร้อมกับบทลงโทษที่เข้มงวด เป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อลดโอกาสที่เด็กจะเข้าถึงกระท่อมได้โดยง่าย และเพื่อจัดระเบียบการค้าขายให้เป็นไปตามกฎหมายและไม่ก่อให้เกิดปัญหาแก่สังคม
ความสำเร็จของมาตรการนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการที่ต้องปรับตัวและปฏิบัติตามกฎหมาย ประชาชนที่ต้องเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสเมื่อพบเห็นการฝ่าฝืน ชุมชนและสถานศึกษาที่ต้องมีส่วนร่วมในการปกป้องเด็ก และหน่วยงานของรัฐที่ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเป็นธรรม
ป.ป.ส. เน้นย้ำว่า “ท่านแจ้ง เราจับ” และพร้อมเป็น “ที่พึ่งทุกปัญหายาเสพติด” ให้กับประชาชน ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1386 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับทุกคน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต
การดำเนินการในวันแรกของการบังคับใช้กฎหมายนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ และ ป.ป.ส. มุ่งมั่นที่จะทำให้มาตรการนี้ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับสังคมไทยในระยะยาว