บุกรวบสาวโรงงาน ผันตัวเป็นเซ็กซ์ครีเอเตอร์ ให้ผัวถ่ายวิดีโอขณะร่วมรักกับเด็กหนุ่มแปลกหน้า ก่อนโพสต์ลง Onlyfans หารายได้เสริม กวาดรายได้กว่า 4 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 หน่วยงานตำรวจปราบปรามอาชญากรรมได้ดำเนินการจับกุมคู่รักสามีภรรยาที่ประกอบกิจการผลิตและเผยแพร่เนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ผ่านแพลตฟอร์ม OnlyFans โดยพบการกระทำที่ผิดกฎหมายหลายประการ รวมถึงการใช้เยาวชนอายุต่ำกว่า 17 ปีร่วมในการผลิตเนื้อหาดังกล่าว การปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นที่หอพักแห่งหนึ่งในย่านถนนฉลองกรุง แขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร โดยเจ้าหน้าที่ได้รับหมายจับศาลอาญาเลขที่ 4839 และ 4840/2568 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ผู้ต้องหาและข้อหาที่ถูกจับกุม ผู้ต้องหาทั้งสองคือ นายภาคภูมิ (นามสกุลถูกสงวนไว้) อายุ 29 ปี และ นางสาวกีรติ (นามสกุลถูกสงวนไว้) อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นสามีภรรยา ถูกตั้งข้อหาร้ายแรงหลายประการ ได้แก่ ข้อหาหลักที่ถูกจับกุม: ร่วมกันค้ามนุษย์จากการผลิตหรือเผยแพร่สื่อลามกเด็ก นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันลามก ร่วมกันค้าสื่อลามกอนาจารเด็ก ร่วมกันพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร ร่วมกันขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร ของกลางที่ตรวจยึด เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางสำคัญหลายชิ้น ซึ่งจะถูกนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดี ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง ชุดว่ายน้ำ 1 … Read more

บุกจับคู่สามีภรรยา ข้อหาล่อลวงเยาวชนหลับนอนกับเมีย ถ่ายคลิปอัพลง Onlyfans หารายได้เสริม

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 พันเอกทรงกลด เกริกกฤตยา ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้สั่งการให้ พันตำรวจเอกก่อเกียรติ วุฒิจำนงค์ ผู้กำกับการฝ่ายปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 และ พันตำรวจโทสุรศักดิ์ หญีตบึ้ง รองผู้กำกับการฝ่ายปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 ดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาสองราย ประกอบด้วย นายภาคภูมิ (สงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี และ นางสาวกีรติ (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี การจับกุมเกิดขึ้นที่หอพักแห่งหนึ่งบริเวณถนนฉลองกรุง แขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ตามหมายจับศาลอาญาที่ 4839-4840/2568 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2568 โดยทั้งคู่ถูกตั้งข้อหาความผิดร้ายแรงหลายประการ รวมถึงการค้ามนุษย์จากการผลิตหรือเผยแพร่สื่อลามกเด็ก การนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันลามก การค้าสื่อลามกอนาจารเด็ก การพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร และการขู่เข็ญชักจูงส่งเสริมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร ของกลางที่ยึดได้และการสืบสวน ในการจับกุมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางสำคัญได้หลายรายการ ได้แก่ โทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่อง ชุดว่ายน้ำ 1 … Read more

อาสาสมัครตำรวจยิงตัวเองในวัดหลังถูกแจ้งความพยายามล่วงละเมิดเด็กหญิง 13 ปี

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 เวลา 07.00 น. เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อร้อยตำรวจโทวีระ วุฒิศิริ พงส. จากสถานีตำรวจนครบาลพระสมุทรเจดีย์ ได้รับแจ้งเหตุผู้ใช้อาวุธปืนยิงตัวเองได้รับบาดเจ็บสาหัสในบริเวณสวนหย่อมภายในวัดใหญ่บangปลากด ซอยสุขสวัสดิ์ 100 หมู่ที่ 3 ตำบลในคลองบางปลากด พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง ได้แก่ พันตำรวจเอกพจนกร กัญจินะ ผู้กำกับสถานีตำรวจนครบาลพระสมุทรเจดีย์ พันตำรวจโทประยูรปัตตุลี รองผู้กำกับสถานีตำรวจ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน ทั้งตำรวจสายตรวจรถยนต์ ฝ่ายสืบสวน กองพิสูจน์หลักฐานจังหวัดสมุทรปราการ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู รายละเอียดที่เกิดเหตุและการค้นพบผู้บาดเจ็บ บริเวณที่เกิดเหตุตั้งอยู่ห่างจากทางเข้าหน้าวัดประมาณ 20 เมตร ด้านซ้ายมือในสวนหย่อม เจ้าหน้าที่พบผู้บาดเจ็บเป็นชาย 1 ราย ซึ่งต่อมาทราบชื่อว่านายอเนก (สงวนนามสกุล) อายุ 62 ปี นอนพิงกับพุ่มไม้ในอาการหายใจรวยริน สวมชุดลายพรางทหาร สะพายกระเป๋าสีดำ สภาพของผู้บาดเจ็บและหลักฐานที่พบ: มีบาดแผลถูกยิงเข้าบริเวณขมับขวา กระสุนฝังใน พบอาวุธปืนขนาด .22 แบบไทยประดิษฐ์ ตกอยู่ข้างลำตัว 1 กระบอก ภายในปืนพบปลอกกระสุนคาลิเบอร์ … Read more

กษัตริย์นโรดม สีหมุนีเสด็จปักกิ่งตรวจพระพลานามัย โปรดเกล้าฯ ฮุนเซน รักษาการประมุขแห่งรัฐ

พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ทรงมีพระราชประสงค์จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อทรงตรวจพระพลานามัยตามปกติประจำปี ตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป โดยในโอกาสนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่รักษาการประมุขแห่งรัฐในระหว่างที่พระองค์ประทับอยู่ต่างประเทศ การแต่งตั้งครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติตามกลไกรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงสมดุลอำนาจที่ซับซ้อนระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์และอำนาจการเมืองในกัมพูชาสมัยใหม่ ที่แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำรุ่นใหม่ แต่บทบาทและอิทธิพลของบุคคลสำคัญยังคงดำรงอยู่ในรูปแบบใหม่ การประกาศจากสำนักพระราชวัง ตามการรายงานจากเว็บไซต์ข่าวแขมร์ไทม์ส เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 สำนักพระราชวังราชอาณาจักรกัมพูชาได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการแจ้งให้ทราบว่า พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี จะทรงเสด็จพระราชดำเนินไปประทับยังกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อการตรวจพระพลานามัยประจำปี ซึ่งเป็นพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงปฏิบัติเป็นประจำทุกปี การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลพระพลานามัยอย่างสม่ำเสมอ โดยพระองค์เสด็จเยือนจีนครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งในครั้งนั้นสมเด็จพระราชชนนี พระนางเจ้าโมนีเรชราชเทวี ได้เสด็จตามเพื่อทรงตรวจพระพลานามัยประจำปีเช่นกัน การดูแลสุขภาพอย่างเป็นระบบนี้สะท้อนถึงความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อการรักษาเสถียรภาพของประเทศ การเลือกประเทศจีนเป็นสถานที่ในการตรวจรักษาพระพลานามัยนั้น ยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างกัมพูชาและจีน ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และการทูต รวมทั้งความเชื่อมั่นในระบบการแพทย์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ของจีนที่มีมาตรฐานระดับโลก บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันพระมหากษัตริย์ในราชอาณาจักรกัมพูชามีสถานะเป็นประมุขแห่งรัฐเชิงสัญลักษณ์ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา พระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงมีบทบาททางการเมืองโดยตรง แต่ทรงทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาติ เป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคี และเป็นผู้พิทักษ์รักษาประเพณี วัฒนธรรม … Read more

เจ้าอาวาสวัดม่วง รับทราบข้อหา แจ้งความเท็จ อ้างเงินสด-ทองคำ 22 ล้าน ถูกขโมย

กรุงเทพฯ 23 สิงหาคม 2568 – คดีที่สร่างความสงสัยในวงการพระพุทธศาสนาได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อ พระราชวัชรพัฒนาทร (ณรงค์ โพธิ์กระทุ่ม) เจ้าอาวาสวัดม่วง ในเขตบางแค กรุงเทพมหานคร เดินทางมายังสถานีตำรวจนครบาลเพชรเกษม เพื่อรับทราบข้อหาอาญา “ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวน” หลังจากที่ไวยาวัจกรประจำวัดได้แจ้งความว่าถูกโจรบุกเข้าขโมยทรัพย์สินมูลค่าสูงถึง 22 ล้านบาท รายละเอียดคดีที่เริ่มต้นจากการแจ้งความ เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อนายศักดา เลิศฤทธิ์สมบูรณ์ ไวยาวัจกรวัดม่วง เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจนครบาลเพชรเกษม โดยอ้างว่าคนร้ายได้บุกเข้าไปลักทรัพย์ภายในกุฏิของพระราชวัชรพัฒนาทร เจ้าอาวาสวัดม่วง ตามรายงานการแจ้งความ ทรัพย์สินที่สูญหายประกอบด้วย เงินสดจำนวน 10 ล้านบาท และทองคำแท่งหนัก 50 บาท จำนวน 5 แท่ง รวมน้ำหนักทั้งหมด 250 บาท มูลค่าประมาณ 12 ล้านบาท รวมทรัพย์สินทั้งหมดที่อ้างว่าสูญหายมีมูลค่าเกิน 22 ล้านบาท การแจ้งความครั้งนี้ทำให้เกิดความตื่นตระหนกในพื้นที่และสร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในชุมชน อย่างไรก็ตาม การสืบสวนที่ตามมาได้เผยให้เห็นข้อเท็จจริงที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างมาก การสืบสวนและการค้นพบความจริง หลังจากได้รับแจ้งความ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เริ่มต้นการสืบสวนอย่างละเอียด โดยเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุภายในกุฏิของเจ้าอาวาส พร้อมกับเก็บรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ … Read more

หนุ่ม รปภ. อาศัยจังหวะไม่มีคน ยกตู้รับบริจาคในห้องน้ำปั๊ม กวาดเงินสดเกือบ 3 หมื่นบาท

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ที่แล้ว ณ ปั๊มน้ำมัน ปตท.หลักเมืองถาวรพาณิชย์ หมู่ที่ 1 ตำบลท่าระหัด อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว นายสรชัด สุจิตต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคชาติไทยพัฒนา เขต 1 อำเภอเมืองสุพรรณ จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดภายในปั๊มน้ำมัน พบว่าผู้ต้องหาที่ภายหลังทราบชื่อว่า นายพิพัฒน์พงค์ (หรือเอ็ม) มีพฤติกรรมอย่างมีแผนการมาก่อน โดยเข้ามาดูลาดเลาสภาพภายในปั๊มน้ำมันตั้งแต่ช่วงเช้าประมาณ 09.00 น. ของวันที่เกิดเหตุ นายเอ็มได้ทำทีนั่งรอที่บริเวณเก้าอี้หน้าห้องน้ำ เฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวของพนักงานและลูกค้า รอจังหวะที่ผู้คนเผลอและไม่สนใจ พอได้จังหวะที่พนักงานเข้าไปทำความสะอาดห้องน้ำอีกห้องหนึ่ง จึงรีบเข้าไปยกตู้บริจาคออกมา แล้วหลบหนีทางประตูข้างหลังห้องน้ำ โดยใช้รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ Honda รุ่น Scoopy สีขาวเป็นยานพาหนะในการหลบหนี การสืบสวนและติดตามคนร้าย – ความร่วมมือของเทคโนโลยี เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.เมืองสุพรรณบุรี ได้เร่งนำกำลังออกติดตามเบาะแสอย่างเข้มข้น โดยใช้วิธีการไล่ดูภาพจากกล้องวงจรปิดทั่วพื้นที่เมืองสุพรรณบุรี จนสามารถติดตามเส้นทางการหลบหนีของผู้ต้องหาได้อย่างต่อเนื่อง การสืบสวนพบว่าผู้ต้องหาขับรถจักรยานยนต์ Honda Scoopy สีขาวหลบหนีไปตามเส้นทางต่างๆ ในเขตเมืองสุพรรณ จนเจ้าหน้าที่สามารถจับภาพคนร้ายขณะหลบหนีได้ชัดเจน และสืบทราบเบาะแสจนได้ข้อมูลที่แน่ชัด ผลจากการสืบสวนพบว่า นายพิพัฒน์พงค์ … Read more

เปิดใจชายเสื้อเหลืองยอมรับมีสัมพันธ์กับสาวมือแทงป้ามีนา แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหาข่มขืน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ณ ร้านอาหารตามสั่งริมแม่น้ำปิงในพื้นที่ตำบลคลองขลุง อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร เมื่อนางสาวจารุวรรณ อายุ 32 ปี เข้ามานั่งดื่มเบียร์และรับประทานอาหารที่ร้าน ก่อนจะเกิดปากเสียงกับนางมีนา ปัตถา อายุ 62 ปี หรือที่รู้จักกันในนาม “ป้ามีนา” เจ้าของร้าน ความขัดแย้งบานปลาย เมื่อนางสาวจารุวรรณหยิบมีดพกออกมาแทงป้ามีนาจนเลือดท่วม ญาติผู้ใหญ่รีบนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ป้ามีนาได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา ทำให้คดีนี้กลายเป็นคดีฆาตกรรมที่สร้างความตกใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่ เชื่อมโยงเหตุการณ์ย้อนหลัง จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบว่า 2 วันก่อนเกิดเหตุ นางสาวจารุวรรณได้มาดื่มเบียร์ที่ร้านแห่งเดียวกันนี้ โดยมีชายคนหนึ่งนั่งดื่มด้วยกัน ก่อนที่ชายเสื้อเหลืองจะมาหิ้วนางไปที่บ้านของตนเองเมื่อนางมึนเมาจนหมดสติ คำให้การของชายเสื้อเหลือง นายแดง อายุ 67 ปี ชายเสื้อเหลืองที่ปรากฏในกล้องวงจรปิด ได้ให้การกับผู้สื่อข่าวถึงเหตุการณ์ในคืนนั้นอย่างละเอียด โดยยืนยันว่าตนไม่ได้รู้จักนางสาวจารุวรรณมาก่อน “ไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้มาก่อน” นายแดงเล่าว่า หลังจากที่มีคนโทรตามให้ไปดู เขาจึงไปที่ร้าน ซึ่งขณะนั้นมีเพียงตนเองกับป้ามีนาอยู่ด้วยกัน 2 คน เขาได้สอบถามป้ามีนาว่าจะจัดการอย่างไร ป้ามีนาจึงให้เขานำนางสาวจารุวรรณกลับไปนอนที่บ้าน เพราะหากปล่อยให้นอนที่ร้านคนเดียว อาจทำให้เสียชื่อเสียงร้านได้ สภาพมึนเมาหนัก ในขณะนั้นนางสาวจารุวรรณอยู่ในสภาพมึนเมาจนไม่มีสติ … Read more

“ดัง พันกร” เปิดมุมมองดราม่า “เจ๊ไฝ” ผัดผักรวม 600 บาท-ไข่เจียวปู 4,000 บาท “มีเงินอย่างเดียวกินไม่ได้ ต้องหิวด้วย”

ดราม่าร้านอาหารไทยดังย่านเขาสาร ยังคงเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียลมีเดีย หลังนักธุรกิจชื่อดัง “ดัง พันกร บุณยะจินดา” ออกมาแสดงความคิดเห็นเรื่องราคาอาหารที่ถือว่าสูงมาก โดยเฉพาะผัดผักรวมที่ไม่มีเนื้อสัตว์ราคา 600 บาท และไข่เจียวปูที่เคยมีราคาถึง 4,000 บาท ประเด็นผัดผักรวม 600 บาท กลายเป็นจุดร้อนใหม่ หลังจากดราม่าไข่เจียวปูราคา 4,000 บาทของร้าน “เจ๊ไฝ” ยังไม่ทันสงบลง ล่าสุดก็มีประเด็นใหม่เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีอินฟลูเอนเซอร์หลายคนเข้ามารีวิวเมนูอื่นๆ ของร้าน โดยเฉพาะ “ผัดผักรวม” ที่ไม่มีเนื้อสัตว์ใดๆ แต่มีราคาสูงถึง 600 บาท อินฟลูเอนเซอร์ที่ไปลองชิมเมนูดังกล่าวได้แสดงความคิดเห็นว่า นอกจากจะตกใจกับราคาแล้ว รสชาติของอาหารก็ไม่ได้โดดเด่นหรืออร่อยเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับราคาที่ต้องจ่าย การรีวิวครั้งนี้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของการกำหนดราคาอาหารไทยพื้นฐานในระดับสูง “ดัง พันกร” แสดงความกังวลเรื่องภาพลักษณ์อาหารไทย “ดัง พันกร บุณยะจินดา” นักธุรกิจและผู้มีอิทธิพลในแวดวงอาหารไทย ได้โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นนี้อย่างตรงไปตรงมา โดยกล่าวว่า “พอนึกถึงมุมต่างชาติมากินผัดผักจานนั้น แล้วกลับไปบรรยายราคาและบรรยากาศร้านให้คนในประเทศเค้าฟัง ก็ชักไม่แน่ใจว่าใช่การยกระดับอาหารไทยอย่างที่หลายท่านบอกรึเปล่า” ความคิดเห็นของ “ดัง พันกร” สะท้อนถึงความกังวลเรื่องภาพลักษณ์ของอาหารไทยในสายตาชาวต่างชาติ เนื่องจากหากนักท่องเที่ยวต่างชาติมาลองชิมอาหารไทยในราคาสูงแต่รสชาติไม่เป็นไปตามคาดหวัง อาจส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของอาหารไทยโดยรวม การวิเคราะห์ราคาผัดผักรวม: … Read more

รวบนักต้มตุ๋นหัวใส! หลอกยืมบัญชีหมอนวด นำไปโกงขายรถออนไลน์ เสียหายกว่าแสนบาท

เมื่อเวลา 12.18 น. วันที่ 21 สิงหาคม 2568 พ.ต.ท.อรุษ สภานนท์ รองผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลเมืองพัทยา พร้อมด้วย พ.ต.ท.ธเนศน์ แสงหิรัญ สารวัตรสถานีตำรวจนครบาลเมืองพัทยา นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการจับกุมนายสอ (นามสมมุติ) อายุ 39 ปี ได้สำเร็จที่บ้านพักในพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ผู้ต้องหาตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดพัทยา ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษปรับและจำคุกตามที่กฎหมายกำหนด เหตุการณ์เริ่มต้นจากการหลอกหมอนวด สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายซึ่งประกอบอาชีพหมอนวดแผนไทยจำนวน 3 ราย เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยระบุว่าขณะที่กำลังให้บริการนวดแก่ลูกค้าตามปกติ นายสอ ได้เข้ามาทำท่าทีเป็นลูกค้าธรรมดา และพยายามพูดคุยตีสนิทกับผู้ให้บริการ เมื่อถึงเวลาที่ต้องชำระค่าบริการ ผู้ต้องหาได้อ้างเหตุผลว่าไม่มีเงินสดติดตัว และขอยืมหมายเลขบัญชีธนาคารของหมอนวดผู้ให้บริการ โดยให้เหตุผลว่าจะให้เพื่อนของตนโอนเงินค่าบริการมาให้ แล้วจะฝากไปกดเงินสดออกมาให้ในภายหลัง ด้วยความไว้วางใจและความปรารถนาดีของผู้ให้บริการ จึงได้ให้หมายเลขบัญชีธนาคารแก่ผู้ต้องหาไปตามที่ขอร้อง โดยไม่คิดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่ที่จะตามมา การใช้บัญชีในทางมิชอบ ไม่นานหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว บัญชีธนาคารของหมอนวดผู้เสียหายทั้ง 3 ราย ได้ถูกธนาคารดำเนินการอายัดและไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ ได้ ทำให้เจ้าของบัญชีเดือดร้อนและสงสัยในสาเหตุของการอายัดบัญชี เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนสอบสวนเจาะลึก พบว่านายสอ ได้นำหมายเลขบัญชีธนาคารของหมอนวดทั้ง 3 ราย … Read more

เปิดเอกสารฉบับเต็ม! ศาลอาญายกฟ้องทักษิณ คดีม.112 ชี้พยานหลักฐานไม่เพียงพอสั่งลงโทษ

ในเช้าวันนี้เวลา 10.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.1860/2567 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 8 ยื่นฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร ในฐานะจำเลย ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ข้อกล่าวหาหลักในคดี คือการที่จำเลยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ประเทศเกาหลีใต้เมื่อปี พ.ศ. 2558 โดยมีเนื้อหาที่ถูกกล่าวหาว่ามีลักษณะพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ ในช่วงการพิจารณาคดี จำเลยได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาและยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่งศาลอนุญาตโดยกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล การวิเคราะห์พยานหลักฐานของศาล ความถูกต้องของคลิปวิดีโอ ศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานของทั้งโจทก์และจำเลยอย่างละเอียด โดยเริ่มต้นจากการพิจารณาว่าจำเลยเป็นผู้ให้สัมภาษณ์ตามคลิปวิดีโอที่เป็นพยานหลักฐานหรือไม่ โจทก์ได้นำพยานซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและพยานปากนายอนันต์ เหล่าเลิศวรกุล มาเบิกความยืนยันว่าได้ดูคลิปวิดีโอแล้วเห็นว่าเป็นการกล่าวถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของจำเลยจริง แม้ว่าโจทก์จะไม่มีคลิปให้สัมภาษณ์ฉบับเต็มมาเป็นหลักฐาน เมื่อพยานโจทก์ต่างยืนยันว่าคลิปวิดีโอเป็นคลิปให้สัมภาษณ์ของจำเลยบางช่วงบางตอน และเห็นว่าสามารถนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ส่วนจำเลยได้อ้างว่าเป็นการตัดต่อคลิปวิดีโอ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นการตัดต่อในส่วนใดและส่วนไหนไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงกับความจริง ศาลจึงเห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างโดยไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุน นอกจากนี้ จำเลยยังยอมรับว่าบุคคลและเสียงในคลิปวิดีโอเป็นของจำเลย การตีความเนื้อหาและความหมายของข้อความ หลักเกณฑ์การพิจารณาความผิดฐานหมิ่นประมาท ศาลได้วางหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่า ข้อความที่จะถือว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้น จะต้องมีลักษณะดังนี้: การระบุตัวบุคคล – ต้องระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความ หรือเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงที่รู้ได้แน่นอนว่าบุคคลที่ถูกใส่ความเป็นใคร ความชัดเจนของการอ้างอิง – หากไม่ระบุถึงผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรง การใส่ความนั้นต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ การพิจารณาการดูหมิ่น สำหรับการดูหมิ่น ศาลต้องพิจารณาว่าถ้อยคำที่กล่าวเป็นการดูถูกเหยียดหยาม หรือสบประมาทผู้ที่ถูกกล่าวถึงขนาดทำให้อับอายหรือไม่ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาด้วยว่าเมื่อวิญญูชนโดยทั่วไปได้พบเห็น … Read more