เมื่อเพื่อนสนิทไม่ตอบรับเสียงเรียก อาจไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เป็นอาการของโรคซึมเศร้า นักจิตวิทยาชี้ผลกระทบจากการทำงานผิดปกติของสมอง

ปรากฏการณ์ที่หลายคนอาจเคยพบเจอ เมื่อเรียกเพื่อนสนิทที่เป็นโรคซึมเศร้าแล้วไม่ได้รับการตอบสนอง จนต้องเรียกซ้ำ ๆ กันหลายครั้ง กลายเป็นประเด็นน่าสนใจที่ได้รับการอธิบายจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์ โดยชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวอาจไม่ได้เกิดจากความโกรธหรือไม่พอใจ แต่เป็นผลมาจากการทำงานผิดปกติของสมองในผู้ป่วยโรคซึมเศร้านั่นเอง การที่บุคคลที่เป็นโรคซึมเศร้าไม่ตอบสนองต่อการเรียกหรือสิ่งเร้าภายนอก เป็นอาการที่มีเหตุผลทางการแพทย์และประสาทวิทยาอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของโรคทางจิตเวชที่ส่งผลกระทบไม่เพียงแค่อารมณ์ แต่ยังรวมถึงการทำงานของระบบประสาทและพฤติกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ระบบเครือข่ายสมองที่เกี่ยวข้องกับโรคซึมเศร้า การวิจัยทางประสาทวิทยาในยุคปัจจุบันได้เปิดเผยให้เห็นว่า โรคซึมเศร้าส่งผลกระทบต่อการทำงานของเครือข่ายสมองหลายระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบที่เรียกว่า Salient Network (SN) ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการตรวจจับและประมวลผลสิ่งเร้าต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อมรอบตัว เครือข่ายสมองนี้ทำหน้าที่เป็นเหมือนสวิตช์ที่ช่วยให้สมองสามารถเปลี่ยนจากสถานะการทำงานแบบหนึ่งไปสู่อีกแบบหนึ่งได้อย่างเหมาะสม เช่น การเปลี่ยนจากสถานะ Default Mode Network (DMN) ที่เป็นโหมดเหม่อลอยหรือคิดเพ้อฝัน ไปสู่สถานะ Central Executive Network (CEN) ที่เป็นโหมดการมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเจาะจง ผลกระทบของการทำงานผิดปกติของ Salient Network เมื่อ Salient Network ทำงานผิดปกติในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า จะส่งผลให้การสวิตช์ระหว่างโหมดการทำงานของสมองเกิดความล่าช้าหรือไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยจึงมักจะติดอยู่ในสถานะ Default Mode Network ซึ่งเป็นสภาวะที่สมองเหม่อลอยและมักจะวนเวียนอยู่กับความคิดเชิงลบ ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะ Amygdala ซึ่งเป็นส่วนของสมองที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และความทรงจำเชิงอารมณ์ ทำงานร่วมกับ … Read more

การออกกำลังกาย: อาวุธลับสำคัญที่เปลี่ยนสนามรบมะเร็งจากป้อมปราการหนาแน่นสู่เขตรบเปิดโล่ง

นักวิทยาศาสตร์เผยความลับการต่อสู้มะเร็งด้วยวิธีธรรมชาติที่มีอยู่ในตัวทุกคน การต่อสู้กับมะเร็งไม่ได้มีเพียงการใช้ยาเคมีบำบัดหรือการฉายแสงเท่านั้น วงการแพทยศาสตร์สมัยใหม่ได้ค้นพบความสำคัญของการออกกำลังกายที่อาจเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ทรงพลังที่สุดในการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของเนื้องอกมะเร็ง ทำให้จากเดิมที่เป็นป้อมปราการแกร่งกล้าที่ยากต่อการโจมตี กลับกลายเป็นเป้าหมายที่เปิดโล่งและเปราะบางต่อการทำลายของระบบภูมิคุ้มกันธรรมชาติของร่างกาย การศึกษาวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นว่า การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและสภาพแวดล้อมภายในก้อนมะเร็งได้อย่างน่าทึ่ง โดยการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไปซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพของการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญ เซลล์มะเร็ง: ศัตรูในร่างกายที่เกิดจากการควบคุมตัวเองไม่ได้ เซลล์มะเร็งไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมที่บุกรุกเข้ามาจากภายนอก แต่เป็นเซลล์ปกติของร่างกายเราเองที่ได้รับความเสียหายทางพันธุกรรม โดยเฉพาะในส่วนของ DNA ที่ทำหน้าที่ควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์ เมื่อกลไกควบคุมนี้เสียหาย เซลล์จะเริ่มแบ่งตัวอย่างไม่หยุดหย่อน กลายเป็นก้อนเนื้อที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่น่าสนใจคือ สภาพแวดล้อมที่เซลล์มะเร็งเหล่านี้อาศัยอยู่มีลักษณะเป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง เซลล์ต้องต่อสู้เพื่อแย่งชิงอาหาร ออกซิเจน และพื้นที่อยู่อาศัย สภาวะแวดล้อมที่เครียดและแออัดนี้กลับทำให้เซลล์มะเร็งพัฒนาความสามารถในการต่อสู้เอาตัวรอดและกลายเป็นเซลล์ที่ดุร้ายและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ การเข้าใจลักษณะของเซลล์มะเร็งและสภาพแวดล้อมที่พวกมันอาศัยอยู่เป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนากลยุทธ์การรักษาที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากความแตกต่างของโครงสร้างของก้อนมะเร็งแต่ละประเภท สองหน้าของอาณาจักรมะเร็ง: เยือกเย็นปิดตาย vs ร้อนแรงเปิดโล่ง นักวิจัยได้จำแนกลักษณะของเนื้องอกมะเร็งออกเป็นสองประเภทหลัก ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนทั้งในด้านโครงสร้าง สภาพแวดล้อม และความยากง่ายในการรักษา อาณาจักรมะเร็งเยือกเย็น: ป้อมปราการที่แทบไม่มีทางเข้า เนื้องอกประเภท “เยือกเย็น” หรือ Cold Tumor มีลักษณะเป็นป้อมปราการที่มีการป้องกันแบบหลายชั้น มีระบบการป้องกันที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพสูง ทำให้การรักษามักมีความท้าทายมาก ลักษณะเด่นของเนื้องอกเยือกเย็น: การไหลเวียนของเลือดที่มาเลี้ยงเนื้องอกมีจำกัด ทำให้เกิดสภาวะที่เซลล์มะเร็งต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ขาดแคลนอาหารและออกซิเจน สภาวะนี้กลับกลายเป็นแรงกดดันที่ทำให้เซลล์มะเร็งพัฒนาความสามารถในการปรับตัวและกลายเป็นเซลล์ที่เก่งกาจและแข็งแกร่งขึ้น กำแพงของเนื้องอกมีความหนาแน่นสูง เนื่องจากมีเซลล์พิเศษที่เรียกว่า Cancer-Associated Fibroblasts (CAFs) หรือ … Read more

การออกกำลังกายพิสูจน์แล้ว ไม่เพียงป้องกันมะเร็ง แต่ยับยั้งได้ทุกระยะของโรค

งานวิจัยล่าสุดเผยให้เห็นกลไกการทำงานของการออกกำลังกายที่สามารถต่อสู้กับมะเร็งได้อย่างครอบคลุม ตั้งแต่การป้องกันการเกิดโรคในระยะแรกเริ่ม ไปจนถึงการยับยั้งการลุกลามของเซลล์มะเร็งในแต่ละขั้นตอน นับเป็นความหวังใหม่ให้กับการรักษาและป้องกันโรคมะเร็งด้วยวิธีธรรมชาติที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ 4 กลไกสำคัญที่การออกกำลังกายต่อสู้กับมะเร็งในทุกระยะ ระยะที่ 1: ป้องกันการเกิดมะเร็งตั้งแต่แรกเริ่ม การออกกำลังกายมีบทบาทสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมในร่างกายที่ไม่เอื้อต่อการเกิดเซลล์มะเร็ง โดยมีกลไกการทำงานหลายประการที่ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน เป็นหนึ่งในกลไกหลักที่สำคัญที่สุด เมื่อร่างกายออกกำลังกาย กล้ามเนื้อจะสร้างและปล่อยสารต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มจำนวนของเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิด Treg (T regulatory cells) เซลล์เหล่านี้มีหน้าที่สำคัญในการปล่อยสารต้านการอักเสบ ซึ่งช่วยลดภาวะอักเสบเรื้อรังในร่างกาย ภาวะอักเสบเรื้อรังนั้นถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดเซลล์มะเร็ง เมื่อร่างกายมีการอักเสบต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะส่งผลให้เซลล์ปกติเสียหายและอาจกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น การออกกำลังกายช่วยลดภาวะอักเสบนี้ จึงเป็นการตัดวงจรการเกิดมะเร็งได้ตั้งแต่ต้นทาง นอกจากนี้ การออกกำลังกายยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์ NK (Natural Killer cells) และเซลล์ CD8+ T cells ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่มีหน้าที่โดยตรงในการค้นหาและทำลายเซลล์มะเร็ง เซลล์เหล่านี้จะมีความแข็งแกร่งและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อร่างกายได้รับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การจัดการกับไขมันส่วนเกิน โดยเฉพาะไขมันในช่องท้อง ก็เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญ ไขมันในช่องท้องนั้นไม่ใช่แค่เนื้อเยื่อที่เก็บพลังงานธรรมดา แต่เป็นเนื้อเยื่อที่สามารถสร้างและปล่อยสารต่างๆ ที่ส่งผลต่อการทำงานของร่างกาย สารบางชนิดที่ปล่อยออกมาจากไขมันส่วนเกินนั้นสามารถเพิ่มโอกาสการเกิดมะเร็งบางประเภท เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งตับ การออกกำลังกายช่วยลดปริมาณไขมันในช่องท้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้รูปร่างดีขึ้นแล้ว ยังช่วยลดการปล่อยสารที่เป็นอันตรายจากเนื้อเยื่อไขมันเหล่านี้ ส่งผลให้ลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้อย่างชัดเจน ระยะที่ … Read more

ต่อสู้ที่ไม่เคยหยุดระหว่างเซลล์มะเร็งที่พยายามเอาตัวรอดกับเซลล์นักฆ่าในระบบภูมิคุ้มกัน

ภายในร่างกายของเราเกิดการต่อสู้ที่ไม่เคยหยุดระหว่างเซลล์มะเร็งที่พยายามเอาตัวรอดกับเซลล์นักฆ่าในระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งทำหน้าที่เป็นกองทัพป้องกันร่างกายจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ การศึกษาทางการแพทย์ในปัจจุบันเผยให้เห็นถึงกลไกการทำงานที่ซับซ้อนและน่าทึ่งของสงครามขนาดจิ๋วนี้ เซลล์มะเร็ง: ศัตรูที่ซ่อนตัวในเงามืด เซลล์มะเร็งเปรียบเสมือนวายร้ายที่แฝงตัวอยู่ในร่างกาย แม้แต่ในคนที่ดูแลสุขภาพอย่างดีเยี่ยมก็ยังมีโอกาสที่เซลล์เหล่านี้จะกำเนิดขึ้น ลักษณะพิเศษของเซลล์มะเร็งคือความสามารถในการหลบเลี่ยงการตรวจจับจากระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้มันสามารถเจริญเติบโตและแบ่งตัวได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ดร.สมศักดิ์   นักวิทยาศาสตร์การแพทย์จากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ อธิบายว่า “เซลล์มะเร็งมีกลไกการหลบซ่อนที่ซับซ้อนมาก พวกมันจะปรับเปลี่ยนพื้นผิวของตนเองเพื่อหลอกว่าเป็นเซลล์ปกติ และใช้สารเคมีต่างๆ เพื่อยับยั้งการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน” การที่เซลล์มะเร็งสามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับได้นั้น เกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียโปรตีน MHC class I ที่ทำหน้าที่แสดงชิ้นส่วนของโปรตีนจากภายในเซลล์ให้ระบบภูมิคุ้มกันตรวจสอบ หรือการผลิตสารต้านการอักเสบที่ทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ NK Cell และ CD8+ T Cell: นักฆ่าเหี้ยมโหดของร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันของเรามีนักฆ่าตัวฉกาจที่ไม่เคยไว้ชีวิตศัตรู นั่นคือ Natural Killer cell หรือ NK cell และ CD8+ T cell ที่ทำหน้าที่ล่าและทำลายเซลล์ที่ผิดปกติ รวมถึงเซลล์มะเร็ง NK Cell: นักฆ่าธรรมชาติ NK cell เป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่มีความพิเศษตรงที่ไม่ต้องการการกระตุ้นล่วงหน้า สามารถรู้จักและทำลายเซลล์เป้าหมายได้ทันที ผศ.ดร.นันทนา สุขสวัสดิ์ จากคณะแพทยศาสตร์ … Read more

อาหารเส้นใย-ออกกำลังกาย คู่หูป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ทุกขั้นตอน แพทย์แนะ 4 กลไกวิทยาศาสตร์สู้โรคร้าย

ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติชี้ให้เห็นว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่มีอุบัติการณ์สูงในประเทศไทย โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ขณะที่ผลการศึกษาวิจัยระดับโลกยืนยันว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกาย สามารถลดความเสี่ยงต่อโรคร้ายชนิดนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ มะเร็งลำไส้ใหญ่ คืออะไร ทำไมจึงเกิดบ่อย ดร.นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคทางเดินอาหาร อธิบายว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colorectal cancer) เป็นโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นบ่อยเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่น ทั้งนี้เนื่องจากลำไส้ใหญ่มีการติดต่อกับสิ่งแวดล้อมภายนอกโดยตรง ผ่านทางอาหารที่เราบริโภค รวมถึงแบคทีเรียต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในโพรงลำไส้ “ลำไส้ใหญ่จึงมีโอกาสสัมผัสกับปัจจัยที่อาจทำลายเซลล์อย่างต่อเนื่อง ทำให้ดีเอ็นเอของเซลล์เยื่อบุถูกโจมตีซ้ำไปซ้ำมา หากโชคร้ายที่ดีเอ็นเอส่วนที่ควบคุมการแบ่งเซลล์ได้รับความเสียหาย ก็จะสะสมความเป็นมะเร็งมากขึ้นเรื่อยๆ” นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกล่าว โมเดล Vogelstein 4 ขั้นตอนสู่มะเร็งลำไส้ใหญ่ การศึกษาด้านพันธุศาสตร์มะเร็งได้พัฒนาแบบจำลองที่เรียกว่า “Vogelstein model” ซึ่งได้รับการยอมรับทั่วโลกในการอธิบายขั้นตอนการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก ขั้นตอนที่ 1: ยีน APC เสียหาย ยีน APC มีหน้าที่เป็นเบรกสัญญาณการแบ่งเซลล์ในระบบ Wnt/β-Catenin เมื่อยีนนี้ได้รับความเสียหาย การแบ่งเซลล์จะเร็วขึ้นมาก ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ติ่งเนื้อ” (Polyp) ในลำไส้ใหญ่ ซึ่งอาจพบได้ในการตรวจคัดกรองมะเร็ง ติ่งเนื้อแบ่งออกเป็นหลายชนิด ตั้งแต่ติ่งเนื้อธรรมดาที่ไม่มีความเสี่ยง … Read more

ความหวังใหม่ในการรักษามะเร็ง: เมื่อเซลล์มะเร็งสามารถกลับคืนเป็นเซลล์ปกติได้

โลกทางการแพทย์กำลังเปิดหน้าใหม่ของการรักษามะเร็งด้วยแนวคิดที่แปลกใหม่ คือการเปลี่ยนแปลงเซลล์มะเร็งให้กลับมาเป็นเซลล์ปกติ แทนการทำลายล้างด้วยเคมีบำบัดหรือรังสีรักษาแบบเดิม แม้ว่าวิธีการนี้จะใช้ได้เพียงบางชนิดของมะเร็ง แต่ก็นับเป็นความก้าวหน้าสำคัญที่ให้ความหวังแก่ผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมาก เหตุใดเซลล์มะเร็งส่วนใหญ่จึงกลับไม่ได้ นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยาอธิบายว่า การที่เซลล์มะเร็งส่วนใหญ่ไม่สามารถเปลี่ยนกลับเป็นเซลล์ปกติได้นั้น เกิดจากธรรมชาติของเซลล์มะเร็งที่มีการสะสมรอยเสียหายของดีเอ็นเอ (DNA) เป็นจำนวนมาก การเสียหายเหล่านี้เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาหลายปี ทำให้โครงสร้างทางพันธุกรรมของเซลล์เปลี่ยนแปลงไปอย่างซับซ้อน “เซลล์มะเร็งเปรียบเสมือนบ้านที่ถูกรื้อทำลายหลายครั้ง จนกระทั่งโครงสร้างพื้นฐานเสียหายเกินกว่าจะซ่อมแซมให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้” นายแพทย์กล่าว “การสะสมของการกลายพันธุ์ต่าง ๆ ทำให้เซลล์เหล่านี้มีพฤติกรรมที่แตกต่างจากเซลล์ปกติอย่างสิ้นเชิง” การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้รวมถึงความสามารถในการแบ่งตัวไม่หยุดหย่อน การต้านทานต่อสัญญาณที่บอกให้หยุดการเจริญเติบโต การหลีกเลี่ยงกลไกการตายของเซลล์ตามธรรมชาติ และความสามารถในการกระตุ้นการเจริญของหลอดเลือดเพื่อหล่อเลี้ยงตัวเอง มะเร็งเลือดขาว APL: ตัวอย่างความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม มะเร็งบางชนิดที่มีความผิดปกติของดีเอ็นเอที่ชัดเจนและเฉพาะเจาะจงกลับสามารถรักษาได้ด้วยวิธีการเปลี่ยนแปลงเซลล์มะเร็งให้กลับเป็นเซลล์ปกติ ตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดคือ มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดโพรไมอิโลไซต์ (Acute Promyelocytic Leukemia หรือ APL) ซึ่งเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า AML M3 กลไกการเกิดโรคที่เฉพาะเจาะจง ดร.สมชาย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ อธิบายว่า “มะเร็งเลือดขาว APL มีกลไกการเกิดที่ค่อนข้างชัดเจนและเฉพาะเจาะจง เกิดจากความเสียหายของโครโมโซมในตัวอ่อนเม็ดเลือดขาวที่มีลักษณะเฉพาะคือ โครโมโซม 2 แท่งมาแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนกันในลักษณะที่ผิดปกติ” การแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนโครโมโซมนี้ทำให้รหัสพันธุกรรม 2 ตัวคือ PML และ RARA … Read more

เปิดความลับ “หลอดเลือดหัวใจ” ทำไมถึงเสี่ยงสะสมคอเลสเตอรอลมากที่สุด – แพทย์เผยวิธีป้องกันง่ายๆ ด้วยการออกกำลังกาย

ระบบหลอดเลือดหัวใจหรือที่เรียกว่า Coronary artery นับเป็นระบบที่สำคัญที่สุดต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ แต่กลับกลายเป็นจุดเสี่ยงอันดับต้นๆ ในการสะสมคอเลสเตอรอลที่ผนังหลอดเลือด จนนำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด เปิดเผยว่า ระบบหลอดเลือดหัวใจมีลักษณะพิเศษที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดปัญหามากกว่าระบบหลอดเลือดอื่นๆ ในร่างกาย พร้อมชี้ให้เห็นถึงวิธีการป้องกันที่ง่ายและมีประสิทธิภาพผ่านการออกกำลังกายที่สม่ำเสมอ โครงสร้างพิเศษของหลอดเลือดหัวใจ ที่เอื้อต่อการบาดเจ็บ ระบบหลอดเลือดหัวใจมีโครงสร้างที่แตกต่างจากหลอดเลือดส่วนอื่นๆ ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการบาดเจ็บที่ผนังหลอดเลือดด้านใน ด้วยเหตุผลหลักสามประการที่สำคัญ การเชื่อมต่อตรงกับหลอดเลือดแดงใหญ่ เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา เนื่องจากหลอดเลือดหัวใจต่อตรงจากหลอดเลือดแดงใหญ่ที่สุดในร่างกาย คือ Aorta ทำให้เลือดพุ่งเข้ามาด้วยแรงดันสูงมาก การที่เลือดไหลเข้ามาด้วยความเร็วและแรงดันสูงเช่นนี้ ส่งผลให้ผนังหลอดเลือดต้องรับแรงกระแทกอย่างต่อเนื่อง เส้นทางที่มีทางแยกมากมาย เมื่อสังเกตเส้นทางของหลอดเลือดหัวใจ จะพบว่ามีการแยกสาขาไปหลายทิศทาง เมื่อเลือดที่ไหลมาด้วยแรงสูงเจอจุดแยกเหล่านี้ จะเกิดการไหลหมุนเป็นน้ำวน ทำให้เกิดแรงเสียดทานกับผนังหลอดเลือดอย่างรุนแรง ซึ่งเรียกว่า High shear stress การเคลื่อนไหวและการกระตุกที่รุนแรง หัวใจที่เต้นอย่างต่อเนื่องทำให้หลอดเลือดหัวใจต้องเผชิญกับการกระตุกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงที่หัวใจบีบตัว เลือดจะพุ่งเข้ามาแรง แต่ต้องหยุดชะงักเนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจรัดแขนงหลอดเลือดไว้ จนกว่าหัวใจจะคลายตัวเลือดจึงจะไหลต่อได้ นอกจากนี้หัวใจยังเคลื่อนไหวตลอดเวลา ทำให้หลอดเลือดต้องรับแรงเชิงกลที่แรงมาก กลไกการสะสมคอเลสเตอรอลในผนังหลอดเลือด เมื่อผนังหลอดเลือดบาดเจ็บจากแรงกระแทกและการเสียดทานอย่างต่อเนื่อง ผนังจะอ่อนแอลงและเกิดรูพรุน ทำให้ LDL ที่บรรทุกคอเลสเตอรอลสามารถซึมผ่านเข้าไปในผนังได้ง่ายขึ้น ในขณะเดียวกันเม็ดเลือดขาวก็สามารถผ่านเข้าไปในผนังได้เช่นกัน เมื่อเม็ดเลือดขาวพบกับ LDL ในผนังหลอดเลือด จะเกิดกระบวนการอักเสบ … Read more

“ไข้” ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เป็นกลไกป้องกันของร่างกาย นักวิทยาศาสตร์เผยความจริงที่หลายคนเข้าใจผิด

ในโลกแห่งการแพทย์และวิทยาศาสตร์ ไข้ถือเป็นหนึ่งในอาการที่คนเราคุ้นเคยมากที่สุด แต่ความเข้าใจเกี่ยวกับไข้ของคนทั่วไปกลับมีความผิดพลาดอย่างมาก นักวิทยาศาสตร์และแพทย์ชั้นนำระดับโลกล่าสุดได้ออกมาชี้แจงความจริงเกี่ยวกับไข้ที่จะทำให้หลายคนต้องปรับความคิดใหม่ทั้งหมด ไข้คือกลไกป้องกันที่ร่างกายออกแบบมา ไม่ใช่ความผิดพลาด ดร.สมชาย  นักภูมิคุ้มกันวิทยาจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อธิบายว่า “สิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจผิดคือการมองไข้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือเป็นผลข้างเคียงจากการติดเชื้อ แต่ความจริงแล้วไข้เป็นกลไกที่ร่างกายตั้งใจสร้างขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค” การศึกษาวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและสถาบันวิจัยการแพทย์ระดับโลกหลายแห่งได้พิสูจน์แล้วว่า เมื่อร่างกายตรวจพบเชื้อโรค ระบบประสาทส่วนกลางจะส่งสัญญาณไปยังไฮโปธาลามัสในสมองเพื่อเพิ่มอุณหภูมิของร่างกายอย่างมีเป้าหมาย กระบวนการนี้เรียกว่า “การตั้งจุดควบคุมอุณhภูมิใหม่” (Resetting the Temperature Set Point) วิทยาศาสตร์เบื้องหลังการเพิ่มอุณหภูมิของร่างกาย ศาสตราจารย์ ดร.แคทลิน โพรคเตอร์ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันวิทยา อธิบายกลไกการทำงานของไข้ว่า “เมื่ออุณhภูมิร่างกายเพิ่มขึ้น เซลล์ภูมิคุ้มกันหลายชนิดจะทำงานได้ดีขึ้น เซลล์ทีช่วยเหลือ (T Helper Cells) เซลล์นักฆ่าธรรมชาติ (Natural Killer Cells) และแมคโครฟาจจะมีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อโรคเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน” การวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Immunology เมื่อต้นปี 2568 แสดงให้เห็นว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะเร่งปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ภูมิคุ้มกัน ทำให้การสร้างแอนติบอดีและการกำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อเกิดขึ้นเร็วขึ้นถึง 15-20 เปอร์เซ็นต์ เหตุใดไข้จึงไม่ได้ดีขนาดที่คิด แม้ว่าไข้จะเป็นกลไกป้องกันตามธรรมชาติ แต่นักวิทยาศาสตร์ก็เตือนว่า กลไกนี้ไม่ได้สมบูรณ์แบบเสมอไป ดร.รัชนี อินทรสิทธิ์ … Read more

นักเบสบอล “ชู ชิน-ซู” และภรรยา “ฮา วอนมี” เดตหวานใส หลังแต่งงาน 22 ปี หลังมีรายได้สะสมกว่า 18,000 ล้านบาท

คู่สามีภรรยาดาราออกเดตสุดโรแมนติกที่ตลาดมังวอน เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ฮา วอนมี นักแสดงสาวชาวเกาหลีใต้และภรรยาของนักเบสบอลชื่อดัง ชู ชิน-ซู ได้โพสต์ภาพความสุขบนโซเชียลมีเดียพร้อมข้อความที่น่ารักว่า “เดตที่มังวอนสนุกมาก ส่งลูกๆ ไปหมดแล้ว รู้สึกเหมือนคู่แรกแต่งงานหลังจาก 22 ปี” พร้อมแชร์ภาพหลายภาพจากการเดตครั้งนี้ การเดตครั้งนี้เป็นโอกาสหายากที่คู่สามีภรรยาได้ใช้เวลาร่วมกันแบบส่วนตัว โดยพวกเขาได้ไปเดินเล่นที่ตลาดมังวอน (망원시장) ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงในกรุงโซล เพื่อช็อปปิ้งซื้อของใช้ในครัวเรือนและอาหารสด ความประทับใจจากการพบเจอเพื่อนดารา ระหว่างการเดินเล่นในตลาด คู่สามีภรรยาได้แวะไปที่ร้านโอเด็งบาร์ (오뎅바) ซึ่งเป็นร้านที่ดำเนินการโดยฮง ยุนฮวา (홍윤화) และคิม มินกี (김민기) ซึ่งเป็นคู่สามีภรรยานักแสดงและนักพากย์ที่มีชื่อเสียงในวงการบันเทิงเกาหลี ฮา วอนมีได้ถ่ายภาพร่วมกับเจ้าของร้านทั้งสองคน และดูเป็นสุขมากกับการได้พบเจอเพื่อนเก่าในสถานการณ์ที่ผ่อนคลายและเป็นกันเอง บรรยากาศในภาพสะท้อนให้เห็นถึงความอบอุ่นและมิตรภาพที่ดีระหว่างดาราด้วยกัน ชีวิตแต่งงานที่ยาวนานและมั่นคง ชู ชิน-ซู และฮา วอนมีแต่งงานกันในปี 2547 (2004) และมีลูกด้วยกัน 3 คน ประกอบด้วยลูกชาย 2 คนและลูกสาว 1 คน แม้จะผ่านมา 21 … Read more

คังกียอง กลับมาสู่จอเงินใหญ่ในหนัง “บีลีฟ” หลังห่างหาย 2 ปี พร้อมเปิดฉายวันนี้

นักแสดงชาวเกาหลีใต้ คังกียอง เตรียมคืนสู่จอภาพยนตร์ในบทบาทนำของหนัง “บีลีฟ” (BELIEVE) หลังจากที่ห่างหายจากจอเงินใหญ่มาเป็นเวลา 2 ปี โดยหนังเรื่องนี้จะเปิดฉายเฉพาะที่โรงภาพยนตร์ CGV ในวันนี้ (17 กันยายน 2025) “บีลีฟ” ผลงานออมนิบัสสามตอนที่หยิบเรื่อง “ความเชื่อ” มาถ่ายทอด หนัง “บีลีฟ” เป็นภาพยนตร์ออมนิบัสสามตอนที่มี “ความเชื่อ” (Believe) เป็นประเด็นหลัก ผลงานจากการรวมตัวของผกก.สามคนที่มาร่วมกันสร้างสรรค์เรื่องราวที่แตกต่างกันแต่เชื่อมโยงด้วยแนวคิดเดียวกัน ทั้งสามตอนประกอบด้วย “ไม่มีใครเลย” (Nobody’s There), “เห็นจุดจบ” (Seeing the End) และ “เทพแห่งลานน้ำแข็ง” (Ice God) ในบรรดาสามเรื่องนี้ คังกียอง ได้รับบทนำในตอน “ไม่มีใครเลย” ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความลุ้นระทึกและความลึกลับ โดยนักแสดงวัย 44 ปีจะต้องแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสวมบทบาทที่ท้าทายใหม่ๆ อีกครั้ง บทบาท “แทซู” นักสืบผู้ไล่ล่าความจริงอย่างไม่ลดละ ในตอน “ไม่มีใครเลย” ซึ่งเป็นไซโคโลยิคัลธริลเลอร์ที่เล่าเรื่องราวของเหตุการณ์ลึกลับรอบตัวผู้หญิงที่หายสาบสูญ คังกียอง รับบทเป็น “แทซู” … Read more