“สมศักดิ์ เทพสุทิน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า โครงการ “30 บาทรักษาทุกที่กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก” นี้จะสร้างการจ้างงานแคร์กีฟเวอร์ในชุมชนเพื่อดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงได้อย่างครอบคลุม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยติดบ้าน-ติดเตียง ผู้สูงอายุติดบ้าน-ติดเตียง คนพิการที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผู้ป่วยโรคทางสมอง และผู้ป่วยระยะท้าย ที่ยังขาดการดูแลอย่างเพียงพอในชุมชน
โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ แต่ยังเป็นการเติมเต็มระบบสุขภาพชุมชนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยแคร์กีฟเวอร์ที่เข้าร่วมจะได้รับการฝึกอบรมตามมาตรฐาน และจะทำงานเป็นระยะเวลา 1 ปี หรือตลอดทั้งปี 2569
โครงสร้างค่าจ้างและสวัสดิการ
ระดับค่าจ้างตามคุณวุฒิ
แคร์กีฟเวอร์ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับค่าจ้างตามระดับการอบรมที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ
- แคร์กีฟเวอร์ระดับพื้นฐาน ผู้ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรผู้ช่วยเหลือดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงของหน่วยงานรัฐ 70 ชั่วโมง จะได้รับค่าจ้าง 5,000 บาทต่อเดือน หรือปีละไม่เกิน 60,000 บาท
- แคร์กีฟเวอร์ระดับสูง ผู้ที่ผ่านการอบรมหลักสูตร 70 ชั่วโมงขึ้นไป หรือหลักสูตรที่กรมอนามัยรับรong จะได้รับค่าจ้าง 6,000 บาทต่อเดือน หรือปีละไม่เกิน 72,000 บาท
ค่าจ้างจะจ่ายผ่านบัญชีธนาคารเป็นรายเดือนตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาจ้าง ซึ่งจะครอบคลุมระยะเวลา 1 ปีเต็ม
บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ความร่วมมือจาก อบต. และเทศบาล
การดำเนินโครงการนี้จะอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาล ในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากหน่วยงานเหล่านี้เป็นผู้ที่รู้จักความต้องการในพื้นที่ และรู้จำนวนกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการแคร์กีฟเวอร์เข้าไปดูแลได้ดีที่สุด
“นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี” เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อธิบายเพิ่มเติมว่า อบต. และเทศบาล มีเครื่องมือที่เรียกว่า “กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น” (กองทุน กปท.) ที่เป็นกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับพื้นที่ ซึ่งสมทบงบประมาณร่วมกับ สปสช. และมีฟังก์ชั่นการจัดการผู้มีภาวะพึ่งพิงอยู่แล้ว
กลไกการจัดสรรงบประมาณ
ในโครงการใหม่นี้ เงินค่าจ้างจะถูกจัดสรรตามจำนวนแคร์กีฟเวอร์ที่ได้ทำสัญญา เพื่อจ่ายเป็นค่าจ้างรายเดือนสำหรับบริการดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน ทำให้ อบต. และเทศบาล มีส่วนร่วมสำคัญในการขับเคลื่อนการจ้างงานแคร์กีฟเวอร์อย่างมีประสิทธิภาพ
คุณสมบัติผู้สมัครเป็นแคร์กีฟเวอร์
คุณสมบัติพื้นฐาน
ผู้ที่ต้องการสมัครเป็นแคร์กีฟเวอร์ในโครงการนี้จะต้องมีคุณสมบัติดังนี้
- ด้านการฝึกอบรม ต้องผ่านการอบรมหลักสูตรผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงของกรมอนามัย 70 ชั่วโมง หรือมากกว่า หรือหลักสูตรที่กรมอนามัยรับรอง
- ด้านสถานภาพการทำงาน ต้องไม่เป็นข้าราชการ พนักงานท้องถิ่น หรือบุคคลที่ได้รับค่าตอบแทนหรือค่าป่วยการเป็นประจำ
- ด้านตำแหน่งงาน ต้องไม่เป็นแคร์กีฟเวอร์ที่ถูกแต่งตั้งประจำ อบต. หรือเทศบาลนั้น
ข้อจำกัดสำคัญ
คุณสมบัติข้างต้นหมายความว่าผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการได้จะต้องเป็น แคร์กีฟเวอร์หน้าใหม่ เพื่อที่จะมาเสริมการดูแลกลุ่มที่ยังตกหล่น ไม่ใช่แคร์กีฟเวอร์ที่ปฏิบัติงานอยู่แล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ผ่านการอบรมแคร์กีฟเวอร์จะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ เนื่องจากเป็นผู้ที่ได้รับค่าป่วยการเป็นประจำจากบทบาท อสม. อยู่แล้ว
แหล่งกำลังคนที่พร้อมเข้าร่วม
อาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น (อสบ.)
อย่างไรก็ตาม อบต. และเทศบาล ที่ต้องการแคร์กีฟเวอร์ในโครงการนี้ ไม่ต้องกังวลเรื่องการหาแคร์กีฟเวอร์ที่มีคุณสมบัติเข้าร่วม เนื่องจากในแต่ละชุมชนมี อาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น (อสบ.) ที่ไม่ใช่ อสม. และยังไม่เคยถูกแต่งตั้งให้ทำงานมาก่อน
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย ได้สนับสนุนการอบรมหลักสูตรดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงให้กับประชาชนในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2567 เพื่อสร้างแคร์กีฟเวอร์ในส่วนของท้องถิ่นเพื่อเข้าไปสนับสนุนงานสุขภาพ โดย สถ. ได้สนับสนุนทุก อปท. เพื่อขับเคลื่อนสร้าง อสบ. ในบทบาทแคร์กีฟเวอร์ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา
การรับสมัครและประชาสัมพันธ์
ท้องถิ่นจะต้องประชาสัมพันธ์หาจิตอาสากลุ่มนี้เข้ามาเป็นแคร์กีฟเวอร์หน้าใหม่ในโครงการ ซึ่ง สถ. ระบุว่ามีอยู่จำนวนมาก รอเพียงแต่ อบต. หรือเทศบาล ประชาสัมพันธ์ค้นหา ซึ่งจะเข้าเกณฑ์คุณสมบัติที่จะสามารถทำสัญญาจ้างได้ทันที
นอกจากนี้ จิตอาสาที่รู้ตัวว่ามีคุณสมบัติพร้อมก็ไม่จำเป็นต้องรอคำเชิญ หากอยากเข้าร่วมโครงการเป็นแคร์กีฟเวอร์ที่มีค่าจ้างประจำรายเดือน สามารถสมัครได้ที่ อบต. หรือเทศบาลในพื้นที่ได้เลย
ระยะเวลาการสมัครและการจ้างงาน
กำหนดการสมัครและทำสัญญา
อบต. หรือเทศบาล จะทำสัญญาจ้างงานผู้ช่วยเหลือดูแลฯ ตั้งแต่บัดนี้ถึงก่อนวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยสัญญาจ้างจะครอบคลุมเวลาจ้างงาน 1 ปีเต็ม นับตั้งแต่วันที่เริ่มการจ้างงานตามสัญญา
การจ่ายค่าจ้าง
ผู้ช่วยเหลือดูแลฯ จะได้รับค่าจ้างทุกเดือนผ่านบัญชีธนาคารตามระยะเวลาจ้าง ซึ่งจะเป็นการจ่ายที่มีความแน่นอนและโปร่งใสตามระบบราชการ
ผลกระทบต่อระบบสุขภาพและเศรษฐกิจ
การเสริมสร้างระบบสุขภาพชุมชน
โครงการนี้จะเข้ามาเติมเต็มการดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงในแต่ละชุมชนได้อย่างครอบคลุม ไม่ให้มีผู้ป่วยตกหล่นจากระบบ และยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการดูแลให้มีคุณภาพสูงขึ้น โดยแคร์กีฟเวอร์ที่เข้าร่วมจะมีความรู้ความสามารถในการดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงตามหลักสูตรที่ถูกต้องและเป็นมาตรฐาน
การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
นอกจากจะเป็นการสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชนแล้ว โครงการนี้ยังเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยเงินเดือนที่แคร์กีฟเวอร์ได้รับจะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น ส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก
ประโยชน์ต่อครอบครัวผู้ป่วย
กลุ่มเป้าหมายที่จำเป็นต้องมีแคร์กีฟเวอร์ดูแลจะได้รับสิทธิประโยชน์ที่ควรจะได้รับ ขณะที่ครอบครัวและญาติของผู้ป่วยจะมีความสบายใจมากขึ้น เมื่อมีคนมาดูแลสมาชิกในครอบครัวอย่างมีคุณภาพและตามมาตรฐานการดูแลที่เหมาะสม
วิสัยทัศน์ระยะยาว
การเตรียมพร้อมสู่สังคมสูงวัย
ในระยะยาว โครงการนี้ยังเป็นอีกแนวทางสำคัญในการจัดการค่าจ้างสำหรับการดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงในอนาคต ที่จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย การมีแคร์กีฟเวอร์ที่ผ่านการฝึกอบรมอย่างถูกต้องจะเป็นรากฐานสำคัญในการรับมือกับความท้าทายนี้
ความยั่งยืนของโครงการ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่า คาดว่าปีต่อไปก็จะมีโครงการนี้อีก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาระบบการดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงอย่างยั่งยืน และการสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง
การเชื่อมโยงกับระบบสุขภาพแห่งชาติ
ส่วนหนึ่งของระบบ 30 บาทรักษาทุกที่
โครงการจ้างแคร์กีฟเวอร์นี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “30 บาทรักษาทุกที่” ที่รัฐบาลต้องการให้ครอบคลุมการดูแลสุขภาพในทุกมิติ ไม่เพียงแต่การรักษาพยาบาลเมื่อป่วย แต่ยังรวมถึงการดูแลระยะยาวสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง
การบูรณาการระหว่างหน่วยงาน
ความสำเร็จของโครงการนี้มาจากการทำงานร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก
โครงการการจ้างแคร์กีฟเวอร์จำนวน 18,587 ราย นี้ จึงเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการใช้ระบบสุขภาพเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยสร้างความเป็นธรรมทางสังคม เสริมสร้างอาชีพ และพัฒนาคุณภาพการดูแลสุขภาพของประชาชนไปพร้อมกัน
ผู้ที่สนใจสมัครเป็นแคร์กีฟเวอร์ในโครงการนี้ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อบต. หรือเทศบาลในพื้นที่ หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โดยต้องรีบดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 กันยายน 2568 เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนและการสร้างรายได้ที่มั่นคงนี้