นาทีชีวิต คลื่นซัดเรือลากล่ม คนคุมพาราเซลลิง ปลดเซฟตี้ตัวเอง ตกทะเล ช่วย นทท.รอด

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 15.00 น.  ชายหาดกะตะ ตำบลกะรน อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ได้กลายเป็นนาทีแห่งความหวาดกลัวอย่างรวดเร็ว เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ฝนตกหนักพร้อมคลื่นลมแรงซัดเข้าหาชายฝั่ง ขณะที่กิจกรรมพาราเซลลิงกำลังให้บริการนักท่องเที่ยวอยู่กลางทะเล ในขณะที่นักท่องเที่ยวคู่หนึ่งกำลังลอยอยู่บนร่มพาราเซลลิงกลางอากาศในระดับความสูงหลายสิบเมตร พร้อมกับเด็กหนุ่มผู้ทำหน้าที่ควบคุมร่มและดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว สภาพอากาศได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันตั้งตัว ฝนเริ่มโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าที่มืดครึ้มขึ้นเป็นลำดับ พร้อมกับลมที่พัดแรงขึ้นอย่างผิดปกติ คลื่นลมที่แรงขึ้นเรื่อยๆ ได้ซัดเข้าใส่เรือลากร่มที่อยู่บนผิวน้ำอย่างรุนแรง เรือที่มีหน้าที่สำคัญในการควบคุมและรักษาเสถียรภาพของร่มพาราเซลลิงเริ่มโคลงเคลงไปมา จนในที่สุดก็ไม่สามารถต้านทานแรงของคลื่นและลมได้ เรือลากร่มได้ล่มลงในทะเลท่ามกลางคลื่นที่ปั่นป่วน ทำให้สถานการณ์กลายเป็นวิกฤติอย่างยิ่ง การตัดสินใจที่กล้าหาญ ปลดเซฟตี้เพื่อชีวิตผู้อื่น ในสถานการณ์ที่คับขัน เมื่อเรือลากล่มลงแล้ว ร่มพาราเซลลิงที่ยังคงลอยอยู่บนอากาศกลายเป็นอันตรายร้ายแรง เพราะไม่มีอะไรควบคุมทิศทางและความเร็วของร่มอีกต่อไป ลมที่พัดแรงสามารถพัดพาร่มไปได้ทุกทิศทาง อาจจะพัดไปชนกับสิ่งกีดขวาง หรือตกลงมาอย่างรวดเร็วและอันตราย เด็กหนุ่มผู้ควบคุมร่มที่มีประสบการณ์และได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ได้ประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เขาตระหนักดีว่า น้ำหนักของเขาที่ห้อยอยู่กับร่มทำให้ร่มหนักขึ้น และอาจทำให้การควบคุมร่มให้ร่อนลงอย่างปลอดภัยทำได้ยากขึ้น ในช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจเพียงไม่กี่วินาที เขาได้ทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่อาจไม่กล้าทำ เขาตัดสินใจปลดเซฟตี้เบลต์ของตัวเอง ปล่อยให้ร่างกายของเขาร่วงลงสู่ทะเลที่มีคลื่นลมแรงอยู่ด้านล่าง การกระทำอันกล้าหาญนี้มีเป้าหมายชัดเจน นั่นคือการลดน้ำหนักของร่มพาราเซลลิง เพื่อให้ร่มที่มีเพียงนักท่องเที่ยวเหลืออยู่สามารถร่อนลงมาได้เบาขึ้น และมีโอกาสตกลงใกล้ชายฝั่งได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น นาทีชีวิตกลางคลื่นลมอันดามัน เมื่อเด็กหนุ่มผู้ควบคุมร่มปลดเซฟตี้และตกลงทะเล ร่างกายของเขาได้กระแทกกับผิวน้ำอย่างแรง ท่ามกลางคลื่นที่ซัดกระหน่ำและลมที่พัดแรง เขาต้องต่อสู้เพื่อรักษาตัวเองให้อยู่เหนือน้ำ ขณะที่ร่มพาราเซลลิงที่เบาลงจากการสูญเสียน้ำหนักของเขาไป เริ่มร่อนลงมาตามแรงลมอย่างค่อยเป็นค่อยไป … Read more

คู่สามีภรรยาเนรคุณ! ลักทรัพย์นายจ้างสาวตาบอดนับล้าน พาเงินไปถลุงพนันบอล ทิ้งนายจ้างผู้มีพระคุณให้อยู่บ้าน-ขับรถหรู

สภ.รัตนาธิเบศร์ รวบลูกจ้างสองสามีภรรยาเนรคุณ ลักทรัพย์นายจ้างสาวตาบอด เสียหายกว่า 1 ล้านบาท หลังนายจ้างเอ็นดูจัดบ้านให้พัก มีรถให้ขับ กลับหักหลังใช้หินเจียรตัดตู้เซฟ ขโมยเงินสด-ทองคำมูลค่านับล้าน ก่อนนำไปเล่นพนันบอลจนหมดสิ้น เจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายอนุชิต คงปาน อายุ 38 ปี ผู้ต้องหาชาย มาสอบสวนเพิ่มเติมในครั้งนี้ หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการค้นบ้านทาวน์เฮ้าส์ในย่านบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของผู้ต้องหา แต่ผลการค้นไม่พบทรัพย์สินที่ถูกลักมาจากนายจ้างสาวตาบอดแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นทองคำแท่ง 15 บาท หรือเงินสดจำนวน 200,000 บาท ที่หายไปจากตู้เซฟของผู้เสียหาย เบื้องต้นผู้ต้องหายังคงปากแข็งให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทุกประการ แต่ทางเจ้าหน้าที่มีหลักฐานที่ชัดเจนจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพผู้ต้องหาทั้งสองเข้าไปในห้องของผู้เสียหาย พร้อมทั้งพบลายนิ้วมือของทั้งสองคนติดอยู่บนตู้เซฟที่ถูกงัดแงะ นอกจากนี้ยังมีพยานหลักฐานเพิ่มเติมว่าผู้ต้องหาทั้งสองได้นำเงินที่ขโมยมาไปใช้เล่นพนันบอลผ่านเว็บไซต์พนันออนไลน์ โดยแต่ละครั้งจะเดิมพันครั้งละ 20,000-30,000 บาท จนกระทั่งเงินที่ขโมยมาหมดสิ้น รายละเอียดการเกิดเหตุ – นายจ้างเดินทางต่างจังหวัด ถูกลักขณะไม่อยู่ กรณีนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2567 นางสาวกิจศิริ (สงวนนามสกุล) อายุ 25 ปี ผู้พิการทางสายตา และเป็นภรรยาคนเก่าของนายกสมาคมคนตาบอดแห่งหนึ่ง ได้เดินทางมายังสถานีตำรวจภูธรรัตนาธิเบศร์เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน โดยเธอได้เล่าว่าหลังจากที่เดินทางไปติดธุระต่างจังหวัดเป็นเวลาหลายวัน และเมื่อเดินทางกลับมาถึงที่พัก … Read more

วิกฤตความสัมพันธ์ไทย-เกาหลี : แรงงานเขมรในเกาหลีใต้โอดโดนเลือกปฏิบัติหนัก หลังคลื่นลูกใหม่คดีลักพาตัวบานปลาย

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างเกาหลีใต้และกัมพูชากำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากเหตุการณ์ลักพาตัวและอาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับพลเมืองเกาหลีใต้ในดินแดนกัมพูชาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชุมชนแรงงานชาวเขมรที่ทำงานอยู่ในเกาหลีใต้ ซึ่งต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติและการรังเกียจจากสังคมเกาหลีมากขึ้นเรื่อยๆ จนหลายคนเริ่มแสดงความกังวลว่าสถานการณ์นี้อาจบั่นทอนความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศได้ แนวทางการตอบโต้อย่างแข็งกร้าวของรัฐบาลเกาหลีใต้ต่อคดีอาชญากรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับพลเมืองของตนในกัมพูชา กำลังสร้างความกังวลในวงกว้างท่ามกลางประชาชนชาวเขมร โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่ต้องไปหาเลี้ยงชีพในแดนกิมจิ ซึ่งหลายคนเริ่มโอดครวญและระบายความไม่พอใจต่อการถูกมองด้วยสายตาแปลกแยกและถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม แม้พวกเขาจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเหตุการณ์อาชญากรรมที่เกิดขึ้นเลย ความขัดแย้งที่ลุกลามไปทั่วทั้งสองประเทศ สถานการณ์ปัจจุบันเริ่มต้นจากกรณีที่นักศึกษาชาวเกาหลีใต้วัย 22 ปี ถูกลักพาตัวและทรมานจนเสียชีวิตในกัมพูชา เหตุการณ์นี้ได้สร้างความช็อคและความโกรธแค้นอย่างรุนแรงต่อประชาชนชาวเกาหลีใต้ จนนำไปสู่การออกคำสั่งของประธานาธิบดี อี แจ มยอง ให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน “ใช้ทุกทรัพยากรที่มีอยู่” เพื่อช่วยเหลือพลเมืองที่ตกเป็นเหยื่อของการลักพาตัวในกัมพูชา ซึ่งส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับแก๊งหลอกลวงจ้างงานทางออนไลน์ ความโกรธแค้นของประชาชนเกาหลีใต้ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นจนถึงขั้นที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางคนเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาใช้มาตรการทางทหารเพื่อตอบโต้สถานการณ์ ท่าทีที่เข้มงวดนี้ได้สร้างความกังวลให้แก่หลายฝ่าย โดยเฉพาะนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เห็นว่าการใช้แนวทางแข็งกร้าวเกินไปอาจส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ทางการทูตในระยะยาว เสียงจากฝ่ายกัมพูชา: “เราก็เป็นเหยื่อเช่นกัน” กิน เพีย ผู้อำนวยการสถาบันความสัมพันธ์นานาชาติของราชบัณฑิตยสถานแห่งกัมพูชา ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อสื่อมวลชนว่า “แรงกดดันทางการทูตจากผู้นำเกาหลีใต้ไม่เพียงแต่ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหา แต่ยังทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศสั่นคลอนอีกด้วย” เขาให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์ ตามรายงานของโคเรียเฮรัลด์ หนังสือพิมพ์ชั้นนำของเกาหลีใต้ กิน เพีย ได้ย้ำว่า “มีเพียงความร่วมมือในระดับภูมิภาคและนานาชาติเท่านั้นที่จะสามารถป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืน นี่ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะในกัมพูชาประเทศเดียว แต่เป็นปัญหาของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่กระจายอยู่ทั่วภูมิภาค” ในส่วนของรัฐบาลกัมพูชา ได้แสดงท่าทีตอบสนองอย่างระมัดระวังและพยายามสร้างความเข้าใจ โดย ทัช สุขะ โฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ได้ออกมาชี้แจงว่า กัมพูชาเองก็เป็นเหยื่อของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเช่นเดียวกัน และปัญหานี้ไม่ควรที่จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศ … Read more

โชเฟอร์แท็กซี่ทนแรงกดดันไม่ไหว เข้ามอบตัวหลังก่อเหตุแทงคนขับมอเตอร์ไซค์บาดเจ็บสาหัส อ้างถูกท้าทายจนคุมสติไม่อยู่

เหตุการณ์ความรุนแรงครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ในพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุทำร้ายร่างกายผู้อื่นด้วยอาวุธมีดชนิดมีดพับ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากความขัดแย้งบนท้องถนนระหว่างผู้ขับขี่ยานพาหนะสองฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายโชเฟอร์รถแท็กซี่และฝ่ายผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ตามการสอบสวนเบื้องต้น เหตุการณ์ที่นำไปสู่การทำร้ายร่างกายครั้งนี้เริ่มต้นจากพฤติกรรมการขับขี่บนท้องถนนที่ไม่เหมาะสม เมื่อมีการขับรถปาดหน้ากันระหว่างรถแท็กซี่กับรถจักรยานยนต์ ทำให้เกิดความไม่พอใจและมีการโต้เถียงกัน สถานการณ์ได้บานปลายเป็นการมีปากเสียงทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง จนกระทั่งโชเฟอร์รถแท็กซี่ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ ได้หยิบอาวุธมีดพับที่เตรียมไว้ในรถออกมา และไล่แทงผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนที่จะขับรถหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุทันทีโดยไม่ได้ให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายแต่อย่างใด ผู้เสียหายซึ่งเป็นคนขับรถจักรยานยนต์ได้รับบาดเจ็บจากการถูกแทงด้วยอาวุธมีดพับ มีบาดแผลตามร่างกาย และได้รับการนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาพยาบาล โดยแพทย์ได้วินิจฉัยว่าบาดแผลที่ได้รับอยู่ในระดับอันตรายสาหัส การสืบสวนและการติดตามตัวผู้ต้องหา ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายดังกล่าว เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว ภายใต้การนำของ พ.ต.อ.ธนาพันธ์ ผดุงการ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว พร้อมด้วย พ.ต.ท.รัฐฉัตร์ อัศวเลิศหิรัญ รองผู้กำกับการสายสืบสวนสถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว, พ.ต.ท.อรรถพล กิตติคุณศรี สารวัตรสายสืบสวนสถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว ได้เร่งรัดการสืบสวนติดตามตัวผู้ต้องหาอย่างเข้มข้น การสืบสวนได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยเจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ จากที่เกิดเหตุ รวมถึงการสอบถามพยานผู้พบเห็นเหตุการณ์ การตรวจสอบกล้องวงจรปิดในบริเวณที่เกิดเหตุและบริเวณใกล้เคียง ตลอดจนการตรวจสอบข้อมูลรถแท็กซี่ที่ใช้ในการก่อเหตุ จากการสืบสวนดังกล่าว เจ้าหน้าที่สามารถระบุตัวผู้ต้องหาได้ว่าคือ นายสมบัติ อายุ 57 ปี ซึ่งเป็นโชเฟอร์ประจำรถแท็กซี่คันก่อเหตุ และมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร การเข้ามอบตัวของผู้ต้องหา … Read more

ตำรวจทลายแก๊งปล้นแท็กซี่ จับ 3 หนุ่มลาวหางานไม่ได้ รัดคอลุงวัย 69 ชิงทรัพย์กลางวันแสกๆ

คดีนี้เริ่มต้นเมื่อเวลาประมาณ 06.00 น. ของวันที่ 12 ตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่สถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก ได้รับแจ้งเหตุการณ์ปล้นทรัพย์ที่เกิดขึ้นภายในซอยรามคำแหง 44 โดยผู้ถูกกระทำคือนายบุญ อายุ 69 ปี อาชีพพนักงานขับรถแท็กซี่ ซึ่งขับรถแท็กซี่สีเหลือง-เขียว หมายเลขทะเบียน 1 มก-4562 กรุงเทพมหานคร เป็นรถที่ใช้ประกอบอาชีพรับจ้างบริการผู้โดยสารในเขตกรุงเทพมหานคร จากการสืบสวนเบื้องต้น พบว่าเหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ได้โบกรถแท็กซี่ของนายบุญที่บริเวณซอยสุขุมวิท 11 ซึ่งเป็นพื้นที่ย่านใจกลางเมืองที่มีผู้คนสัญจรไปมาหนาแน่น และได้บอกจุดหมายปลายทางที่ซอยรามคำแหง 44 ซึ่งเป็นระยะทางค่อนข้างไกล นายบุญจึงรับปากและขับรถพาผู้โดยสารทั้ง 3 คนออกเดินทางโดยไม่รู้เลยว่าจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัว เมื่อรถแท็กซี่เดินทางถึงจุดหมายปลายทางภายในซอยรามคำแหง 44 ซึ่งเป็นพื้นที่ค่อนข้างเงียบและมีผู้คนสัญจรผ่านไปมาไม่มากนัก ผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ได้เริ่มดำเนินการตามแผนการที่วางไว้ โดยผู้ต้องหาตัวใหญ่ที่สวมเสื้อยืดสีเทา ได้ใช้แขนรัดคอนายบุญจากด้านหลัง พยายามควบคุมตัวและทำให้เขาไม่สามารถขัดขืนหรือหลบหนีได้ ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 คน ได้ช่วยกันดึงเอาทรัพย์สินของเหยื่อ โดยเฉพาะเงินสดและโทรศัพท์มือถือ การต่อสู้ของลุงแท็กซี่ผู้กล้าหาญ แม้ว่านายบุญจะมีอายุถึง 69 ปี แต่ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอดและความกล้าหาญ เขาได้พยายามขัดขืนและต่อสู้กับผู้ต้องหาทั้ง … Read more

ผบ.ฉก.12 ยืนยัน “ไม่ได้ก่อกวน” โต้กัมพูชาร้องเรียนไทยเปิดสารคดีเสียงดัง ยัน “อยากร้องใครก็ร้องไป”

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 เวลา 14.20 น. พันเอกชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 (ผบ.ฉก.12) ได้เดินทางลงพื้นที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามการปฏิบัติงานของกำลังพลในพื้นที่ตามปกติ ก่อนจะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงประเด็นที่เป็นที่จับตามองในขณะนี้ เกี่ยวกับการที่ชาวกัมพูชาได้ออกมาร้องเรียนถึงการที่ทหารไทยเปิดภาพยนต์และสารคดีเสียงดังจนก่อให้เกิดความรำคาญและรบกวนชาวบ้านฝั่งกัมพูชา ผบ.ฉก.12 ลงพื้นที่ยืนยันการปฏิบัติถูกต้องตามระเบียบ พันเอกชัยณรงค์ได้ให้ข้อมูลอย่างชัดเจนต่อสื่อมวลชนว่า การที่หน่วยทหารไทยได้มีการเปิดภาพยนต์และสารคดีในบริเวณพื้นที่ปฏิบัติการนั้น มิได้มีเจตนาที่จะก่อกวนหรือรบกวนใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อผ่อนคลายความเครียดและความเหนื่อยล้าให้กับกำลังพลที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารที่อยู่ประจำแนวซึ่งต้องออกเวรผลัดเปลี่ยนกันตลอด 24 ชั่วโมง “เราไม่ได้ก่อกวนแต่อย่างใด สิ่งที่เราทำคือการเปิดภาพยนต์ให้กำลังพลที่อยู่ประจำแนว เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนผลัด ออกเวรตอนไหน พวกเขาก็สามารถมาดูได้ตอนนั้น เขาก็ต้องพักผ่อนบ้าง เราก็แค่ให้พวกเขามานั่งดูหนังผ่อนคลาย มานั่งกินขนมหรือรับประทานอาหารร่วมกัน ซึ่งมีการฉายหนังหลายรอบตลอดทั้งคืน เพื่อรองรับกับช่วงเวลาที่แตกต่างกันของแต่ละกะ” พันเอกชัยณรงค์กล่าวอย่างมั่นใจ อธิบายรายละเอียดการจัดกิจกรรมพักผ่อนให้กำลังพล ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสวัสดิภาพและขวัญกำลังใจของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งมีสภาพการทำงานที่ค่อนข้างหนักและต้องเผชิญกับความเครียดอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงที่มีสถานการณ์ตึงเครียดตามแนวชายแดน การมีกิจกรรมพักผ่อนที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาสุขภาพจิตและกำลังใจของทหาร นอกจากการเปิดภาพยนต์แล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมอื่นๆ เช่น การร้องเพลง การเล่นดนตรี และการจัดกิจกรรมนันทนาการต่างๆ เพื่อให้กำลังพลได้มีโอกาสพักผ่อนและคลายเครียดหลังจากเวรยาม ซึ่งทั้งหมดนี้ดำเนินการภายในพื้นที่อธิปไตยของไทย … Read more

เลยเริ่มหนาวแล้ว! อุณหภูมิร่วง 18 องศา นักท่องเที่ยวแห่ชมทะเลหมอกสุดอลังการ พร้อมวิวพาโนรามา 180 องศาสู่ดินแดน 2 แผ่นดิน

ภูค้อ อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย กำลังกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศหนาวเย็นและทะเลหมอกสุดอลังการในช่วงปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว หลังจากที่อุณหภูมิในพื้นที่ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 18 องศาเซลเซียสอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งกลุ่มหนุ่มสาวและครอบครัวแห่กันมาเยือนเป็นจำนวนมาก ตามรายงานของผู้สื่อข่าวที่พื้นที่อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย พบว่าบรรยากาศการท่องเที่ยวในช่วงนี้เริ่มคึกคักมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากสภาพอากาศที่เป็นใจนักท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง โดยอากาศหนาวเย็นได้เข้ามาเยือนพื้นที่นี้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 1-2 วันแล้ว และในช่วงรุ่งเช้าเมื่อท้องฟ้าเปิดกว้าง อากาศจะดีเป็นพิเศษ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ทะเลหมอกที่สวยงามปกคลุมไปทั่วบริเวณ สามารถมองเห็นได้แบบพาโนรามา 180 องศาเต็มตา สร้างความประทับใจและความตื่นตาตื่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเป็นอย่างมาก ทะเลหมอกสุดอลังการ วิวพาโนรามาข้ามดินแดนสู่ สปป.ลาว ภูค้อ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย ได้กลายเป็นหนึ่งในจุดชมทะเลหมอกที่น่าสนใจที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะในช่วงเช้าตรู่เมื่อวัดอุณหภูมิได้ที่ระดับ 18 องศาเซลเซียส ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากตัดสินใจเดินทางมาพักผ่อนในช่วงวันหยุดยาว เพื่อสัมผัสกับความสวยงามของทะเลหมอกยามเช้าที่หาชมได้ยาก ความพิเศษของภูค้อคือจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทะเลหมอกแบบพาโนรามา 180 องศา โดยทะเลหมอกที่นี่จะมีลักษณะเหมือนสายน้ำสีขาวโพลนที่ไหลเอื่อยอย่างช้าๆ เมื่อพระอาทิตย์เริ่มขึ้นทางทิศตะวันออก แสงแรกของวันใหม่จะกระทบกับอากาศหนาวเย็น สร้างภาพที่สวยงามสุดจะพรรณนา และสร้างความรู้สึก “ฟิน” ให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ จุดชมวิวที่นี่ยังสามารถมองเห็นวิวธรรมชาติที่กว้างไกลไปจนถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ในฝั่งตรงข้าม รวมถึงสามารถมองเห็นภูผาโกนและภูเขาอื่นๆ ในดินแดนลาวได้อย่างชัดเจน นายไพรัตน์ เชื้อบุญมี เผยเสน่ห์การท่องเที่ยวภูค้อ นายไพรัตน์ เชื้อบุญมี … Read more

ป.ป.ส. เดินหน้าเต็มสูบ! บังคับใช้กฎหมายคุมเข้มการขายกระท่อม ห้ามเร่ขาย-ตั้งแผงลอย และห้ามขายใกล้โรงเรียนรัศมี 1 กิโลเมตร ปรับหนักสูงสุด 50,000 บาท

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ได้ออกมาแถลงการณ์สำคัญเกี่ยวกับการบังคับใช้มาตรการควบคุมการขายกระท่อมที่เข้มงวดขึ้น ตามอำนาจของประกาศกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดสถานที่ วิธีการ หรือลักษณะต้องห้ามในการขายใบกระท่อม พ.ศ. 2568 ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันนี้เป็นวันแรก เลขาธิการ ป.ป.ส. ระบุว่า ตนได้มีข้อสั่งการที่เด็ดขาดและชัดเจนไปยังหน่วยงานสำนักงาน ป.ป.ส. ทุกภาคทั่วประเทศ ตั้งแต่กรุงเทพมหานครไปจนถึงพื้นที่ห่างไกลในส่วนภูมิภาค ให้เริ่มดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมทันที เพื่อจัดระเบียบการขายใบกระท่อมและผลิตภัณฑ์จากกระท่อมให้เป็นไปตามกรอบกฎหมายที่กำหนดไว้ การออกประกาศครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากพืชกระท่อมที่ถูกกฎหมายกับการคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ จากการที่กระท่อมถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดหรือการเข้าถึงที่ง่ายเกินไป รายละเอียดประกาศฯ ที่ทุกคนต้องรู้และปฏิบัติตาม ประกาศกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้ได้กำหนดข้อห้ามที่ชัดเจนและเข้มงวดสำหรับการค้าขายใบกระท่อมและน้ำต้มใบกระท่อม ซึ่งผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปจำเป็นต้องรับทราบและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยมีสาระสำคัญดังนี้ ข้อห้ามข้อแรก: ห้ามขายในระยะ 1,000 เมตรจากสถานศึกษา ประกาศฯ ได้กำหนดอย่างชัดเจนว่า ห้ามมิให้มีการขายใบกระท่อมและน้ำต้มใบกระท่อมในสถานที่ซึ่งตั้งอยู่ในระยะ 1,000 เมตร หรือเท่ากับ 1 กิโลเมตร จากสถานศึกษาทุกประเภทและทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนประถมศึกษา มัธยมศึกษา โรงเรียนเอกชน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาอื่นใดก็ตาม การกำหนดระยะห่าง 1 กิโลเมตรนี้มิใช่เรื่องบังเอิญ … Read more

วินาทีสยอง! แก๊สระเบิดร้านเสริมสวยปทุมธานี เจ้าของร้านดับคาบ้าน บาดเจ็บระนาว 7 ราย

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 09.00 น. พันตำรวจเอกตรี ชัยพร อารีวงษ์ สารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองปทุมธานี ได้รับแจ้งเหตุแก๊สระเบิดและเพลิงไหม้อย่างรุนแรง พร้อมมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย ณ บ้านพักอาศัยในหมู่บ้านพนาสนธิ์ ซอย 2 ตำบลบ้านฉาง อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี หลังรับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุอย่างเร่งด่วน พร้อมด้วยหน่วยดับเพลิงจากเทศบาลตำบลบ้านฉาง เทศบาลเมืองปทุมธานี และพื้นที่ข้างเคียงรวม 7 คัน เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองปทุมธานี และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูที่พร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ ภาพความเสียหายอันน่าสะพรึงกลัว บริเวณที่เกิดเหตุเป็นบ้านทาวน์เฮ้าส์สองชั้นปลูกติดกันเป็นแถวหลายหลัง เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงพบแสงเพลิงกำลังลุกโหมอย่างรุนแรงภายในบ้านที่ประกอบกิจการร้านเสริมสวยที่มีชื่อว่า “ร้านป้าวรรณณา” ซึ่งเป็นจุดต้นเพลิง เปลวไหม้ลุกลามไปยังบ้านข้างเคียงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บ้านเรือนได้รับความเสียหายทั้งหมดรวม 3 หลังคาเรือน สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือความเสียหายของโครงสร้างอาคาร โดยเฉพาะชั้นสองและหลังคาของบ้านทั้ง 3 หลัง ถูกแรงระเบิดจากแก๊สพัดจนพังเปิดออก แสดงให้เห็นถึงพลังแรงระเบิดที่รุนแรงมาก ซากปรักหักพัง เศษวัสดุก่อสร้าง และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ กระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ บางส่วนถูกเปลวไฟเผาไหม้จนเหลือแต่โครงสร้างเหล็กและซากดำเกรียม นาทีระทึกของการหนีตาย จากการตรวจสอบเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ ทราบว่าบ้านหลังที่เป็นต้นเพลิงเป็นของนางสาวเพชรกมล (สงวนนามสกุล) อายุ 63 … Read more

สามีเมาสุราใช้อาวุธปืนยิงภรรยาบาดเจ็บสาหัส ต้องหนีตายเข้าซ่อนตัวในห้องนอนก่อนโทรแจ้งตำรวจขอความช่วยเหลือ

เมื่อเวลาประมาณ 23.40 น. ของวันที่ 9 ตุลาคม 2568 หน่วยงานตำรวจได้รับแจ้งเหตุการณ์ร้ายแรงจากพลเมืองที่โทรศัพท์แจ้งว่ามีเหตุภรรยาถูกสามีใช้อาวุธปืนยิงจนได้รับบาดเจ็บภายในบริเวณโรงกลึงแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต สร้างความตกใจและความหวาดกลัวให้กับผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงเป็นอย่างมาก เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางถึงที่เกิดเหตุ พบว่าผู้ต้องหาชื่อ นายภควัฒน์ ซึ่งขอสงวนนามสกุล เป็นเจ้าของบ้านและโรงกลึงที่เกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ได้ออกมาแสดงตัวต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจในทันที จากการสังเกตอาการเบื้องต้น ผู้ต้องหามีอาการมึนเมาจากสุราอย่างชัดเจน กลิ่นแอลกอฮอล์ฟุ้งกระจายออกมาจากร่างกาย ท่าทางเดินเซไม่มั่นคง และสีหน้าแสดงถึงความสับสนไม่เป็นสมองไปตามอาการของผู้ที่ดื่มสุราจนเมามาก ผู้ต้องหายอมรับต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจทันทีว่าตนเองคือผู้ที่ก่อเหตุยิงภรรยาด้วยอาวุธปืนจนได้รับบาดเจ็บในครั้งนี้ ซึ่งการให้การยอมรับผิดอย่างตรงไปตรงมาของผู้ต้องหาทำให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าผู้ต้องหาจะอยู่ในอาการมึนเมา แต่ก็ยังคงมีสติรู้ตัวพอที่จะสารภาพการกระทำของตนเอง พบผู้เสียหายซ่อนตัวในห้องนอน บาดเจ็บสาหัสจากกระสุนปืน จากการตรวจค้นภายในบ้านพักที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะบริเวณห้องนอนชั้น 2 ของอาคาร เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พบผู้เสียหายชื่อ นางสาวภัทร์ภัสสร ซึ่งขอสงวนนามสกุล อายุ 45 ปี ซึ่งเป็นภรรยาของผู้ต้องหา กำลังซ่อนตัวอยู่ภายในห้องนอนด้วยอาการบาดเจ็บสาหัส สภาพของผู้เสียหายในขณะนั้นอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เนื่องจากถูกกระสุนปืนเข้าที่บริเวณแขนข้างขวา เลือดไหลออกมาอาบไปตามร่างกาย แผลกระสุนมีลักษณะเป็นรูแทะติดตามมาตรฐานของบาดแผลจากอาวุธปืน ผู้เสียหายอยู่ในภาวะตื่นตระหนก กลัวและเจ็บปวดอย่างมาก บอกกับเจ้าหน้าที่ว่าหลังจากถูกสามียิงเข้าที่แขน ตนได้พยายามหนีเข้ามาซ่อนตัวในห้องนอนเพื่อความปลอดภัย และได้ใช้โทรศัพท์มือถือโทรแจ้งไปยังศูนย์รับแจ้งเหตุของสถานีตำรวจเพื่อขอความช่วยเหลือ ในขณะที่ตนเองกำลังกลัวว่าสามีที่อยู่ในอาการมึนเมาจะกลับมาทำร้ายตนอีกครั้ง ความกลัวและความเจ็บปวดจากบาดแผลทำให้ผู้เสียหายสั่นเทาอยู่ตลอดเวลา เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่มูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ตพบผู้เสียหายในสภาพดังกล่าว ได้เร่งทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเพื่อห้ามเลือดและลดความเจ็บปวด ก่อนที่จะรีบนำตัวผู้เสียหายส่งโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต อย่างเร่งด่วนเพื่อรับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ … Read more