เงินไหลล้นวัด! ‘บิ๊กเต่า’ แฉขบวนการทุจริตวัดพระบาทน้ำพุมูลค่าหลายพันล้าน จนกระทั่งต้องถ่ายเทไปซื้อทรัพย์สินให้นอมินีถือครอง

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้าพบนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรายงานความคืบหน้าของคดีที่สั่นสะเทือนวงการพระพุทธศาสนาไทย

ภายหลังการประชุม พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปิดเผยว่า ได้มารายงานสถานการณ์กรณีของนายอลงกต ซึ่งนายภูมิธรรม ได้ขอให้ดำเนินการอย่างระมัดระวัง อย่าให้กระทบกระเทือนต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพระพุทธศาสนา และอย่าให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันพระสงฆ์

นายอลงกตยอมรับผิดและสอนใจผ่านคลิปวิดีโอ

ที่น่าสนใจคือ นายอลงกตได้อัดคลิปวิดีโอเพื่อสารภาพต่อประชาชน โดยแบ่งปันความรู้สึกว่า “ตนเองทำไม่ถูกหลายเรื่อง ในส่วนที่ทำถูกก็เป็นบุญ ส่วนที่ทำผิดก็ต้องรับโทษ” สิ่งที่น่าประทับใจคือ นายอลงกตยอมรับการลาสิกขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม และยังคงให้คำสอนแก่พระภิกษุสามเณรและประชาชน แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนา

ทางฝ่ายสอบสวนกลางจะนำคลิปดังกล่าวมาเผยแพร่ให้สาธารณชนได้ชมต่อไป เพื่อให้เข้าใจถึงเจตนารมณ์และความรู้สึกของนายอลงกตในช่วงสุดท้ายของการเป็นพระภิกษุ

เส้นทางการเงินที่สะสมมา 30 ปี

เมื่อมีการสอบถามเกี่ยวกับเส้นทางการเงินที่ซับซ้อน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ได้ให้ข้อมูลที่น่าตกใจว่า “หลักฐานที่เราพบมีอายุถึง 30 ปี เราเพิ่งเริ่มเปิดปมปัญหานี้ขึ้นมา” การสอบสวนได้ดำเนินการค้นหาหลักฐานที่สำคัญทั้งหมด 17 จุด เพื่อรวบรวมเอกสารและสอบปากคำพยาน เพื่อติดตามเส้นทางการเงินและหาตัวผู้กระทำความผิด

วัตถุประสงค์หลักของการสอบสวนครั้งนี้คือการนำทรัพย์สินทั้งหมดของวัดที่ไปตกอยู่ในมือของบุคคลอื่นกลับคืนมาเป็นของวัดให้ครบถ้วน ทำให้ต้องดำเนินคดีในข้อหาฟอกเงินควบคู่กันไปด้วย

มูลค่าทรัพย์สินสูงถึงหลายพันล้านบาท

ข้อมูลที่ทำให้สาธารณชนตกใจคือ มูลค่าของทรัพย์สินที่ถูกถ่ายเทออกจากวัดมีจำนวนสูงถึง “หลายพันล้านบาท” ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มากมายมหาศาลเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปรียบเทียบขบวนการนี้ว่า “เป็นเหมือนบริษัทหนึ่งที่ตั้งมูลนิธิขึ้นมาเพื่อหาเงิน ตั้งเพจและชมรมต่างๆ ขึ้นมาเพื่อรวบรวมเงินบริจาค เหมือนบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเงินไหลเข้ามาตลอดระยะเวลา 30 ปี” จนกระทั่งเงินจำนวนมากจนไม่รู้จะเก็บไว้ที่ไหน จึงมีการถ่ายเทออกไปซื้อทรัพย์สินให้บุคคลอื่นถือครองแทน

การเตือนผู้ถือครองทรัพย์สินของวัด

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ได้ออกมาเตือนผู้ที่ถือครองทรัพย์สินของวัดอย่างจริงจัง โดยกล่าวว่า “ทุกคนที่ถือครองทรัพย์สิน ที่ดิน หรือทรัพย์สินอื่นๆ ของวัด ไม่ว่าจะเป็นอะไร วันนี้ที่นายอลงกตได้ลาสิกขาไปแล้ว ให้ท่านนำของเหล่านี้มาคืนเจ้าหน้าที่ และแสดงตัวมาบอกที่มาที่ไป”

เจ้าหน้าที่ให้โอกาสผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยการแบ่งเป็นสองกรณี คือ มีเจตนาและไม่มีเจตนา หากผู้ใดยอมมาคืนทรัพย์สินและแสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่ ยังมีโอกาสที่จะไม่ถูกดำเนินคดี แต่หากยังคงดื้อรั้น หรือไม่ยอมคืนที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นๆ สิ่งเหล่านี้จะกลับไปสร้างปัญหาให้กับตัวเอง

ประวัติและการดำเนินงานของนายอลงกต

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เผยให้ทราบถึงบทสนทนาที่มีกับนายอลงกตก่อนการลาสิกขา ซึ่งนายอลงกตได้เล่าให้ฟังว่า “ในช่วงแรกของชีวิตการเป็นพระ ท่านได้ช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์อย่างเต็มกำลัง ทำให้ศรัทธาของประชาชนหลั่งไหลเข้ามาจนล้นมือ และไม่รู้จะเก็บไว้ที่ไหน”

ความอุดมสมบูรณ์ทางด้านการเงินนี้กลับกลายเป็น “กิเลส” ที่นำพาให้นายอلงกตนำเงินบริจาคไปถ่ายเทเป็นการซื้อที่ดิน สนามบอล ร้านอาหาร และทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งสามารถมองได้ว่าเป็นการฟอกเงินในรูปแบบหนึ่ง

แถลงการณ์ครบถ้วนจะเผยแพร่ในอนาคตอันใกล้

เจ้าหน้าที่สัญญาว่าจะมีการแถลงข่าวใหญ่เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมที่อยากทราบความจริงในทุกประเด็น รวมถึงเรื่องราวความเป็นมาของชีวิตนายอลงกตว่าเพราะเหตุใดจึงมาบวช เหตุใดเลขใบสุทธิจึงไม่ตรงกับเลขประจำตัวประชาชน รวมถึงประเด็นเรื่องผู้หญิงที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ยังจะมีการเปิดเผยเรื่องการโกงของนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือที่รู้จักกันในนาม “หมอบี” ซึ่งความชัดเจนทั้งหมดจะเกิดขึ้นเมื่อการจัดทำเอกสารทั้งหมดเสร็จสิ้น ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่นานนัก

ท่าทีของ ป.ป.ท. ต่อคดีนี้

นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. ได้แสดงท่าทีที่ชัดเจนว่า “นายอลงกตพยายามให้เราแยกแยะว่า ความผิดที่เกิดขึ้นนี้เป็นความผิดของปัจเจกบุคคล แม้ว่าจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชนก็จริง แต่พระพุทธศาสนายังคงอยู่ ท่านทำผิดท่านก็ได้รับบทลงโทษไปแล้ว”

การสนทนาที่เกิดขึ้นก่อนมาที่ทำเนียบรัฐบาลเผยให้เห็นว่า หลังจากที่นายอลงกตลาสิกขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านได้ยอมรับความผิดและบอกเองว่า “ยอมรับในเรื่องทางโลก ส่วนเรื่องทางธรรมที่ท่านได้ศึกษามา ท่านก็ยอมรับกฎแห่งกรรมที่ท่านได้ทำไว้”

ข้อคิดและบทเรียนสำหรับพระสงฆ์

ในส่วนสุดท้าย นายอลงกตได้ฝากข้อคิดไว้ว่า “บางเรื่องเป็นสิ่งที่ไม่ดี ท่านอยากจะบอกกับทุกคนว่า การเป็นพระไม่ควรที่จะไปติดยึดหรือยึดถือในเรื่องของเงินทองและสิ่งของต่างๆ” ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญที่ควรเป็นแนวทางสำหรับพระสงฆ์ทุกรูปในปัจจุบันและอนาคต

สรุป

คดีเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาทนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการจัดการทรัพย์สินของวัด และความจำเป็นในการมีระบบตรวจสอบที่เข้มงวด แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เกิดขึ้นกับสถาบันพระสงฆ์ แต่การที่นายอลงกตยอมรับผิดและลาสิกขาอย่างสุภาพ รวมถึงการให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบที่ควรยกย่อง

การดำเนินคดีนี้จะเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และการนำทรัพย์สินของวัดกลับคืนมาให้ครบถ้วนจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อพระพุทธศาสนาและสังคมไทยในระยะยาว