(มีคลิป) อันธพาลยกพวกป่วนงาน “แสนสะท้าน พี เค” สุดทนฮุกหมัดเข้ากรามตัวเปิด – เหตุห้ามเต้นบนลำโพง

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในช่วงที่วงดนตรีแม่ทัพดอกเหมยกำลังแสดงหมอลำอย่างสนุกสนานบนเวทีที่อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ บรรยากาศในงานเป็นไปอย่างมีความสุข ผู้คนมาร่วมชมการแสดงอย่างคับคั่ง ดอกเหมยและทีมงานก็แสดงด้วยความเต็มที่เพื่อความบันเทิงของผู้ชม อย่างไรก็ตาม ความสนุกสนานดังกล่าวต้องหยุดชะงักลงเมื่อมีกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวนเกือบ 20 คน เข้ามาในพื้นที่การแสดงและเริ่มสร้างความยุ่งเหยิง กลุ่มคนเหล่านี้ได้ขึ้นไปยืนเต้นบนลำโพงเครื่องเสียง พร้อมทั้งถอดเสื้อโชว์อย่างไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เพียงแต่ไม่เหมาะสมกับงานแสดงประเภทนี้ แต่ยังอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อเครื่องเสียงที่มีราคาแพงอีกด้วย การแทรกแซงของทีมงาน เมื่อเห็นสถานการณ์ที่อาจส่งผลเสียหายต่อเครื่องเสียงและรบกวนการแสดง ทีมงานของดอกเหมยรวมถึงตัวดอกเหมยเองจึงได้เข้าไปตักเตือนกลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าว โดยขอให้หยุดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากกังวลว่าลำโพงและเครื่องเสียงจะได้รับความเสียหาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการแสดงและก่อให้เกิดความเสียหายทางการเงิน การตักเตือนของทีมงานนั้นเป็นไปอย่างสุภาพและสมเหตุสมผล แต่กลับได้รับการตอบสนองในทางที่ไม่คาดคิด กลุ่มชายฉกรรจ์ไม่เพียงแต่ไม่ยอมหยุดพฤติกรรมของตน แต่กลับแสดงความไม่พอใจต่อการถูกตักเตือน และเริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น การลุกลามของความรุนแรง สถานการณ์เริ่มลุกลามเป็นความรุนแรงเมื่อกลุ่มชายฉกรรจ์เริ่มรุกรานและทำร้ายร่างกายทีมงานของดอกเหมย เหตุการณ์ที่เริ่มต้นจากการตักเตือนอย่างสุภาพ กลับกลายเป็นการจู่โจมและการใช้ความรุนแรงที่ไม่มีเหตุผล สถานการณ์เริ่มวุ่นวายและอลหม่าน ผู้ชมที่มาดูการแสดงต้องหนีหาที่หลบภัย บรรยากาศที่เคยเป็นงานบันเทิงที่มีความสุข กลับกลายเป็นสนามรบที่เต็มไปด้วยความอลหม่านและความกลัว เสียงตะโกนและเสียงการต่อสู้ดังขึ้นแทนที่เสียงดนตรีและเสียงหัวเราะของผู้ชม ทำให้บรรยากาศของงานเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง การเข้าแทรกแซงของ “แสนสะท้าน พี เค” เมื่อเห็นสถานการณ์ที่กำลังลุกลามและอาจบานปลายไปในทางที่แย่ลง “แสนสะท้าน พี เค” ซึ่งเป็นสามีของดอกเหมยจึงได้เข้ามาแทรกแซงเหตุการณ์ ด้วยความตั้งใจที่จะหยุดยั้งความรุนแรงและปกป้องภรรยาและทีมงานของตนเอง การเข้าแทรกแซงของเขาเป็นไปด้วยความจำเป็นและเพื่อการป้องกันตัว อย่างไรก็ตาม แทนที่กลุ่มอัทธพาลจะยุติการกระทำของตน กลับหันมาจู่โจมและรุมชกต่อย “แสนสะท้าน พี เค” แทน สถานการณ์นี้บังคับให้เขาต้องใช้ความสามารถทางมวยไทยที่ตนเองมีอยู่เพื่อป้องกันตัวเอง โดยไม่มีทางเลือกอื่น … Read more

ระทึก! กระบะตู้ทึบขับแช่ขวาโดนเก๋งเปิดไฟสูงไล่ ก่อนคนขับเก๋งเดือดจัดกราดยิงใส่ 2 รอบ 15 นัด จนรถพรุน

เพจ “อวยตู้ทึบ” ได้เผยแพร่วิดีโอและรายละเอียดเหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญกลางถนนในอำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลา 20.30 น. เมื่อรถกระบะตู้ทึบคันหนึ่งถูกรถเก๋งไล่ยิงกราดกระสุนรวม 15 นัด แบ่งเป็น 2 รอบ จนทำให้ตัวรถเกิดรูกระสุนเป็นจำนวนมาก สร้างความหวาดกลัวและอาจกลายเป็นโศกนาฏกรรมร้ายแรงได้หากกระสุนโดนผู้โดยสารในรถ สาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตามการเล่าของคนขับรถกระบะตู้ทึบที่ตกเป็นเหยื่อในเหตุการณ์นี้ ซึ่งให้สัมภาษณ์ว่า “มันกะเอาผมให้ตาย” โดยเหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่รถกระบะตู้ทึบขับอยู่ในช่องทางขวาด้วยความเร็วประมาณ 100-110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่กำลังขับขี่อย่างปกติ มีรถเก๋งคันหนึ่งขับมาจากด้านหลังด้วยความเร็วสูงกว่า และได้กระพริบไฟเพื่อขอให้หลบทาง อย่างไรก็ตาม คนขับรถกระบะตู้ทึบคิดว่ารถเก๋งสามารถแซงทางซ้ายได้ เนื่องจากช่องทางซ้ายยังว่างอยู่และไม่มีรถคันอื่นขวางทาง ความขัดแย้งเริ่มขยายใหญ่ขึ้น เมื่อรถกระบะตู้ทึบไม่ยอมหลบทางให้ รถเก๋งจึงเริ่มแสดงความไม่พอใจโดยการเปิดไฟสูงไล่หลังอย่างต่อเนื่อง การกระทำนี้สร้างความรำคาญและอันตรายต่อสายตาของคนขับรถกระบะตู้ทึบ หลังจากที่ได้รับการรบกวนจากไฟสูงเป็นระยะเวลาหนึ่ง คนขับรถกระบะตู้ทึบจึงตัดสินใจยอมหลบทางให้รถเก๋งแซงไป แต่เมื่อรถเก๋งแซงผ่านไปแล้ว คนขับรถกระบะตู้ทึบกลับเปิดไฟสูงไล่หลังรถเก๋งแทน เพื่อเป็นการตอบโต้การกระทำที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ จุดจบที่นำไปสู่การใช้อาวุธปืน การตอบโต้ด้วยการเปิดไฟสูงของรถกระบะตู้ทึบดูเหมือนจะเป็นจุดที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว คนขับรถเก๋งที่เคลื่อนย้ายไปอยู่ช่องทางซ้ายแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง และได้ตัดสินใจดำเนินการที่เกินเหตุผลโดยการใช้อาวุธปืน รายละเอียดการยิงกราดกระสุน คนขับรถเก๋งได้ดำเนินการกราดยิงใส่รถกระบะตู้ทึบทั้งหมด 2 รอบ รวมกระสุนที่ยิงออกไป 15 นัด กระสุนที่ยิงออกไปได้โดนตัวรถกระบะตู้ทึบ สร้างรูกระสุนเป็นจำนวนมาก และทำให้รถเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง โชคดีที่กระสุนที่ยิงออกไปไม่ได้โดนคนขับหรือผู้โดยสารในรถ มิฉะนั้นเหตุการณ์นี้อาจกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่ร้ายแรงและสูญเสียชีวิตได้ การใช้อาวุธปืนในเหตุการณ์นี้ถือเป็นการกระทำที่ร้ายแรงและผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ปฏิกิริยาของชาวโซเชียลมีเดีย … Read more

รวบชายหื่นแฝงตัวเป็นพลเมืองดี ล่อหลอกอาสาขับรถพาสาวสวยไปหาแฟน-แต่กลับพาไปข่มขืนในซอยเปลี่ยว

  วันที่ 19 กันยายน 2568 ได้มีการจับกุมนายนพดล (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี ตามหมายจับของศาลอาญามีนบุรี ที่ จ.1112/2568 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2568 เกิดขึ้นที่บริเวณลานจอดรถของเทศบาลเมืองแสนสุข ตำบลแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ด้วยข้อหา “หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น” และ “ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ” ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่กระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและร่างกายของผู้หญิงในสังคม รายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา ขณะที่นางสาวเอ (นามสมมติ) ผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิงสาวหน้าตาดี กำลังยืนรอรถประจำทางเพื่อเดินทางไปหาแฟนหนุ่มที่ทำงานอยู่ในบริษัทแห่งหนึ่ง ภายในบริเวณซอยร่มเกล้า 17 แขวงคลองสามประเวศ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ในช่วงเวลาดังกล่าว นายนพดล ผู้ต้องหา ได้ขับรถกระบะตู้ทึบสีขาวผ่านมาและสังเกตเห็นผู้เสียหายยืนรอรถอยู่คนเดียว เขาจึงหยุดรถและสวมบทบาทเป็นพลเมืองดีที่มีน้ำใจช่วยเหลือ โดยเข้าไปสอบถามปลายทางและอาสาจะขับรถพาไปส่งยังจุดหมายปลายทาง การหลอกลวงและการกระทำอาชญากรรม ด้วยความไร้เดียงสาและการมีน้ำใจไว้วางใจในเพื่อนมนุษย์ ผู้เสียหายจึงตัดสินใจขึ้นรถไปกับผู้ต้องหา โดยไม่ทราบว่าจะต้องประสบกับเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต หลังจากขึ้นรถได้ไม่นาน นายนพดล ได้ขับรถออกนอกเส้นทางที่ตกลงไว้ และพาเข้าไปในซอยเปลี่ยวที่ไม่มีผู้คนสัญจรไปมา เมื่อมาถึงบริเวณที่เปลี่ยวและไม่มีใครอยู่ … Read more

รวบพ่อเลี้ยงหื่นบุกห้องลูกเลี้ยงวัย 19 ปี แทงสาหัสหลังถูกขัดขืน อ้างเมาไม่รู้ตัว

เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงดึกของคืนวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา เมื่อนายศักดา หรือที่รู้จักในชื่อ “จ่อย” อายุ 48 ปี ซึ่งเป็นพ่อเลี้ยงของเด็กสาว ได้บุกเข้าไปในห้องนอนของนางสาวอรุณวรรณ หรือ “น้องมายด์” อายุ 19 ปี ลูกเลี้ยงของตนเอง ขณะที่เธอกำลังหลับอยู่ ตามคำให้การของผู้เสียหาย เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อเธอรู้สึกตัวขึ้นมาและพบว่าพ่อเลี้ยงกำลังพยายามล่วงละเมิดทางเพศ เธอจึงดิ้นรนขัดขืนอย่างหมดกำลัง แต่การต่อต้านของเธอกลับทำให้นายศักดาโมโหและหยิบมีดที่เตรียมมาแทงเธออย่างโหดเหี้ยม แผลที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงมาก โดยเฉพาะบริเวณปอด ที่มีดแทงทะลุจนทำให้เกิดการเสียเลือดมาก เสียงกรีดร้องของเด็กสาวดังก้องไปทั่วบ้าน ทำให้นางบัวเลย อายุ 46 ปี ผู้เป็นแม่ต้องวิ่งมาดูสถานการณ์ ภาพสยองที่แม่ต้องเผชิญ เมื่อนางบัวเลยเปิดประตูห้องลูกสาว เธอต้องเผชิญกับภาพที่สยองที่สุดในชีวิต ลูกสาวที่รักกำลังนอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น ร่างกายเต็มไปด้วยแผลแทงนับสิบแผล เลือดไหลราวกับแม่น้ำสีแดงเข้มปกคลุมพื้นห้องไปหมด ขณะเดียวกัน นายศักดา ผู้ก่อเหตุได้ฉวยจังหวะความสับสนหลังจากเหตุการณ์ ปีนออกทางหน้าต่างและหลบหนีไปในความมืด โดยสวมใส่เพียงผ้าขาวม้าคลุมกายเท่านั้น ทิ้งให้แม่ลูกต้องเผชิญกับสถานการณ์สุดสยองนี้เพียงลำพัง นางบัวเลยต้องรีบโทรเรียกทีมกู้ชีพมาช่วยเหลือ โดยลูกสาวยังมีชีวิตและพยายามร้องขอความช่วยเหลือด้วยเสียงที่อ่อนแอ ทีมกู้ชีพที่มาถึงได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและรีบนำส่งโรงพยาบาลนครพนม โดยสถานการณ์ในขณะนั้นถือว่าวิกฤตมาก การผ่าตัดฉุกเฉินและสภาพปัจจุบัน เมื่อนางสาวอรุณวรรณมาถึงโรงพยาบาลนครพนม แพทย์ได้ทำการประเมินสถานการณ์และพบว่าเธอได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณปอดที่ถูกมีดแทงทะลุ ทำให้เกิดการเสียเลือดภายในและมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง ทีมแพทย์จึงต้องทำการผ่าตัดฉุกเฉินทันที เพื่อหยุดเลือดและซ่อมแซมอวัยวะที่ได้รับความเสียหาย … Read more

ระทึก !สายฟ้าฟาดกลางสนามกอล์ฟคลองสามวา แคดดี้สาวบาดเจ็บสาหัส 3

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 17.30 น. ของวันที่ 17 กันยายน ที่สนามกอล์ฟบนถนนปัญญาอินทรา แขวงสามวาตะวันตก เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ขณะที่กลุ่มนักกอล์ฟ 4 คนพร้อมแคดดี้ 4 คน กำลังเล่นกอล์ฟที่หลุมที่ 17 ของสนาม ตามรายงานจากสถานีตำรวจนครบาลคันนายาว เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เมื่อสายฟ้าฟาดลงมายังบริเวณสนามกอล์ฟ ส่งผลให้แคดดี้ทั้ง 4 คนได้รับบาดเจ็บ โดยนางสาวอนุรัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 37 ปี ซึ่งทำหน้าที่เป็นแคดดี้ ได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสินแพทย์ สถานการณ์ผู้บาดเจ็บ ผู้บาดเจ็บสาหัส นางสาวอนุรัตน์ วัย 37 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากกระแสไฟฟ้าที่เกิดจากสายฟ้า ปัจจุบันยังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสินแพทย์ โดยแพทย์กำลังติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาการบาดเจ็บจากสายฟ้าผ่าอาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและหัวใจได้ ผู้บาดเจ็บเล็กน้อย แคดดี้อีก 3 รายที่เหลือได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว และสามารถกลับบ้านได้ ขณะที่นักกอล์ฟทั้ง 4 คนไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ พันตำรวจเอกนิรุชพล โยธามาตย์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลคันนายาว พร้อมด้วยทีมพนักงานสอบสวน … Read more

“แก๊งแครอทเขมร” ไม่กลับวัด ซ้ำปักหลักแนวรั้วลวดหนาม-ถ่ายทำคอนเท้นต์เผยแพร่ผ่านสื่อโซเชียล สร้างกระแสกดดันไทย

กองกำลังบูรพาได้เพิ่มระดับการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยส่งโดรนตรวจการณ์ทางอากาศบินสำรวจพื้นที่บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ในเวลา 07.30 น. วันนี้ หลังจากที่กลุ่มมวลชนกัมพูชาที่ชาวบ้านเรียกว่า “แก๊งแครอท” ได้สร้างความไม่สงบในพื้นที่ตลอดคืนที่ผ่านมา การดำเนินการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเพิ่มความปลอดภัยตามแนวชายแดน หลังจากที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะหลัง สถานการณ์ความไม่สงบตลอดคืน ตามรายงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง กลุ่มมวลชนกัมพูชาที่เรียกตัวเองว่า “แก๊งแครอท” ได้รวมตัวกันบริเวณแนวรั้วลวดหนามชายแดน โดยไม่ยอมสลายตัวกลับไปยังวัดหรือที่พักตามปกติ แทนที่จะนั้น พวกเขาได้ปักหลักค้างคืนในพื้นที่ดังกล่าว สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือพฤติกรรมการจับจองพื้นที่บริเวณวัดและสถานที่สาธารณะเพื่อการถ่ายทำเนื้อหา กลุ่มนี้ได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฉากหลังในการสร้างคอนเทนต์วิดีโอและรูปภาพ จากนั้นนำไปเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เนื้อหาที่เผยแพร่ออกไปได้สร้างกระแสทางลบต่อประเทศไทย โดยมีการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนความจริงและสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลไทย การกระทำดังกล่าวถือเป็นการยั่วยุและสร้างความแตกแยกระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ ผลการตรวจการณ์ทางอากาศ จากภารกิจตรวจการณ์ด้วยโดรนในช่วงเช้าวันนี้ พบว่าพื้นที่โดยรอบบ้านหนองหญ้าแก้วยังคงสงบเรียบร้อย ไม่มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนกัมพูชาหรือกองกำลังติดอาวุธใดๆ ที่ผิดปกติ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยยังคงระแวดระวังเป็นอย่างมาก เนื่องจากประสบการณ์ในอดีตแสดงให้เห็นว่ากลุ่มดังกล่าวมักจะกลับมาสร้างปัญหาซ้ำ โดยเฉพาะในเวลากลางคืนหรือช่วงที่การเฝ้าระวังอาจจะหย่อนลง การสำรวจทางอากาศยังช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถประเมินความเสี่ยงในพื้นที่กว้างขวางได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ รวมถึงการติดตามเส้นทางและจุดรวมตัวที่อาจเป็นไปได้ของกลุ่มมวลชน มาตรการความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพาได้สั่งการเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังทั้งบนพื้นดินและทางอากาศอย่างเข้มงวด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประสานงานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการก่อกวนซ้ำ การตรึงกำลังตามแนวชายแดนได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีการจัดกำลังพลเป็นกะตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ยังได้เตรียมแผนการอพยพประชาชนในกรณีที่สถานการณ์บานปลาย รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นและผู้นำชุมชนเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัย ผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วและหมู่บ้านใกล้เคียงยังคงใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง แม้ว่าจะมีการดูแลจากเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองอย่างใกล้ชิด ชาวบ้านหลายคนแสดงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของครอบครัว โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ … Read more

เซ็กซ์ครีเอเตอร์ดังถูกตัดสินจำคุก 6 ปี คดีล่วงละเมิดเด็กและผลิตสื่อลามก

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 คดีที่สั่นสะเทือนวงการสื่อออนไลน์ไทยได้มาถึงจุดจบแล้ว เมื่อ นายธนพล (ขอสงวนนามสกุล) หรือที่รู้จักในนาม “ชายต๊อง หญิงเพี้ยน” เซ็กซ์ครีเอเตอร์ชื่อดังที่มีผู้ติดตามนับแสนคน ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 6 ปี ในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เยาว์และผลิตสื่อลามกเพื่อการค้า การเปิดเผยข้อมูลจากครอบครัว เฟซบุ๊ก Chaitong Yingpeant ของจำเลยได้โพสต์ข้อความจากมารดาของนายธนพลระบุว่า “ชายต๊องติดคุกอยู่ตอนนี้ ใครอยากเยี่ยมให้ส่งข้อความมานะคะ” ท่ามกลางเพื่อนฝูงและแฟนๆ ที่ทราบข่าวต่างสอบถามจำนวนมาก มารดาของจำเลยได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ลูกชายถูกจำคุกเป็นเวลา 6 ปี และได้ถูกส่งตัวไปยังเรือนจำอำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ขณะนี้กำลังรอผลการอุทธรณ์คำตัดสินของศาล สำหรับผู้ที่ต้องการไปเยี่ยมสามารถทำได้ แต่จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของเรือนจำอย่างเคร่งครัด โดยไม่สามารถนำของจากภายนอกเข้าไปได้ หากต้องการสั่งของให้ต้องผ่านช่องทางที่เรือนจำกำหนดเท่านั้น รายละเอียดการจับกุมและข้อกล่าวหา นายธนพล อายุ 30 ปี หรือ “บอส” ตามที่คนใกล้ชิดเรียก ถูกตำรวจไซเบอร์และชุดปฏิบัติการพิเศษจากกรมการปกครองจับกุมที่บ้านพักย่านถนนบรมราชชนนี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร เมื่อเดือนมกราคม 2567 หลังจากการสืบสวนสอบสวนอย่างรอบคอบ ข้อกล่าวหาหลักที่จำเลยต้องเผชิญ การดำเนินคดีครั้งนี้มีข้อกล่าวหาสำคัญหลายประการ โดยข้อกล่าวหาหลักคือการนำเด็กหญิงอายุ 16 ปี … Read more

จับกุมเจ้าของร้านคาราโอเกะบุรีรัมย์ ข้อหาค้ามนุษย์ หลังเป็นแม่เล้า รับส่วนแบ่งจากการค้าประเวณีเด็ก

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568  เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสถานีตำรวจภูธรพุทไธสง อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ดำเนินการจับกุมนางสาวอ้อย (นามสมมติ) อายุ 45 ปี เจ้าของร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลตำบลพุทไธสง ด้วยหมายจับของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ที่ 546/2568 ในข้อหากระทำการค้ามนุษย์ รวมถึงข้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้าประเวณีเด็กอีก 4 ข้อหา จากการสอบปากคำผู้ต้องหา นางสาวอ้อยได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่นำไปสู่การกระทำผิดครั้งนี้ด้วยน้ำตานองหน้า โดยระบุว่าตนเคยดำเนินกิจการร้านคาราโอเกะมาเป็นเวลานานกว่า 14 ปี แต่หลังจากนั้นได้ตัดสินใจปิดกิจการและหันเหมาตรับอาชีพใหม่ ในช่วงที่หยุดทำกิจการคาราโอเกะ นางสาวอ้อยได้ลองทำอาชีพเร่ขายอาหารตามหมู่บ้านด้วยรถพุ่มพวง หวังที่จะหาเลี้ยงชีพในรูปแบบที่ถูกกฎหมายและสุจริต อย่างไรก็ตาม อาชีพขายอาหารเร่ไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง เนื่องจากมีผู้ประกอบการในลักษณะเดียวกันจำนวนมาก ทำให้การแข่งขันรุนแรงและผลกำไรที่ได้มีน้อยมาก สภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำและความต้องการรายได้ที่มั่นคงเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต ได้ผลักดันให้นางสาวอ้อยตัดสินใจย้อนกลับมาเปิดกิจการร้านคาราโอเกะอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่ที่ตามมา การปฏิเสธข้อกล่าวหาของผู้ต้องหา ในการให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่ นางสาวอ้อยได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างเด็ดขาด โดยยืนยันว่าตนไม่รู้ไม่เห็นเกี่ยวกับการที่เด็กไปขายบริการประเวณี ตามคำให้การของผู้ต้องหา เด็กเหล่านั้นจะมาเที่ยวที่ร้านเป็นประจำในตอนแรก และต่อมาได้ขอมาทำงานที่ร้าน โดยตนเองไม่ได้จ่ายค่าแรงให้กับเด็กเหล่านั้น นางสาวอ้อยกล่าวต่อไปว่า เธอไม่ทราบว่าเด็กเหล่านั้นทำการตกลงการขายบริการกับลูกค้าอย่างไร หรือนัดหมายพบปะกันที่ใดเมื่อใด เนื่องจากเด็กไม่ได้พักค้างคืนที่ร้านคาราโอเกะ และเธอยืนยันอย่างหนักแน่นว่าไม่ได้เป็นหัวคิวหรือรับส่วนแบ่งผลประโยชน์จากการกระทำของเด็กแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม คำให้การปฏิเสธดังกล่าวของผู้ต้องหาไม่สามารถโน้มน้าวใจเจ้าหน้าที่ผู้ทำการสืบสวนได้ เนื่องจากมีหลักฐานหลายประการที่ชี้ให้เห็นว่าผู้ต้องหามีส่วนรู้เห็นและสนับสนุนการกระทำของเด็กในการขายบริการประเวณี รายละเอียดข้อหาที่ถูกตั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งข้อหาต่อนางสาวอ้อยรวมทั้งสิ้น … Read more

พ่อเลี้ยงบุกห้องพยายามข่มขืนลูกเลี้ยงวัย 19 ปี ใช้มีดแทงสาหัสก่อนหลบหนี

เหตุการณ์สะเทือนขวัญเกิดขึ้นในคืนวันที่ 17 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 02.08 น. ณ บ้านพักหลังหนึ่งในหมู่บ้านโพนค้อ ตำบลคำเตย อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ผู้เสียหายคือ นางสาวเอ (นามสมมติ) อายุ 19 ปี นักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลนครพนม ถูกนายศักดา (นามสมมติ) อายุ 48 ปี ซึ่งเป็นพ่อเลี้ยงของเธอ บุกเข้าห้องนอนด้วยเจตนาร้ายเพื่อข่มขืน เมื่อเหยื่อต่อต้านและไม่ยอมให้ทำตามเจตนา ผู้ต้องหาจึงคว้ามีดจ้วงแทงที่บริเวณใบหน้าและลำคอของเหยื่ออย่างทารุณ อาการบาดเจ็บของเหยื่อ จากการตรวจพบของแพทย์ นางสาวเอ ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการแทงด้วยมีด โดยมีดแทงทะลุถึงปอด ทำให้เธอต้องได้รับการผ่าตัดระบายลมในปอดอย่างเร่งด่วน ปัจจุบันผู้เสียหายยังคงต้องพักรักษาตัวในหออภิบาลผู้ป่วยวิกฤติ (ICU) ของโรงพยาบาลนครพนม เนื่องจากยังไม่พ้นขีดอันตราย แพทย์ผู้รักษาระบุว่า บาดแผลที่ใบหน้าและลำคอมีความรุนแรงมาก และการที่มีดแทงทะลุถึงปอดนั้นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที การผ่าตัดครั้งนี้ถือเป็นการช่วยชีวิตที่สำคัญ แต่ผู้ป่วยยังต้องอยู่ในการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดเป็นเวลาหลายวัน การหลบหนีของผู้ต้องหา หลังจากก่อเหตุร้ายแรงดังกล่าว นายศักดา ได้กระโดดหนีออกทางหน้าต่างของบ้านและหลบหนีไปในทันที โดยไม่ทราบทิศทางที่แน่ชัด เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองนครพนม ได้รับแจ้งเหตุและเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งเริ่มปฏิบัติการติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาทันที จากการสืบสวนเบื้องต้น พบว่าผู้ต้องหาได้เตรียมการหลบหนีมาล่วงหน้า และคาดว่าอาจได้หลบหนีออกนอกพื้นที่จังหวัดนครพนมแล้ว … Read more

ตำรวจเปิดปมเงินบริจาควัดป่านาพง พบยอดหมุนเวียน 500 ล้านบาทใน 3-4 ปี

  คดีนี้เริ่มต้นจากการพบเงินวัดจำนวน 12.2 ล้านบาทที่ถูกโอนเข้าบัญชีของสีการายหนึ่ง และได้พัฒนาไปสู่การตรวจสอบที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น จนกระทั่งเผยให้เห็นภาพรวมของการเงินที่มีขนาดใหญ่กว่าที่คิดไว้มาก พระอาจารย์คึกฤทธิ์และข้อกล่าวหาที่เป็นจุดเริ่มต้น พระอาจารย์คึกฤทธิ์ เจ้าอาวาสวัดป่านาพง จังหวัดปทุมธานี กลายเป็นบุคคลสำคัญในคดีนี้ หลังจากที่มีการตรวจพบเงินวัดจำนวน 12.2 ล้านบาทถูกโอนเข้าบัญชีของสีการายหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสืบสวนที่ขยายวงกว้างออกไป เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทนายความของฝ่ายหนึ่งได้เข้าไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ป.) และกองบัญชาการปราบปรามอาชญากรรม (กองปราบฯ) พร้อมทั้งนำเอกสารหลักฐานที่รวบรวมมาให้อย่างครบถ้วน แหล่งข่าวระดับสูงเปิดเผยว่า “หลักฐานที่นำมาให้นั้นเป็นหลักฐานที่รวบรวมทำมาดี พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบปากคำไปแล้ว ก่อนจะส่งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ช.) เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการสร้างมูลนิธิในประเทศเยอรมัน” การดำเนินคดีและกระบวนการตรวจสอบ การดำเนินคดีในครั้งนี้มีความซับซ้อนเนื่องจากเกี่ยวข้องกับการร้องขอให้ตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐโดยตรง ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ตามกรอบการพิจารณาที่กำหนดไว้ 30 วัน “เราต้องรอทาง ป.ป.ช. ว่าจะส่งเรื่องกลับมาให้เราทำการสืบสวนต่อหรือไม่ โดยจะต้องรอตามกรอบการพิจารณา 30 วัน” แหล่งข่าวระบุ ในขณะที่การสืบสวนดำเนินไป สถานการณ์ยังคงมีความซับซ้อนจากการที่ทั้งสองฝ่ายยังคงโต้แย้งกันในหลายประเด็น รวมถึงการแถลงข่าวที่มีขึ้นเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่างๆ ทำให้เห็นได้ว่าคดีนี้มีความซับซ้อนในเชิงกฎหมายและการตีความข้อเท็จจริง การค้นพบเส้นเงินระหว่างไทยและเยอรมัน หนึ่งในการค้นพบที่สำคัญที่สุดในการสืบสวนครั้งนี้คือการตรวจพบเส้นเงินที่โอนไปโอนมาระหว่างประเทศไทยและเยอรมัน ซึ่งเป็นบัญชีของพระอาจารย์คึกฤทธิ์โดยตรง “ในทางคดียืนยันได้ว่าพบเส้นเงินที่โอนไปโอนมาระหว่างเยอรมันและไทย ซึ่งเป็นบัญชีของพระอาจารย์คึกฤทธิ์โดยตรง ที่เอาเงินบริจาคโอน ยอดเงินรวมกว่า 12 ล้านบาท โอนเป็นงวดๆ ราว … Read more