คดีวัดพระบาทน้ำพุยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงที่สั่นสะเทือนวงการศาสนาและสังคมไทย หลังจากที่อดีตพระอลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ และหมอบี ถูกนำตัวไปฝากขังในข้อหายักยอกเงินบริจาค ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 รายการโหนกระแสวันนี้ได้เชิญ พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. มาเปิดเผยข้อมูลเบื้องลึกเบื้องหลังเกี่ยวกับเส้นทางการเงินของวัดดังกล่าว ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้กับผู้ชมรายการและสาธารณชนเป็นอย่างมาก
พ.ต.ท.สิริพงษ์ เปิดเผยว่า ทีมสืบสวนได้เริ่มเข้าไปเก็บข้อมูลโดยโฟกัสเฉพาะธุรกรรมใหญ่เพียง 2 ประเภทเท่านั้น คือ การทำธุรกรรมทางออนไลน์ที่มีมูลค่าตั้งแต่ 700,000 บาทขึ้นไป และการโอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารที่มีมูลค่าตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป แต่กระนั้นก็ยังพบว่ามีเงินหมุนเวียนมากถึง 1,000 กว่าล้านบาท ซึ่งนั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น หากมีการตรวจสอบรายการเดินบัญชีทั้งหมด ตัวเลขอาจจะสูงขึ้นอีกหลายเท่าตัว
เช็คร้อยล้านที่ไม่เคยนำเข้าบัญชี – ปริศนาที่ยังไม่มีคำตอบ
นอกจากนี้ พ.ต.ท.สิริพงษ์ ยังเปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (28 สิงหาคม) ทีมสืบสวนจาก ป.ป.ท. ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้าตรวจสอบภายในวัดพระบาทน้ำพุ และพบเช็คประมาณ 30 ฉบับ มูลค่ารวมกว่าร้อยล้านบาท ที่สั่งจ่ายในนามวัดพระบาทน้ำพุ แต่ไม่เคยถูกนำเข้าบัญชีธนาคารแต่อย่างใด
“เมื่อเราเข้าไปสอบปากคำอดีตพระอลงกต เราได้ถามถึงเรื่องเช็คเหล่านี้ว่าทำไมถึงไม่นำเข้าบัญชี ทิดจ๊อด หรืออดีตพระอลงกต บอกว่าเขาถูกโกงไปร้อยกว่าล้านจากนักธุรกิจคนหนึ่งที่เคยมาดูแล เอาเฮลิคอปเตอร์มารับไปกิจนิมนต์ที่ต่างๆ จนใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก แล้วมาขอยืมเงินแล้วหนีไป ไม่คืนเงิน” พ.ต.ท.สิริพงษ์ กล่าว
ระบบบริหารเงินบริจาคแบบ “แล้วแต่สำนึก” เปิดช่องให้เกิดการทุจริต
หนึ่งในประเด็นที่น่าตกใจที่สุดคือระบบการบริหารจัดการเงินบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุที่ขาดความโปร่งใสอย่างร้ายแรง พ.ต.ท.สิริพงษ์ เล่าว่า เมื่อสอบถามอดีตพระอลงกตว่ามีตู้รับบริจาคทั้งหมดกี่ตู้ ก็ไม่สามารถตอบได้ นอกจากนี้ การขอตู้รับบริจาคไปวางตามสถานที่ต่างๆ ก็ทำได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่ติดต่อขอก็สามารถนำตู้ไปวางได้ทันที โดยไม่มีระบบการตรวจสอบหรือติดตามที่ชัดเจน
“วิธีการเก็บเงินจากตู้รับบริจาคก็เป็นไปอย่างหละหลวม เจ้าหน้าที่บอกว่าผู้ที่นำตู้ไปวางจะมาส่งเงินเองก็ได้ จะโอนมาก็ได้ แต่เมื่อถามว่าถ้าเขาไม่โอนมา ไม่ส่งเงินมา จะทำอย่างไร คำตอบที่ได้คือ ‘แล้วแต่สำนึก'” พ.ต.ท.สิริพงษ์ กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความกังวล
ระบบการบริหารจัดการเงินบริจาคแบบ “แล้วแต่สำนึก” นี้ นับเป็นช่องโหว่ใหญ่ที่เปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตได้อย่างง่ายดาย โดยไม่มีการตรวจสอบและถ่วงดุลที่เหมาะสม ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เงินบริจาคจำนวนมหาศาลเกิดการรั่วไหลออกจากระบบ
ดำกับขาว – สองฝั่งที่แตกต่างภายในวัดเดียวกัน
จากการเข้าตรวจสอบภายในวัดพระบาทน้ำพุ พ.ต.ท.สิริพงษ์ พบว่าการดำเนินงานภายในวัดแบ่งเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน ฝั่งแรกคือการดำเนินงานปกติเกี่ยวกับการรับบริจาคและการบริหารจัดการทั่วไปของวัด ซึ่งดูเหมือนจะเป็นไปอย่างปกติ แต่อีกฝั่งหนึ่งกลับมีความน่าสงสัยอย่างยิ่ง มีการโยกย้ายเงินออกไปทำกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการของวัด
“มีการนำเงินไปตั้งบริษัทเกี่ยวกับไฟฟ้าและพลังงาน ด้วยทุนจดทะเบียนร้อยล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นการลงทุนเพื่อสร้างงานสร้างอาชีพให้กับผู้ป่วยเอชไอวีในวัด มีการปลูกต้นกระถินเพื่อนำมาผลิตไฟฟ้าชีวมวล แต่ทิดจ๊อดบอกว่าเขาผิดพลาดเองที่ทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ” พ.ต.ท.สิริพงษ์ เล่า
บัญชีมากมายที่ไม่มีใครรู้จำนวนที่แน่ชัด
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าตกใจไม่แพ้กันคือจำนวนบัญชีธนาคารของวัดพระบาทน้ำพุที่มีมากมายจนไม่มีใครสามารถระบุจำนวนที่แน่ชัดได้ พ.ต.ท.สิริพงษ์ เผยว่า เมื่อสอบถามว่าวัดมีบัญชีทั้งหมดกี่บัญชี ไม่มีใครสามารถตอบได้
“นี่เป็นสัญญาณอันตรายอย่างยิ่ง มันแสดงให้เห็นว่าระบบการควบคุมการเงินของวัดแทบจะไม่มีเลย บัญชีมีมากมายจนไม่สามารถระบุจำนวนได้ ซึ่งเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตได้อย่างง่ายดาย” พ.ต.ท.สิริพงษ์ กล่าว
เครือข่ายบุคคลที่เกี่ยวข้องกว่า 20 ราย
จากการสืบสวนของ ป.ป.ท. พบว่ามีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินของผู้ต้องหาประมาณ 20 ราย ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการขยายผลการสืบสวนเพื่อหาหลักฐานและความเชื่อมโยงเพิ่มเติม โดยทางเจ้าหน้าที่เชื่อว่าจะสามารถติดตามเส้นทางการเงินและนำตัวผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาลงโทษตามกฎหมายได้
“เราพบบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินของผู้ต้องหาประมาณ 20 คน ซึ่งทุกคนจะต้องถูกสอบสวนอย่างละเอียด เพื่อให้ทราบถึงบทบาทและความรับผิดชอบในคดีนี้” พ.ต.ท.สิริพงษ์ กล่าว
ผลกระทบต่อผู้ป่วยเอชไอวีและเด็กกำพร้า
คดีทุจริตที่วัดพระบาทน้ำพุไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสถาบันศาสนาเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อผู้ป่วยเอชไอวีและเด็กกำพร้าที่อาศัยอยู่ภายในวัด ซึ่งเป็นผู้ที่ควรได้รับประโยชน์จากเงินบริจาคเหล่านี้
ผู้ป่วยเอชไอวีรายหนึ่งซึ่งขอสงวนนาม เปิดเผยว่า “พวกเราไม่เคยรู้เลยว่ามีเงินบริจาคมากมายขนาดนี้ ที่ผ่านมาพวกเรายังคงใช้ชีวิตอย่างลำบาก อาหารและยาก็ไม่เพียงพอ บางครั้งต้องอดมื้อกินมื้อ”
ด้านเจ้าหน้าที่จากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า ทางกระทรวงฯ ได้เข้าไปดูแลสวัสดิภาพของผู้ป่วยและเด็กกำพร้าในวัดแล้ว และจะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การช่วยเหลือและดูแลอย่างเหมาะสมต่อไป
ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการบริจาค
คดีนี้ยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในการบริจาคเงินให้กับองค์กรการกุศลและวัดวาอารามต่างๆ นักวิชาการด้านสังคมวิทยาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คดีนี้อาจทำให้ประชาชนลังเลที่จะบริจาคเงินในอนาคต เนื่องจากขาดความเชื่อมั่นในระบบการบริหารจัดการเงินบริจาค
“สิ่งที่เกิดขึ้นที่วัดพระบาทน้ำพุเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกองค์กรการกุศลควรตระหนักถึง การบริหารจัดการเงินบริจาคต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีระบบการควบคุมภายในที่เข้มแข็ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริจาค” นักวิชาการท่านนี้กล่าว
ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ
ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารองค์กรไม่แสวงหากำไร เสนอแนะแนวทางในการป้องกันปัญหาลักษณะนี้ในอนาคต ดังนี้
- ทุกวัดและองค์กรการกุศลควรมีระบบบัญชีที่ได้มาตรฐานและมีการตรวจสอบบัญชีโดยผู้ตรวจสอบอิสระทุกปี
- ควรมีการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินต่อสาธารณชนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้
- ควรมีคณะกรรมการบริหารที่มาจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อถ่วงดุลอำนาจและป้องกันการทุจริต
- ควรมีระบบการควบคุมภายในที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะในส่วนของการรับและจ่ายเงิน
- ควรมีการฝึกอบรมด้านจริยธรรมและการบริหารจัดการการเงินให้กับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ขององค์กร
การดำเนินคดีต่อไป
พ.ต.ท.สิริพงษ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ ป.ป.ท. ได้รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อขยายผลการสืบสวนไปยังผู้เกี่ยวข้องรายอื่นๆ โดยจะมีการสอบปากคำพยานเพิ่มเติมในสัปดาห์หน้า
“เราจะติดตามเส้นทางการเงินทุกบาททุกสตางค์ และจะดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทุกรายอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เพราะนี่เป็นเรื่องของเงินบริจาคที่ประชาชนตั้งใจมอบให้เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้ด้อยโอกาส” พ.ต.ท.สิริพงษ์ กล่าวอย่างหนักแน่น
วิเคราะห์: รากเหง้าของปัญหา
ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นที่วัดพระบาทน้ำพุสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการกำกับดูแลองค์กรศาสนาในประเทศไทย
“ระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลในองค์กรศาสนายังมีความอ่อนแอมาก โดยเฉพาะในด้านการบริหารจัดการทรัพย์สินและเงินบริจาค เนื่องจากสังคมไทยมีวัฒนธรรมที่ให้ความเคารพและศรัทธาต่อพระสงฆ์และวัดวาอารามอย่างสูง จึงทำให้การตั้งคำถามหรือตรวจสอบเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก” ศาสตราจารย์ท่านนี้กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องช่องว่างทางกฎหมายที่ทำให้การกำกับดูแลการเงินของวัดเป็นไปอย่างหละหลวม ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่บังคับให้วัดต้องเปิดเผยข้อมูลทางการเงินต่อสาธารณชน หรือต้องมีการตรวจสอบบัญชีโดยผู้ตรวจสอบอิสระ
บทเรียนสำหรับสังคมไทย
คดีทุจริตที่วัดพระบาทน้ำพุเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสังคมไทยในหลายด้าน ทั้งในเรื่องของการศรัทธาอย่างมีเหตุผล การตรวจสอบถ่วงดุล และการปฏิรูประบบการกำกับดูแลองค์กรศาสนา
ประการแรก สังคมไทยควรส่งเสริมให้มีการศรัทธาอย่างมีเหตุผล โดยไม่ยึดติดกับบุคคลหรือสถาบันมากจนเกินไป จนละเลยการตรวจสอบและตั้งคำถาม การศรัทธาที่ดีควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจและเหตุผล ไม่ใช่ความงมงาย
ประการที่สอง ควรมีการปฏิรูประบบการกำกับดูแลองค์กรศาสนา โดยเฉพาะในด้านการบริหารจัดการทรัพย์สินและเงินบริจาค เพื่อให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น
ประการที่สาม สังคมควรตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบถ่วงดุล โดยไม่ว่าจะเป็นองค์กรใดก็ตาม ล้วนต้องมีระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลที่เข้มแข็ง เพื่อป้องกันการทุจริตและการใช้อำนาจในทางที่ผิด
แนวทางการแก้ไขปัญหาระยะยาว
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาลักษณะเดียวกันนี้ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาระยะยาว ดังนี้
- การปฏิรูปกฎหมาย: ควรมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดและองค์กรศาสนา เพื่อให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น
- การส่งเสริมความรู้ด้านการบริหารจัดการการเงิน: ควรมีการฝึกอบรมด้านการบริหารจัดการการเงินให้กับพระสงฆ์และบุคลากรของวัด เพื่อให้มีความรู้และทักษะในการบริหารจัดการเงินบริจาคอย่างถูกต้องและโปร่งใส
- การสร้างระบบการตรวจสอบที่เข้มแข็ง: ควรมีการสร้างระบบการตรวจสอบการเงินของวัดที่เข้มแข็ง โดยอาจมีการจัดตั้งหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชีของวัดและองค์กรศาสนาโดยเฉพาะ
- การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน: ควรส่งเสริมให้ชุมชนและประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและติดตามการบริหารจัดการเงินบริจาคของวัดในชุมชนของตน
- การปลูกฝังค่านิยมความโปร่งใส: ควรมีการปลูกฝังค่านิยมความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการบริหารจัดการเงินบริจาคให้กับทุกภาคส่วนของสังคม
สรุป
คดีทุจริตที่วัดพระบาทน้ำพุเป็นเรื่องที่สะเทือนใจสังคมไทยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ดั้งเดิมของวัดที่มุ่งช่วยเหลือผู้ป่วยเอชไอวีและผู้ด้อยโอกาสในสังคม การที่เงินบริจาคจำนวนมหาศาลถูกนำไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้ด้อยโอกาส จึงเป็นเรื่องที่ยากจะยอมรับได้
การเปิดโปงเส้นทางการเงินของวัดพระบาทน้ำพุโดย ป.ป.ท. ในครั้งนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการปฏิรูประบบการกำกับดูแลองค์กรศาสนาในประเทศไทย เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะยาว
ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไป ในการร่วมกันสร้างระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลที่เข้มแข็ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตในลักษณะเดียวกันนี้อีกในอนาคต