จับพระอนาจารเด็กหญิง 6 ขวบ ขณะแม่พาไปขายผลไม้ตลาดนัดในวัด ไม่พอตามไปก่อเหตุครั้งที่ 2

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานร่วมกันจับกุมพระอิทธิพล วรปญฺโญ อายุ 60 ปี พรรษา 22 สังกัดวัดบ้านพร้าว อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ฐานกระทำอนาจารต่อเด็กหญิงอายุ 6 ขวบ โดยเหตุการณ์เกิดขึ้น 2 ครั้ง ครั้งแรกในวันที่ 4 สิงหาคม และครั้งที่สองในวันที่ 16 สิงหาคม 2568

การจับกุมครั้งนี้เป็นผลจากการร้องทุกข์ของผู้ปกครองเด็กหญิงอายุ 6 ขวบ หลังจากที่เด็กได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้แม่ฟังในวันที่ 2 กันยายน 2568 ซึ่งทำให้ครอบครัวตระหนักถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับลูกสาว

ข้อหาที่ถูกตั้ง

พระอิทธิพล วรปญฺโญ ถูกตั้งข้อหาทั้งหมด 3 ข้อหาหนัก ตามพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา ดังนี้

มาตรา 279 – กระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และกระทำโดยการข่มขู่โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้

มาตรา 282 – ผู้ใดพาเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม

มาตรา 317 – ผู้ใดโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร

ข้อหาเหล่านี้ถือเป็นความผิดร้ายแรงที่มีโทษจำคุกหนักและส่งผลกระทบต่อเด็กและครอบครัวอย่างมาก การที่ผู้กระทำผิดเป็นพระสงฆ์ซึ่งควรเป็นที่เคารพและไว้วางใจของประชาชนยิ่งทำให้คดีนี้มีความร้ายแรงเพิ่มขึ้น

เหตุการณ์ครั้งแรก วันที่ 4 สิงหาคม 2568

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 4 สิงหาคม 2568 ขณะที่แม่ของเด็กหญิงอายุ 6 ขวบ พาลูกสาวไปขายผลไม้ที่ตลาดนัดซึ่งจัดขึ้นภายในบริเวณวัดบ้านพร้าว อำเภอนครไทย ซึ่งเป็นกิจกรรมประจำที่มีขึ้นเป็นระยะๆ เพื่อให้ชาวบ้านได้มาซื้อขายสินค้าและทำบุญ

ในช่วงที่แม่กำลังยุ่งกับการขายสินค้า พระอิทธิพล วรปญฺโญ ได้เข้ามาสนทนาและสร้างความคุ้นเคยกับเด็กหญิง โดยอ้างเหตุผลว่าต้องการดูแลเด็กเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกรถชน และชวนเด็กเข้าไปในกุฏิของตนเองโดยล่อใจด้วยขนมหวาน

เมื่อเด็กหายตัวไปเป็นเวลานาน พ่อแม่จึงเริ่มกังวลและออกตามหาลูกสาว จนกระทั่งพบเด็กเดินออกมาจากบริเวณกุฏิ ขณะนั้นผู้ต้องหาได้แก้ตัวว่าเด็กปวดท้องจึงพาไปเข้าห้องน้ำในกุฏิ ซึ่งคำอธิบายนี้ทำให้ผู้ปกครองไม่ได้สงสัยในสิ่งผิดปกติในครั้งแรก

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแผนการที่มีเจตนาร้าย โดยผู้ต้องหาได้สอบถามข้อมูลส่วนตัวของครอบครัว รวมถึงที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ เพื่อเตรียมการสำหรับเหตุการณ์ครั้งต่อไป

เหตุการณ์ครั้งที่สอง วันที่ 16 สิงหาคม 2568

เหตุการณ์ครั้งที่สองเกิดขึ้นในวันที่ 16 สิงหาคม 2568 หรือประมาณ 12 วันหลังจากเหตุการณ์แรก ผู้ต้องหาได้โทรศัพท์ติดต่อไปยังแม่ของเด็กหญิง และสอบถามเกี่ยวกับกิจกรรมของครอบครัว เมื่อทราบว่าครอบครัวไปขายของที่วัดอื่นในบริเวณใกล้เคียง จึงขับรถยนต์ส่วนตัวไปตามหา

การกระทำครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนและเจตนาชัดเจนของผู้ต้องหา เมื่อไปถึงจุดหมาย ผู้ต้องหาได้ใช้อุบายล่อลวงเด็กให้ไปเอาขนมที่รถยนต์ โดยอ้างว่ามีของขวัญให้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เด็กถูกแยกออกจากผู้ปกครองและถูกกระทำอนาจารครั้งที่สอง

เหตุการณ์ครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งแรก และส่งผลให้เด็กเกิดอาการเจ็บปวดที่อวัยวะเพศ อย่างไรก็ตาม ด้วยการข่มขู่และการใช้อำนาจของผู้ใหญ่ เด็กจึงไม่กล้าบอกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทันที

การเปิดเผยความจริง

หลังจากเหตุการณ์ครั้งที่สอง เด็กหญิงเริ่มมีอาการผิดปกติ โดยบ่นว่าเจ็บที่อวัยวะเพศ อย่างไรก็ตาม แม่ของเด็กไม่ได้เอะใจในตอนแรก เนื่องจากคิดว่าอาจเป็นอาการป่วยทั่วไป จนกระทั่งวันที่ 2 กันยายน 2568 เด็กจึงได้เล่าความจริงที่เกิดขึ้นให้แม่ฟัง

เด็กได้เล่าว่าถูกพระอิทธิพล วรปญฺโญ “หอม” และใช้ฟันกัดที่อวัยวะเพศจนเกิดความเจ็บปวด นอกจากนี้ ผู้ต้องหายังได้ข่มขู่เด็กว่า “ห้ามบอกแม่หรือบอกใครๆ ไม่ฉะนั้นจะตีให้ตายและไม่รักหนู” ซึ่งทำให้เด็กกลัวและไม่กล้าเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

คำข่มขู่นี้แสดงให้เห็นถึงการใช้อำนาจและการควบคุมทางจิตใจของผู้ต้องหาต่อเหยื่อที่เป็นเด็ก ซึ่งเป็นวิธีการที่ผู้กระทำผิดทางเพศมักใช้เพื่อปิดปากเหยื่อและหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบ

การตรวจสอบและดำเนินคดี

หลังจากที่ครอบครัวทราบความจริง ได้รีบแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรนครไทย ทันที เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด รวมถึงการสอบปากคำผู้เสียหาย พยาน และการรวบรวมหลักฐานต่างๆ

ในการดำเนินคดีครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสำนักพุทธศาสนาจังหวัดพิษณุโลก เนื่องจากผู้ต้องหามีสถานะเป็นพระสงฆ์ ซึ่งต้องมีขั้นตอนพิเศษในการดำเนินการ โดยเฉพาะเรื่องการลาสิกขาก่อนการดำเนินคดี

การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการดำเนินคดีประเภทนี้ และความมุ่งมั่นในการปกป้องสิทธิเด็กและครอบครัว

กระบวนการลาสิกขา

หลังจากการจับกุมและการสอบสวนเบื้องต้น พระอิทธิพล วรปญฺโญ ได้ยอมลาสิกขาในเวลาต่อมา โดยมีพระครูวิบูลธรรมวงค์ เจ้าคณะอำเภอนครไทย เป็นผู้ดำเนินการลาสิกขาตามขั้นตอนทางศาสนา

การลาสิกขาเป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้ผู้ต้องหาสิ้นสถานะเป็นพระสงฆ์ และสามารถดำเนินคดีตามกฎหมายโลกได้ตามปกติ กระบวนการนี้เป็นไปตามหลักธรรมวินัยและประเพณีของพระพุทธศาสนา ซึ่งไม่อนุญาตให้พระสงฆ์ที่กระทำผิดอย่างร้ายแรงคงสถานะเป็นสมณะต่อไป

การที่เจ้าคณะอำเภอนครไทยเป็นผู้ดำเนินการลาสิกขาแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของสำนักสงฆ์ในการรักษาศีลธรรมและความบริสุทธิ์ของคณะสงฆ์

การตรวจร่างกายและการรวบรวมหลักฐาน

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ประสานงานพาเด็กหญิงผู้เสียหายเข้ารับการตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล เพื่อเป็นหลักฐานทางการแพทย์ในคดี

การตรวจร่างกายนี้เป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมหลักฐานทางคดี และจะต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังและเอาใจใส่ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายทางจิตใจเพิ่มเติมแก่เด็ก

นอกจากการตรวจร่างกายแล้ว เจ้าหน้าที่ยังได้รวบรวมหลักฐานอื่นๆ เช่น การบันทึกการสนทนาทางโทรศัพท์ การตรวจสอบเส้นทางการเดินทางของผู้ต้องหา และการสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้อง

ผลกระทบต่อชุมชนและสังคม

คดีนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อชุมชนในอำเภอนครไทย โดยเฉพาะต่อความเชื่อถือและศรัทธาที่ประชาชนมีต่อสถาบันพระสงฆ์ การที่พระสงฆ์ซึ่งควรเป็นแบบอย่างทางศีลธรรมกลับกระทำผิดอย่างร้ายแรงนี้ ทำให้เกิดความผิดหวังและความไม่ไว้วางใจในหมู่ประชาชน

ชุมชนท้องถิ่นรู้สึกตกใจและเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีส่วนร่วมในกิจกรรมของวัดและเคยไว้วางใจให้พระองค์นี้ดูแลเด็กๆ ในชุมชน การที่ผู้ที่ควรปกป้องและดูแลเด็กกลับเป็นผู้ทำร้าย ถือเป็นการทรยศต่อความไว้วางใจของสังคม

มาตรการป้องกันและความปลอดภัยของเด็ก

เหตุการณ์นี้เป็นการเตือนสติให้ผู้ปกครองและสังคมตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องเด็กจากอันตราย โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เด็กอยู่กับผู้ใหญ่โดยลำพัง แม้ว่าผู้ใหญ่นั้นจะเป็นบุคคลที่ได้รับความเคารพในสังคม

ผู้เชี่ยวชาญด้านการปกป้องเด็กแนะนำให้ผู้ปกครองสอนเด็กเกี่ยวกับความปลอดภัยของร่างกาย การบอกความแตกต่างระหว่างการสัมผัสที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม และการสร้างความมั่นใจให้เด็กกล้าเล่าเหตุการณ์ที่ผิดปกติให้ผู้ปกครองทราบ

นอกจากนี้ สถาบันต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก รวมถึงวัด โรงเรียน และศูนย์เด็กเล็ก ควรมีมาตรการป้องกันและระบบตรวจสอบที่เข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก

ความคืบหน้าของคดี

ปัจจุบันผู้ต้องหาได้ถูกคุมตัวส่งสถานีตำรวจภูธรนครไทยเพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่กำลังเร่งรวบรวมหลักฐานและสำนวนการสอบสวนให้แล้วเสร็จ เพื่อส่งคดีให้อัยการพิจารณาต่อไป

คดีนี้ได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างมาก และถือเป็นคดีทดสอบการทำงานของระบบยุติธรรมในการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับเด็กและสถาบันศาสนา การดำเนินคดีที่โปร่งใสและยุติธรรมจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในระบบกฎหมาย

ทางด้านครอบครัวผู้เสียหาย ได้รับการดูแลจากเจ้าหน้าที่ทางสังคมสงเคราะห์ และจิตแพทย์เด็กเพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจของเด็กให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ การดูแลเหยื่อหลังเหตุการณ์ถือเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการยุติธรรม

คดีนี้คาดว่าจะส่งผลต่อการปรับปรุงมาตรการความปลอดภัยในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และการสร้างระบบป้องกันเด็กให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต