ประเทศไทยเตรียมเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ภายใน 10 ปี ชี้ 5 เทรนด์ใหม่ที่คนไทยต้องรู้

วิกฤติการณ์ “Super Aged Society” กำลังจะมาถึงไทยเร็วกว่าคิด รายงานล่าสุดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2567 เผยความจริงที่อาจทำให้หลายคนต้องตกใจ ประเทศไทยกำลังเดินทางสู่การเป็น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super Aged Society) อย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่าในอีกไม่ถึง 10 ปี (พ.ศ. 2574) สัดส่วนผู้สูงอายุของไทยจะพุ่งสูงถึง 28% ของประชากรทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางสถิติธรรมดา แต่คือการเปลี่ยนผ่านที่จะส่งผลกระทบต่อทุกคนในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแรงงาน รายได้ ภาระค่าใช้จ่าย และคุณภาพชีวิตของคนทุกวัยรุ่น เข้าใจ 3 ระดับของสังคมสูงวัย: ไทยอยู่ตรงไหน? สำนักงานสถิติแห่งชาติได้จำแนกสังคมสูงวัยออกเป็น 3 ระดับตามอัตราส่วนของผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) เทียบกับประชากรทั้งหมด ดังนี้ สังคมสูงวัย (Aged Society) ระดับแรกเมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนมากกว่า 10% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งประเทศไทยผ่านจุดนี้มาแล้วนานหลายปี สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) ระดับที่สองเมื่อประชากรสูงอายุมีสัดส่วนเกิน 20% ของทั้งประเทศ … Read more

“คนละครึ่งรอบใหม่ 2568” ปรับสูตรใหม่ ผู้เสียภาษี 11 ล้านคนได้สิทธิพิเศษ รัฐช่วยจ่าย 60%

รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมเปิดตัวโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่ง” รอบใหม่ในปี 2568 ด้วยรูปแบบที่ปรับใหม่ โดยแบ่งสิทธิประโยชน์เป็น 2 ระดับ กลุ่มผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจำนวน 11 ล้านคนจะได้รับสิทธิพิเศษ รัฐช่วยจ่าย 60% ในขณะที่ประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับสิทธิ รัฐช่วยจ่าย 50% ตามแบบเดิม นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยรายละเอียดโครงการดังกล่าวเมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา โดยระบุว่าแนวคิดนี้เป็นการปรับปรุงจากโครงการคนละครึ่งเดิม เพื่อให้มีความน่าสนใจมากขึ้นและสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีอากร กลุ่มผู้เสียภาษีได้สิทธิพิเศษ รัฐช่วยจ่าย 60% โครงการคนละครึ่งรอบใหม่นี้จะมีการจัดสรรสิทธิประโยชน์แบบใหม่ที่แตกต่างจากรอบก่อนหน้า โดยกลุ่มแรกที่จะได้รับสิทธิพิเศษคือ ผู้มีรายได้ที่ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งมีจำนวนประมาณ 11 ล้านคนทั่วประเทศ กลุ่มนี้จะได้รับสิทธิประโยชน์ในรูปแบบ 60:40 หมายความว่า รัฐจะช่วยจ่าย 60% และผู้ใช้บริการจ่ายเอง 40% การให้สิทธิพิเศษแก่กลุ่มผู้เสียภาษีนี้ ถือเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีอากรอย่างถูกต้อง และเป็นการตอบแทนผู้ที่มีส่วนสนับสนุนรายได้ของรัฐ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการขยายฐานภาษีและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีของรัฐบาล นายลวรณ อธิบายว่า “กลุ่มผู้เสียภาษีนี้ถือเป็นผู้ที่อยู่ในระบบภาษีอย่างเป็นทางการ จึงควรได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่าประชาชนทั่วไป เพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีคนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น และเป็นการยุติธรรมสำหรับผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง” ประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้สิทธิ … Read more

เตรียมเปิดตัว “คนละครึ่ง” รอบใหม่ ให้สิทธิพิเศษผู้เสียภาษี 11 ล้านราย รับ 60% คนทั่วไป-บัตรคนจนได้ 50%

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเปิดเผยรายละเอียดเบื้องต้นของโครงการ “คนละครึ่ง” รอบใหม่ที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังพิจารณาอยู่ โดยเน้นย้ำว่าโครงการครั้งนี้จะมีการแบ่งแยกสิทธิประโยชน์อย่างชัดเจนตามสถานะทางภาษีของประชาชน “แนวคิดเบื้องต้นของโครงการ ‘คนละครึ่ง’ รอบใหม่จะแตกต่างจากเดิม โดยจะแบ่งกลุ่มผู้มีสิทธิออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือกลุ่มผู้เสียภาษีและกลุ่มประชาชนทั่วไป เพื่อให้เป็นธรรมกับผู้ที่อยู่ในระบบภาษีและเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น” นายลวรณกล่าว โครงการนี้สะท้อนถึงนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่ต้องการสร้างความเป็นธรรมทางสังคมและส่งเสริมการเสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในอดีตที่มักจะให้สิทธิเท่าเทียมกันทุกคน สิทธิพิเศษ 60:40 สำหรับผู้เสียภาษี 11 ล้านราย กลุ่มแรกที่จะได้รับสิทธิพิเศษคือผู้มีรายได้ที่ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งมีจำนวนประมาณ 11 ล้านคน จะได้รับสิทธิ์ในรูปแบบ 60:40 หมายความว่า รัฐจะช่วยจ่าย 60% และผู้ใช้บริการต้องจ่ายด้วยตัวเอง 40% การให้สิทธิพิเศษแก่กลุ่มผู้เสียภาษีนี้ถือเป็นการตอบแทนความซื่อสัตย์ของพวกเขาที่เข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง และเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบภาษีหันมาสนใจเรื่องการเสียภาษีมากขึ้น “ผู้ที่อยู่ในระบบภาษีเป็นคนที่มีวินัยทางการเงินและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การให้สิทธิพิเศษจึงเป็นเรื่องที่เหมาะสมและยุติธรรม” นายลวรณอธิบาย กลุ่มผู้เสียภาษี 11 ล้านรายนี้ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ พนักงานเอกชน ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และผู้ประกอบอาชีพอิสระต่างๆ ที่มีรายได้เกินเกณฑ์การเสียภาษี ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสำคัญและสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนทั่วไป-บัตรคนจนได้สิทธิ 50:50 สำหรับกลุ่มประชาชนทั่วไปรวมถึงผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิในรูปแบบ 50:50 คือ … Read more

รัฐเปิดรับสมัคร “แคร์กีฟเวอร์” 18,587 ตำแหน่ง ค่าจ้าง 5,000-6,000 บาทต่อเดือน ดูแลผู้ป่วยติดเตียงทั่วประเทศ

“สมศักดิ์ เทพสุทิน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า โครงการ “30 บาทรักษาทุกที่กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก” นี้จะสร้างการจ้างงานแคร์กีฟเวอร์ในชุมชนเพื่อดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงได้อย่างครอบคลุม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยติดบ้าน-ติดเตียง ผู้สูงอายุติดบ้าน-ติดเตียง คนพิการที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผู้ป่วยโรคทางสมอง และผู้ป่วยระยะท้าย ที่ยังขาดการดูแลอย่างเพียงพอในชุมชน โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ แต่ยังเป็นการเติมเต็มระบบสุขภาพชุมชนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยแคร์กีฟเวอร์ที่เข้าร่วมจะได้รับการฝึกอบรมตามมาตรฐาน และจะทำงานเป็นระยะเวลา 1 ปี หรือตลอดทั้งปี 2569 โครงสร้างค่าจ้างและสวัสดิการ ระดับค่าจ้างตามคุณวุฒิ แคร์กีฟเวอร์ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับค่าจ้างตามระดับการอบรมที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ แคร์กีฟเวอร์ระดับพื้นฐาน ผู้ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรผู้ช่วยเหลือดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงของหน่วยงานรัฐ 70 ชั่วโมง จะได้รับค่าจ้าง 5,000 บาทต่อเดือน หรือปีละไม่เกิน 60,000 บาท แคร์กีฟเวอร์ระดับสูง ผู้ที่ผ่านการอบรมหลักสูตร 70 ชั่วโมงขึ้นไป หรือหลักสูตรที่กรมอนามัยรับรong จะได้รับค่าจ้าง 6,000 บาทต่อเดือน หรือปีละไม่เกิน 72,000 บาท ค่าจ้างจะจ่ายผ่านบัญชีธนาคารเป็นรายเดือนตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาจ้าง ซึ่งจะครอบคลุมระยะเวลา 1 ปีเต็ม … Read more

เปิดตัวโครงการ “30 บาทรักษาทุกที่” จ้างผู้ช่วยดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงกว่าหมื่นอัตรา งบประมาณ 1,115 ล้านบาท เสริมเศรษฐกิจฐานราก

รัฐบาลไทยประกาศเดินหน้าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ด้วยการเปิดตัวโครงการ “30 บาทรักษาทุกที่” พร้อมจ้างผู้ช่วยเหลือดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงกว่าหมื่นอัตราทั่วประเทศ ด้วยงบประมาณรวม 1,115 ล้านบาท เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพและสร้างรายได้ให้ประชาชนไปพร้อมกัน รัฐบาลผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในแถลงการณ์สำคัญเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า รัฐบาลได้วางแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบครอบคลุมด้วยงบประมาณรวมถึง 1.57 แสนล้านบาท โดยมุ่งเน้นการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ โครงการค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้มีภาวะพึ่งพิงถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาสองด้านพร้อมกัน คือ การขาดแคลนผู้ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลือ และปัญหาการว่างงานในชุมชนท้องถิ่น “โครงการนี้จะเป็นการตอบโจทย์สองประเด็นสำคัญของสังคมไทยในปัจจุบัน คือ การดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการสร้างโอกาสทางอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่” นางสาวศศิกานต์กล่าว ความร่วมมือจากหลายหน่วยงานเพื่อความสำเร็จ โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหลายหน่วยงานหลักของรัฐ ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นภายใต้กระทรวงมหาดไทย และกรมส่งเสริมการเรียนรู้จากกระทรวงศึกษาธิการ การทำงานแบบบูรณาการนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบายที่มีผลกระทบในวงกว้าง โดยใช้จุดแข็งและความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงานมาผสมผสานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด กลไกหลักในการดำเนินงานจะอาศัยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่หลากหลาย ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา โดยองค์กรเหล่านี้จะต้องมีกองทุนดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุข หรือที่เรียกว่า กองทุน LTC (Long Term Care) เป็นเครื่องมือสำคัญในการจ้างงาน เป้าหมายการจ้างงานและกลุ่มผู้รับผลประโยชน์ ตัวเลขที่น่าประทับใจของโครงการนี้คือการสร้างตำแหน่งงาน “ผู้ช่วยเหลือดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง” รวมทั้งสิ้น 18,587 … Read more

ธ.ก.ส. เร่งโอนเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท เริ่มล็อตแรก 1 กันยายนนี้ คาดครอบคลุมเกษตรกร 4 ล้านคน วงเงินรวม 46,000 ล้านบาท

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เตรียมความพร้อมโอนเงินช่วยเหลือเกษตรกรในโครงการสนับสนุนเงินไร่ละ 1,000 บาท หลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการ โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการโอนเงินล็อตแรกได้ในวันที่ 1 กันยายน 2568 นี้ ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั้งประเทศจำนวนประมาณ 4 ล้านคน ด้วยวงเงินรวมทั้งสิ้น 46,000 ล้านบาท โครงการปีนี้พิเศษครอบคลุมทั้งข้าวนาปีและข้าวนาปรัง นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เปิดเผยภายหลังที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังปี 2568 และโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 ว่า โครงการในปีนี้มีความพิเศษแตกต่างจากทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะข้าวนาปีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้าวนาปรังด้วย การจัดสรรวงเงินในโครงการนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ข้าวนาปีมีวงเงินประมาณ 38,000 ล้านบาท และข้าวนาปรังมีวงเงินประมาณ 8,000 ล้านบาท รวมเป็นวงเงินทั้งสิ้นประมาณ 46,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่วประเทศที่อยู่ในข่ายรับสิทธิ์ประมาณ 4 ล้านคน ธ.ก.ส. พร้อมโอนเงินภายใน 3 วัน หลังได้รับข้อมูลเกษตรกร ขณะนี้ ธ.ก.ส. อยู่ระหว่างการเตรียมนำเรื่องเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการธนาคาร (บอร์ด … Read more