33 บทเรียนชีวิตที่เปลี่ยนแปลงโลก จากนักผู้ประกอบการระดับโลก Steven Bartlett ในวันเกิดปีที่ 33

ผู้ก่อตั้ง Social Chain และ Flight Fund เผยปรัชญาชีวิตที่ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักผู้ประกอบการที่มีอิทธิพลที่สุดในยุคนี้ Steven Bartlett นักผู้ประกอบการชาวอังกฤษวัย 33 ปี (เกิด 26 สิงหาคม 1992) ได้แชร์ 33 บทเรียนชีวิตที่สำคัญในโอกาสวันเกิดของเขา ซึ่งกลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนนับล้านทั่วโลก Bartlett ที่รู้จักกันในฐานะผู้ก่อตั้งบริษัท Social Chain ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทการตลาดดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในยุโรป และปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นนักลงทุนในรายการ Dragons’ Den ของ BBC ได้นำเสนอมุมมองที่แตกต่างเกี่ยวกับความสำเร็จ การเติบโต และความหมายของชีวิต บทเรียนแรก: ศิลปะของการลบ ไม่ใช่การเพิ่ม “ความสำเร็จไม่ใช่เรื่องทำมากขึ้น แต่มันคือศิลปะของการลบสิ่งไม่สำคัญออกไป” Bartlett กล่าว “ยิ่งโตยิ่งเข้าใจว่าเราไม่ได้ล้มเหลวเพราะทำไม่พอ แต่เพราะเอาแรงไปทิ้งกับสิ่งที่ไม่จำเป็น” บทเรียนนี้สะท้อนปรัชญาการทำงานของเขาที่เน้นการมุ่งเป้า (Focus) มากกว่าการทำหลายอย่างพร้อมกัน โดยเขาเชื่อว่าการรู้จักปฏิเสธสิ่งที่ไม่สำคัญคือกุญแจสำคัญของความสำเร็จ การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด: ความรักและความสัมพันธ์ หนึ่งในบทเรียนที่โดดเด่นคือการให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล “การใช้เวลาลงทุนกับคนที่คุณรักจะยังคงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสุดตลอดไป มากกว่าคริปโตและหุ้นตัวไหนๆ บนโลกนี้” เขากล่าว การแต่งงานก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่เขาให้ความสำคัญ โดยเขามองว่า … Read more

วิทยาศาสตร์เบื้องหลัง “การเรียนรู้ทุกวัน” เปิดเคล็ดลับเปลี่ยนชีวิตที่ผู้เชี่ยวชาญยืนยัน

ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและนักวิจัยระดับโลกชี้ให้เห็นถึงพลังของ “Everyday Learning” หรือการเรียนรู้ทุกวัน ที่สามารถเปลี่ยนแปลงความสามารถของมนุษย์ได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะและสร้างความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบต่อเนื่องที่หลายคนมองข้าม ปรากฏการณ์ “เวลาไม่เพียงพอ” ที่คนส่วนใหญ่เผชิญ ในยุคปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ต่างเข้าใจดีว่า “เวลาคือสิ่งมีค่า” แต่สิ่งที่น่าตกใจคือการที่พวกเขาไม่เคยเห็นพลังที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังหลักการง่ายๆ นี้ แม้จะมีการพูดถึงการ “ฝึกบ่อยๆ เดี๋ยวก็เก่ง” อยู่เป็นประจำ แต่เมื่อนำมาใช้ในชีวิตจริงกลับพบกับปัญหาที่คล้ายคลึงกันหลายประการ จากการสำรวจพฤติกรรมการเรียนรู้ของประชาชนทั่วไป พบว่าปัญหาหลักที่พบบ่อยที่สุดได้แก่ การอ่านหนังสือแต่ไม่เอามาประยุกต์ใช้ การรู้ทฤษฎีแต่ไม่สามารถปฏิบัติได้เมื่อเจอสถานการณ์จริง และการวางแผนการเรียนรู้แต่ลงเอยด้วยการเลื่อนออกไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็หยุดความพยายาม การค้นพบที่เปลี่ยนมุมมองการเรียนรู้ Sean D’Souza ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและนักเขียนหนังสือเรื่อง “Brain Audit” ได้เปิดเผยผลการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า ความแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จกับคนที่หยุดนิ่งอยู่ที่จุดเดิม อยู่ที่แนวทางที่เรียกว่า “Everyday Learning” หรือการเรียนรู้เล็กๆ ที่ทำซ้ำทุกวัน D’Souza กล่าวว่า “สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจคือการที่ความรู้จากหนังสือหรือทฤษฎีจะไม่สามารถเปลี่ยนเป็นความสามารถที่แท้จริงได้ หากไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอทุกวัน” หลักการที่ 1: การทำให้แนวคิดในหนังสือมีชีวิตขึ้นมา ประสบการณ์การถ่ายภาพที่เปลี่ยนทุกอย่าง D’Souza ได้แบ่งปันประสบการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการทำความเข้าใจเรื่องการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์การถ่ายภาพในอินเดีย เขาเล่าว่าตนเป็นคนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพแนว Candid Photography หรือการถ่ายภาพผู้คนในท่วงท่าธรรมชาติโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกถ่าย “ในขณะที่รถ Jeep … Read more

นักวิทยาศาสตร์เผย “วิธีสร้างวินัยที่ยั่งยืน” ด้วยหลักการทางสมองวิทยา เลิกพึ่งแรงบันดาลใจแล้วมาเริ่มต้นใหม่กันเถอะ

จิตแพทย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดชี้ วินัยไม่ใช่เรื่องของการฝืนหรือกำลังใจ แต่เป็นระบบในสมองที่สามารถฝึกฝนได้จริง พร้อมเปิดเผย 5 หลักการสำคัญที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล หลายคนคงเคยประสบปัญหานี้ เมื่อรู้สึกเหนื่อยล้าหรือขี้เกียจออกกำลังกาย ก็มักจะไปหาคลิปแรงบันดาลใจมาดู บางครั้งก็อาจได้รับ “การดุด่าจากใจ” จากอดีตทหารหน่วยซีลของกองทัพเรือสหรัฐฯ อย่าง เดวิด กอกกินส์ (David Goggins) หรือไปดูเรื่องราวของคนขยันขันแข็งต่างๆ เพื่อหาแรงบันดาลใจ แต่สุดท้ายแล้ว หลังจากที่ฮึดฮดได้สักพักหนึ่ง เดี๋ยวก็กลับมาอ่อนล้าใหม่ เข้าสู่วงจรเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่ง ดร.อโลก กาโนเจีย (Dr. Alok Kanojia) หรือที่รู้จักกันในนาม “ดร.เค” จิตแพทย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ออกมาอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า การสร้างวินัยที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การฝืนหรือเทคนิคจิตวิทยาเบื้องต้น แต่เป็นระบบในสมองที่เราสามารถ “ฝึกฝน” ได้จริง วินัยคืออะไร และทำไมการพึ่งแรงบันดาลใจจึงไม่ได้ผล ดร.เค อธิบายว่า ปัญหาหลักของการพึ่งพาแรงบันดาลใจก็คือ มันจะหายไปในที่สุด แต่วินัยนั้นเป็นเรื่องของการทำงานของระบบในสมองของเรา โดยในสมองจะมีส่วนที่เรียกว่า “Anterior Cingulate Cortex” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ACC” ซึ่งทำหน้าที่เป็นเสมือน “เรดาร์” ที่คอยตรวจจับความขัดแย้งภายในตัวเรา … Read more

ทำไมเราไม่อยากรวยที่สุดในโลก แต่อยากรวยกว่าเพื่อนข้างๆ? จิตวิทยาเผยความจริงที่ทุกคนต้องรู้

ในยุคที่โซเชียลมีเดียครอบงำชีวิตประจำวัน หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเราถึงรู้สึกไม่พอใจกับสิ่งที่มีอยู่ เมื่อเห็นเพื่อนคนอื่นประสบความสำเร็จ แม้ว่าเราจะมีความสุขกับชีวิตตัวเองมาก่อน ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่นักจิตวิทยาศึกษาและค้นพบมาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 เรื่องราวเริ่มต้นจากประสบการณ์ของนักธุรกิจคนหนึ่ง ที่ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา กำลังเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินธุรกิจส่วนตัวในยุคโควิด-19 ขณะที่เพื่อนๆ ในกลุ่มส่วนใหญ่ทำงานในบริษัทใหญ่และมีเงินเดือนที่ดีกว่าค่าเฉลี่ย เขาเริ่มรู้สึกอิจฉาและคิดว่า “ถ้าได้เท่าเพื่อนก็คงจะมีความสุข” แต่แล้ววันหนึ่ง เมื่อมีเพื่อนคนหนึ่งเล่าเรื่อง Offer เงินเดือนใหม่ที่สูงขึ้น บรรยากาศของทั้งกลุ่มก็เปลี่ยนไป ทุกคนเริ่มรู้สึกว่า “ตัวเองดีไม่พอ” แม้ว่าเพียง 5 นาทีที่ผ่านมา ทุกคนยังพอใจกับชีวิตตัวเองอยู่ ทฤษฎีการเปรียบเทียบทางสังคม: การค้นพบที่เปลี่ยนโลกจิตวิทยา ปรากฏการณ์นี้มีคำตอบทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน Leon Festinger นักจิตวิทยาสังคมชื่อดัง ได้ค้นพบและเสนอ “ทฤษฎีการเปรียบเทียบทางสังคม” (Social Comparison Theory) ในปี 1954 ซึ่งเป็นการปฏิวิติความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์ ในช่วงทศวรรษ 1950 จิตวิทยากระแสหลักยังคงเชื่อว่ามนุษย์ถูกขับเคลื่อนด้วยระบบ “รางวัล-การลงโทษ” เท่านั้น กล่าวคือ เมื่อทำดีได้รางวัลก็จะทำซ้ำ และเมื่อทำผิดถูกลงโทษก็จะหลีกเลี่ยง แต่ Festinger มองลึกไปกว่านั้น เขาสังเกตเห็นว่า แม้จะไม่มีใครให้รางวัลหรือลงโทษ แต่เพียงแค่เห็นเพื่อนเลื่อนตำแหน่งหรือซื้อบ้านใหม่ … Read more

เปิดสูตรลับ “ฝึกสมองให้เป็นคนโชคดี” แบบวิทยาศาสตร์ หมอผิง เผย 23 วิธีเปลี่ยนชีวิตจากหลักการสมองศาสตร์

โลกของการพัฒนาตนเองได้รับการเปิดมิติใหม่อย่างน่าสนใจ เมื่อ คุณหมอผิง ธิดากานต์ นักเขียนและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสมอง ได้เปิดตัวหนังสือเล่มล่าสุดที่นำเสนอแนวคิดการสร้าง “ความโชคดี” ผ่านหลักการทางวิทยาศาสตร์และสมองศาสตร์ โดยนำเสนอ 23 เทคนิคที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน หนังสือเล่มนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้อ่านทั่วประเทศ เนื่องจากนำเสนอมุมมองใหม่ที่แตกต่างจากหนังสือพัฒนาตนเองทั่วไป โดยมีรากฐานมาจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการทำงานของสมองมนุษย์ แทนที่จะเป็นเพียงแนวคิดเชิงปรัชญาหรือความเชื่อเท่านั้น สูตรโชค = การเตรียมตัว × จังหวะที่เหมาะสม หนึ่งในแนวคิดหลักที่คุณหมอผิงนำเสนอคือการพิสูจน์ว่า “โชค” ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือความบังเอิญเท่านั้น แต่เป็นผลคูณระหว่างการเตรียมตัวที่ดีกับการรู้จักเฉวียนฉาดจับจังหวะที่เหมาะสม “ถ้าเราไม่เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า แม้โอกาสดีๆ จะมาถึงตัว เราก็จะไม่สามารถคว้ามันไว้ได้” คุณหมอผิงอธิบายผ่านตัวอย่างที่เข้าใจง่าย แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการลงทุนกับตัวเองอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ทักษะใหม่ การสร้างเครือข่าย หรือการพัฒนาความสามารถต่างๆ เพื่อให้พร้อมสำหรับโอกาสที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พลังแห่งความเชื่อ: เมื่อวิทยาศาสตร์พิสูจน์ ‘กฎแรงดึงดูด’ สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งในหนังสือเล่มนี้คือการนำงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนแนวคิดที่หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียง “ความเชื่อ” เท่านั้น โดยเฉพาะการศึกษาเรื่อง “ลูกกอล์ฟนำโชค” ที่แสดงให้เห็นว่าความเชื่อสามารถส่งผลต่อผลลัพธ์ทางกายภาพได้จริง การทดลองชิ้นนี้พบว่านักกอล์ฟที่ได้รับการบอกว่าลูกกอล์ฟที่ตนใช้เป็น “ลูกกอล์ฟนำโชค” สามารถตีได้แม่นยำกว่านักกอล์ฟที่ใช้ลูกกอล์ฟธรรมดา แม้ว่าทั้งสองลูกจะเหมือนกันทุกประการ “นี่คือ Self-fulfilling Prophecy หรือ Manifestation ที่เราเรียกกัน เชื่อก่อน แล้วสมองจะพาเราไปหามัน” … Read more

ผู้เชี่ยวชาญเผย 5 วิธีง่ายๆ เพิ่มความสุขและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที

วิธีเปลี่ยนแปลงชีวิตจากสิ่งเล็กๆ ที่ทำได้ทันที โดยไม่ต้องรอการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หลายคนเคยประสบกับวันที่อารมณ์ไม่ดี ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ แต่กลับไม่รู้ว่าจะเริ่มแก้ไขปัญหาอย่างไร การรอคอยการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด แต่การเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ที่ทำได้ทันทีกลับสามารถสร้างผลกระทบอย่างมหาศาลต่อความสุขและคุณภาพชีวิตของเราได้ งานวิจัยล้ำสมัยเผยพลังของสิ่งเล็กๆ Aditi Shrikant นักเขียนจาก CNBC Make It ได้ดำเนินการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและสุขภาพจิตชั้นนำจากหลายสถาบันการศึกษา เพื่อค้นหาคำตอบสำหรับคำถามสำคัญที่ว่า “เราจะสามารถเพิ่มความสุขในชีวิตได้อย่างไรด้วยเวลาเพียงไม่กี่นาที” ผลการวิจัยที่ได้รับนั้นน่าตื่นตาตื่นใจ เนื่องจากคำตอบที่ค้นพบไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้จริงเท่านั้น แต่ยังไม่ซับซ้อนและสามารถเปลี่ยนแปลงบรรยากาศของทั้งวันได้อย่างน่าอัศจรรย์ การศึกษาวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2022 ได้แสดงให้เห็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า กิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีนั้นมีความสามารถในการสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ต่อความสุขและประสิทธิภาพในการทำงานได้มากกว่าที่คนส่วนใหญ่เคยจินตนาการไว้ กิจกรรมบางประเภทสามารถเสริมสร้างความรู้สึกแห่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจ ในขณะที่กิจกรรมอื่นๆ ช่วยสนับสนุนให้เราสามารถเลิกนิสัยที่ไม่ดีและพัฒนาพฤติกรรมที่เป็นประโยชน์มากขึ้น จิตแพทย์และนักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกได้ร่วมกันเสนอแนะวิธีการง่ายๆ เหล่านี้ โดยเน้นย้ำว่าความเรียบง่ายของวิธีการไม่ได้หมายความว่าจะมีประสิทธิภาพน้อยลง ตรงกันข้าม ความง่ายดายในการปฏิบัติกลับทำให้วิธีการเหล่านี้มีโอกาสสำเร็จและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น 5 วิธีเพิ่มความสุขที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ จากการสัมภาษณ์เจาะลึกและการทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้เชี่ยวชาญได้คัดเลือกวิธีการ 5 ประการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการเพิ่มความสุขและประสิทธิภาพในชีวิตประจำวัน วิธีการเหล่านี้ได้รับการทดสอบและพิสูจน์ประสิทธิภาพผ่านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องเตรียมการใดๆ เป็นพิเศษ 1. การสร้างการเชื่อมต่อทางสังคม: ส่งข้อความหรือโทรหาเพื่อนเก่า การเชื่อมโยงทางสังคมที่มีคุณภาพไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยให้เรามีอายุยืนยาวขึ้นด้วย การศึกษาวิจัยที่น่าสนใจในปี 2022 ได้เปิดเผยข้อเท็จจริงที่น่าประหลาดใจว่า ผู้คนส่วนใหญ่มักจะประเมินความต้องการของเพื่อนๆ ในการรับฟังและได้รับการติดต่อจากพวกเขาในระดับที่ต่ำเกินไป … Read more

พลังหัวหน้ายุคใหม่ที่ “รู้รอบไม่รู้ลึก” กับ 6 ข้อได้เปรียบของผู้นำแบบ Generalist

ในยุคธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลายองค์กรเริ่มตระหนักถึงคุณค่าของผู้นำที่มีทักษะ “รู้รอบด้าน” มากกว่าการ “รู้ลึก” ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยผลการศึกษาล่าสุดชี้ให้เห็นว่า หัวหน้าแบบ Generalist กำลังกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนทีมงานสู่ความสำเร็จ ผลสำรวจเผย 90% ผู้บริหารระดับสูงเป็นหัวหน้าแบบ Generalist จากการสำรวจของ Harvard Business Review ที่ศึกษาผู้บริหารระดับ C-Suite จำนวน 17,000 คน พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า มีจำนวนมากถึง 90% ที่เป็นหัวหน้าแบบ Generalist ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในการบริหารจัดการองค์กรสมัยใหม่ การค้นพบนี้ได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยและบทความของผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน โดยเฉพาะ Heather V. MacArthur จาก Forbes ที่ได้กล่าวไว้ว่า “หัวหน้าแบบ Generalist มักจะสามารถเชื่อมโยงแนวคิดจากหลายด้านเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว ไม่ใช่แค่พร้อมปรับตัวสำหรับการเปลี่ยนแปลง แต่ยังสามารถผลักดันทั้งองค์กรและทีมให้ก้าวหน้ามากขึ้นอีกด้วย” นอกจากนี้ Mansoor Soomro ผู้เขียนหนังสือ “The Generalist Advantage” จาก Big Think ยังเสริมว่า หัวหน้าแบบ Generalist … Read more

หัวหน้ายุคใหม่ไม่ต้องสุดโต่ง แค่ “ยืดหยุ่น” ให้เป็น กับ 8 จุดแข็งของผู้นำสไตล์ Ambivert ที่องค์กรต้องการ

ในยุคที่พนักงานลาออกเพราะหัวหน้ามากกว่าบริษัท การมีผู้นำที่ยืดหยุ่นและเข้าใจคนหลากหลายบุคลิกภาพกลายเป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จ จากรายงานการวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ปัญหาการลาออกของพนักงานในหลายองค์กรไม่ได้เกิดจากเงินเดือนหรือสวัสดิการ แต่เกิดจากปัญหาการบริหารงานและการสื่อสารของผู้บังคับบัญชา ทำให้การเลือกผู้นำที่มีบุคลิกภาพเหมาะสมกลายเป็นประเด็นสำคัญที่องค์กรต่างๆ ให้ความสำคัญมากขึ้น ในโลกของการบริหารงาน คนส่วนใหญ่มักคุ้นเคยกับหัวหน้าที่มีบุคลิกแบบ Introvert (คนเก็บตัว) และ Extrovert (คนเปิดเผย) แต่มีอีกหนึ่งบุคลิกภาพที่กำลังได้รับความสนใจจากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลทั่วโลก นั่นคือ ผู้นำที่มีบุคลิกภาพแบบ “Ambivert” หรือบุคลิกที่ผสมผสานจุดแข็งของทั้ง Introvert และ Extrovert เข้าไว้ด้วยกัน ทำไมบุคลิกภาพถึงสำคัญสำหรับผู้นำยุคใหม่ การเป็นหัวหน้าในปัจจุบันไม่ได้มีแค่บทบาทของผู้ตัดสินใจเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องสื่อสาร สร้างความเข้าใจ บริหารอารมณ์ตนเอง และรับมือกับความหลากหลายของสมาชิกในทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ การมีบุคลิกภาพที่เหมาะสมจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ไม่แพ้ทักษะทางเทคนิคใดๆ จากบทความใน Psychology Today โดย ดร.ซูซานเน เดกเก็ส-ไวท์ (Dr. Suzanne Degges-White) นักจิตวิทยาชื่อดัง ได้กล่าวถึงจุดแข็งของหัวหน้าแบบ Ambivert ว่า “พวกเขามักจะมีสัญชาตญาณที่ดีในการแก้ปัญหาอย่างยืดหยุ่นและรวดเร็ว มีการทำงานที่สมดุลและมั่นคง ไม่เสี่ยงเกินไปแต่ก็ยังเปิดรับโอกาสใหม่ๆ” นอกจากนี้ สเตฟาน ฟอล์ค (Stefan Falk) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาในที่ทำงานและผู้เขียนหนังสือ “Intrinsic Motivation: Learn … Read more

“อยู่รอดในยุคดิจิทัล” 5 ทักษะหลักที่นักการตลาดต้องฝึกฝนเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเลิกจ้าง

ในยุคที่ธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและเทคโนโลยีก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดนิ่ง อุตสาหกรรมการตลาดกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อตำแหน่งงานและความต้องการทักษะของนักการตลาดอย่างมีนัยสำคัญ รายงานจากหลายองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรมระบุว่า นักการตลาดที่ไม่สามารถปรับตัวและพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ได้ทันกับการเปลี่ยนแปลง กำลังเสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างมากขึ้น ปัจจุบันองค์กรต่าง ๆ กำลังมองหานักการตลาดที่มีความสามารถหลากหลาย ไม่ใช่เพียงแค่ความเชี่ยวชาญในด้านเดียว แต่ต้องเป็นผู้ที่มีทักษะครอบคลุมทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์ การวิเคราะห์ข้อมูล และการใช้เทคโนโลยี รวมถึงความสามารถในการปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจและวิเคราะห์แนวโน้มตลาดงาน รวมถึงความต้องการของผู้ประกอบการในปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและทรัพยากรมนุษย์ได้ระบุทักษะสำคัญ 5 ด้านที่นักการตลาดทุกคนควรให้ความสำคัญและพัฒนาอย่างจริงจัง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการถูกเลิกจ้าง ทักษะที่ 1: การเป็นนักสงสัยที่ใฝ่รู้อย่างไม่หยุดยั้ง ทักษะแรกที่นักการตลาดต้องมีคือ ความสามารถในการตั้งคำถามที่ถูกต้องและค้นหาคำตอบอย่างไม่หยุดยั้ง นักการตลาดที่ประสบความสำเร็จในยุคปัจจุบันต้องเป็นคนที่มีความอยากรู้อยากเห็นสูง มีนิสัยรักการสอบถาม และไม่ยอมรับสิ่งที่เห็นในภาพรวมเพียงแค่นั้น ความสามารถในการตั้งคำถามที่มีคุณภาพไม่ได้หมายความว่าจะต้องหาคำตอบที่ถูกต้องแม่นยำเสมอไป แต่เป็นการเปิดประตูสู่ไอเดียใหม่ ๆ ที่อาจนำไปสู่การค้นพบวิธีการทำงานที่ดีกว่าหรือโซลูชันที่เหนือกว่าเดิม นักการตลาดที่มีทักษะนี้จะไม่หยุดนิ่งเมื่อเห็นผลลัพธ์หรือข้อมูลในระดับผิวเผิน แต่จะขุดลึกลงไปเพื่อหาสาเหตุ แนวทาง และโอกาสที่ซ่อนอยู่ การเป็นนักการตลาดที่ “ช่างสงสัย” หมายถึงการมีความสามารถในการมองเห็นสิ่งที่อาจจะไม่เด่นชัดในตอนแรก การสงสัยในสมมติฐานที่มีอยู่ และการกล้าที่จะท้าทายแนวคิดเดิม ๆ คำถามแต่ละคำถามที่ถูกตั้งขึ้นจะนำไปสู่คำตอบที่แตกต่างกัน และแม้ว่าคำถามบางคำถามอาจไม่นำไปสู่คำตอบที่ดีที่สุดในทันที แต่กระบวนการสอบถามและค้นหานั้นเองจะเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดไอเดียใหม่ที่สามารถนำไปทดลองและพัฒนาต่อได้ ทักษะนี้เป็นสิ่งที่ช่วยแยกแยะนักการตลาดธรรมดาที่เป็นเพียง “คนทำงาน” กับนักการตลาดมืออาชีพที่เป็น “คนสร้างโอกาสใหม่” ให้กับทีมงานและองค์กร นักการตลาดที่มีความสามารถในการตั้งคำถามที่ดีจะสามารถมองเห็นช่องว่างในตลาด ค้นพบความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง … Read more

ผู้นำยุคใหม่เปลี่ยนกลยุทธ์: จาก “หัวหน้ากางร่ม” สู่การสร้างภูมิคุ้มกันให้ทีมงานเผชิญวิกฤตด้วยตนเอง

ปัญหาของผู้นำสมัยใหม่ที่ต้องเรียนรู้การปล่อยวาง เพื่อให้ลูกทีมเติบโตอย่างแท้จริง ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้นำหลายคนต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือการต้องปล่อยให้ทีมงานเรียนรู้จากความผิดพลาดด้วยตัวเอง แทนที่จะคอยปกป้องพวกเขาจากทุกปัญหา ซึ่งกลายเป็นประเด็นสำคัญที่หลายองค์กรเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น ปัญหา “หัวหน้ากางร่ม” ที่แฝงไปด้วยผลเสีย ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “หัวหน้าผู้คอยกางร่ม” หรือ “The Umbrella Manager” กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ในหลายองค์กร ผู้นำประเภทนี้มักจะพยายามออกรับทุกปัญหาเพื่อปกป้องลูกทีมจากความยากลำบาก โดยมีเจตนาดีที่ต้องการให้ทีมงานทำงานได้อย่างราบรื่น อย่างไรก็ตาม การศึกษาจากสถาบันการจัดการชั้นนำหลายแห่งพบว่า แนวทางนี้กลับสร้างปัญหาในระยะยาวมากกว่าประโยชน์ เมื่อผู้นำไม่สามารถคอยกางร่มให้ได้ตลอดเวลา ทีมงานจะขาดทักษะในการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง และกลายเป็นทีมที่พึ่งพาผู้นำมากเกินไป นางสาวสุมิตรา  ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผู้นำจากสถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ผู้นำในยุคปัจจุบันต้องเรียนรู้ที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับทีม ไม่ใช่เพียงแค่ปกป้องพวกเขา การที่เราคอยแก้ปัญหาให้ตลอดเวลานั้น เท่ากับเราไม่ให้โอกาสพวกเขาได้เรียนรู้และพัฒนาตนเอง” ช่วงปลายปีกับความท้าทายของผู้นำ ช่วงปลายปีถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับผู้นำหลายคน เพราะเป็นช่วงที่พนักงานใช้วันลากันอย่างเต็มที่ รวมถึงผู้นำเองก็ต้องการเวลาพักผ่อนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปีใหม่ ความกังวลของผู้นำหลายคนคือ เมื่อตนเองไม่อยู่ ทีมงานจะสามารถจัดการกับปัญหาต่างๆ ได้หรือไม่ ดร.วิชัย นักจิตวิทยาองค์กรจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายว่า “การที่ผู้นำมีความกังวลเมื่อต้องออกจากที่ทำงานเป็นสิ่งปกติ แต่หากความกังวลนั้นมากเกินไปจนขัดขวางการพัฒนาของทีม นั่นจึงเป็นสัญญาณว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงแนวคิดในการบริหารงาน” 5 กลยุทธ์สำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ทีมงาน จากการศึกษาและวิจัยของผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการจากหลายสถาบัน พบว่ามีวิธีการสำคัญ 5 ประการที่ผู้นำสามารถนำไปใช้เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับทีมงาน 1. เผชิญหน้ากับความกลัวอย่างตรงไปตรงมา ขั้นตอนแรกที่สำคัญคือการทำความเข้าใจกับตัวเองว่า … Read more