สัมภาษณ์พิเศษ นพ.นิธิวัฒน์ ศรีกาญจนวัชร เผยแนวโน้มคนไทยอายุยืนขึ้น แต่ Health Span สั้น พร้อมเปิดเกมรุกเทคโนโลยีตรวจสุขภาพเชิงลึก-สตาร์ทอัพสุขภาพ สร้างโอกาสธุรกิจมหาศาล
กระแส “Longevity” หรือศาสตร์การยืดอายุและเพิ่มคุณภาพชีวิต กำลังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการสุขภาพทั่วโลก ไม่ใช่เพียงแค่เทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงแนวคิดพื้นฐานที่จะส่งผลต่อการใช้ชีวิตของมนุษย์ในอนาคต ประเด็นหลักไม่ได้อยู่ที่การทำให้มนุษย์มีอายุยืนขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการตระหนักถึงความสำคัญของ “คุณภาพชีวิต” หรือ Health Span ที่มีความหมายไม่แพ้กับ “อายุขัย” (Life Span) เลยทีเดียว
ประชาชาติธุรกิจได้มีโอกาสสัมภาษณ์เจาะลึกกับ นายแพทย์นิธิวัฒน์ ศรีกาญจนวัชร แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรกรรมและ Longevity ประจำศูนย์ตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล เกี่ยวกับศาสตร์การยืดอายุอย่างมีคุณภาพ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างล้นหลามในระดับสากล และกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่และกลุ่มวัยทำงานในประเทศไทย
เปลี่ยนมุมมอง จาก “อายุยืน” สู่ “ชีวิตมีคุณภาพ”
นายแพทย์นิธิวัฒน์ เปิดเผยถึงหัวใจสำคัญของกระแส Longevity ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศว่า แนวคิดดังกล่าวมีความลึกซึ้งกว่าการมองเพียงผิวเผิน ไม่ใช่เพียงการทำให้อายุยืนขึ้น (Life Span) แต่คือการยืดระยะเวลาที่มนุษย์มีสุขภาพแข็งแรงและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ (Health Span) ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
“ในปัจจุบันอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ประมาณ 75–80 ปี แต่สิ่งที่น่าตกใจคือช่วงเวลาที่เรามีสุขภาพแข็งแรงจริงๆ มักจะสั้นกว่านั้นอยู่ราว 8–10 ปี ซึ่งหมายความว่าหลายคนต้องใช้บั้นปลายชีวิตอยู่บนเตียงผู้ป่วย หรือพึ่งพาการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายหลักของ Longevity จึงไม่ใช่การยืดชีวิตไปอีก 5–10 ปี แต่คือการทำให้ช่วงเวลาที่เรายังสามารถลุกเดิน ใช้ชีวิตอย่างอิสระ และมีคุณภาพที่ดี ยาวนานจนใกล้เคียงกับวันสุดท้ายของชีวิตที่สุด” นายแพทย์นิธิวัฒน์ กล่าวด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
การเปลี่ยนแปลงมุมมองนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในวงการแพทย์และการดูแลสุขภาพ เพราะเป็นการเปลี่ยนจากการมองปัญหาแบบเฉพาะหน้า ไปสู่การคิดอย่างยุทธศาสตร์ระยะยาว โดยเน้นที่การป้องกันและการรักษาคุณภาพชีวิตมากกว่าการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้ว
ปฏิวัติการแพทย์ จากการรักษาโรค สู่การลงทุนในสุขภาพ
หนึ่งในจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของ Longevity คือการเปลี่ยนแปลงพาราไดมทางการแพทย์จากการตั้งรับไปสู่การรุก นายแพทย์นิธิวัฒน์ อธิบายว่า การแพทย์แบบดั้งเดิมที่เราคุ้นเคยคือการตั้งรับ รอให้เกิดโรคขึ้นมาแล้วจึงเข้าไปรักษา แต่แนวคิด Longevity ได้เปลี่ยนกรอบความคิดนี้สู่การดูแลเชิงรุกอย่างสิ้นเชิง โดยมุ่งเน้นไปที่การตรวจหาความเสี่ยงต่างๆ ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น และปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เหมาะสมก่อนที่โรคจะเกิดขึ้นจริง
แนวทางการดูแลสุขภาพแบบใหม่นี้ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงในทัศนคติของผู้คนอย่างมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ กลุ่มวัยทำงาน และกลุ่มผู้ที่มีกำลังซื้อ ซึ่งเริ่มมองเห็นว่าการดูแลสุขภาพไม่ใช่เพียงแค่ค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่คือการลงทุนระยะยาวที่มีความคุ้มค่าสูงมาก เพราะสามารถป้องกันค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในการรักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
การเปลี่ยนแปลงทัศนคตินี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อแต่ละบุคคลเท่านั้น แต่ยังกระตุ้นให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมและบริการใหม่ๆ ในตลาดสุขภาพอีกด้วย ทำให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจที่เน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา
ทลายมายาคติ Longevity ไม่ใช่เรื่องของคนรวยเท่านั้น
แม้ว่ากระแส Longevity มักจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องเฉพาะของกลุ่มคนที่มีฐานะการเงินดี เนื่องจากภาพลักษณ์ที่ปรากฏในสื่อต่างๆ มักจะเกี่ยวข้องกับคลินิกเฉพาะทางราคาแพง เทคโนโลยีตรวจสุขภาพขั้นสูงที่มีค่าใช้จ่ายสูง หรือการรักษาแบบพิเศษที่ไม่ใช่คนทั่วไปจะเข้าถึงได้ แต่นายแพทย์นิธิวัฒน์ ได้ย้ำเน้นว่า แก่นแท้ที่แท้จริงของ Longevity นั้นอยู่ที่การปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวันให้สมดุลและเหมาะสม
“หัวใจสำคัญของ Longevity ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีหรือการรักษาราคาแพง แต่อยู่ที่การดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ และการจัดการกับความเครียดอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งเหล่านี้คือรากฐานที่สำคัญที่สุด และทุกคนสามารถเข้าถึงได้” นายแพทย์นิธิวัฒน์ กล่าว
การทลายมายาคตินี้เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะทำให้ Longevity กลายเป็นแนวคิดที่ประชาชนทั่วไปสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง โดยไม่จำเป็นต้องมีงบประมาณมหาศาล
เทคโนโลยีใหม่เปลี่ยนเกมการดูแลสุขภาพ
แม้ว่าการใช้ชีวิตประจำวันจะเป็นรากฐานสำคัญ แต่การแพทย์เชิงรุกในปัจจุบันก็ได้ก้าวไปไกลกว่าการตรวจสุขภาพประจำปีแบบเดิมที่เราเคยรู้จัก โดยมีเทคโนโลยีสมัยใหม่หลากหลายรูปแบบที่ช่วยให้แพทย์และผู้ป่วยสามารถเจาะลึกข้อมูลสุขภาพได้มากขึ้นและแม่นยำขึ้น
การตรวจพันธุกรรม (Genetic Test) เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด ซึ่งช่วยในการค้นหาความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงการระบุความต้องการทางโภชนาการเฉพาะบุคคล ทำให้สามารถวางแผนการดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสมและตรงจุดมากขึ้น
การตรวจ Epigenetics เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าสนใจ ซึ่งสามารถชี้ให้เห็น “อายุชีวภาพ” ที่แท้จริงของร่างกาย ซึ่งอาจแตกต่างจากอายุตามปฏิทิน โดยสะท้อนถึงผลสะสมจากการใช้ชีวิตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การนอนหลับ และการจัดการความเครียด
การตรวจ Biomarker ต่างๆ ช่วยในการบ่งชี้ความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังต่างๆ ตั้งแต่ยังไม่มีอาการปรากฏ ทำให้สามารถป้องกันและรักษาได้ตั้งแต่เนื่องๆ
AI Health Analysis เป็นการนำปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพจำนวนมหาศาล เพื่อให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมและเป็นส่วนตัวสำหรับแต่ละบุคคล โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน
เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้การดูแลสุขภาพมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังช่วยให้ผู้คนเข้าใจร่างกายของตนเองได้ดีขึ้น และสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพได้อย่างมีข้อมูลและมีเหตุผล
6 เสาหลักของ Longevity ที่ทุกคนทำได้
นายแพทย์นิธิวัฒน์ เน้นย้ำว่า แม้นวัตกรรมทางการแพทย์จะก้าวหน้าไปมาก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดและเป็นรากฐานของ Longevity ยังคงเป็นการปรับปรุงวิถีชีวิตประจำวัน โดยแพทย์ได้ชี้ให้เห็นถึง “6 เสาหลักของ Longevity” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของ Lifestyle Medicine ที่เชื่อมโยงพฤติกรรมการใช้ชีวิตกับสุขภาพระยะยาวอย่างชัดเจน
1. การรับประทานอาหาร เป็นเสาหลักแรกที่สำคัญที่สุด โดยควรเน้นการรับประทานอาหารที่เป็นธรรมชาติ (Real Food) ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เน้นผักใบเขียว ผลไม้สดหลากสี ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี โปรตีนคุณภาพสูง และไขมันที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปต่างๆ เพราะแม้จะสะดวกและรวดเร็ว แต่อาหารเหล่านี้ก่อให้เกิดการอักเสบภายในร่างกายและเร่งความเสื่อมของระบบต่างๆ ได้
2. การพักผ่อนและการนอนหลับ ถือเป็นช่วงเวลาซ่อมแซมที่สำคัญที่สุดของร่างกาย ควรนอนหลับอย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อคืน และไม่ควรต่ำกว่า 6 ชั่วโมง พร้อมทั้งสร้างวินัยการนอนให้ตรงเวลาและสม่ำเสมอทุกวัน เพื่อให้ระบบชีวิตภาพของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. การออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Aerobic/Cardio) อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ และเสริมด้วยการยกน้ำหนัก (Weight Training) ประมาณ 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก ป้องกันโรคเรื้อรังต่างๆ และรักษาสมดุลของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย
4. การจัดการความเครียด เป็นปัจจัยที่มีผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพ เพราะความเครียดที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมสามารถทำให้สุขภาพเสื่อมได้เร็วขึ้นอย่างมาก ปัจจุบันจึงมีบริการและกิจกรรมเพื่อการคลายเครียดมากมายหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การจัดสัมมนาการดูแลตัวเอง ไปจนถึง Wellness Resort ที่ช่วยให้ผู้คนได้ผ่อนคลายและฟื้นฟู ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการจัดการความเครียดเป็น “ความต้องการจริง” ของสังคมในยุคปัจจุบัน
5. การหลีกเลี่ยงสารพิษต่างๆ โดยลดการสัมผัสกับมลพิษทั้งในอากาศและอาหาร เช่น ฝุ่น PM 2.5 ควันบุหรี่ หรือสารปนเปื้อนต่างๆ ในอาหาร รวมถึงการหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารซ้ำๆ จากแหล่งที่มีความเสี่ยงสูง การลดการรับสารพิษเหล่านี้ช่วยป้องกันโรคและผลเสียระยะยาวต่อสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6. ความสัมพันธ์และเป้าหมายในชีวิต การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นและการมีเป้าหมายที่ชัดเจนในชีวิต ส่งผลโดยตรงต่อสมดุลของสารเคมีในสมองและระบบฮอร์โมน ช่วยสร้างความสุขและคุณภาพชีวิตในระยะยาว งานวิจัยจำนวนมากได้พบว่าคนที่มีเครือข่ายทางสังคมที่แข็งแกร่งและใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย มักจะมีอายุยืนและมีความสุขมากกว่าคนที่อยู่อย่างโดดเดี่ยว
“แม้ว่าเราจะสามารถใช้เทคโนโลยีต่างๆ ช่วยในการตรวจวัดและวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพได้ แต่หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตอย่างจริงจัง ก็ยากที่จะสามารถยืด Health Span ให้ยาวขึ้นได้อย่างแท้จริง” นายแพทย์นิธิวัฒน์ กล่าวย้ำ
โอกาสทองทางธุรกิจจากเทรนด์ Longevity
กระแส Longevity ไม่เพียงแต่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนเท่านั้น แต่ยังสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ อย่างมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจ Wellness Tourism ที่ทั่วโลกกำลังเติบโตด้วยอัตราเฉลี่ยมากกว่า 10% ต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่สูงมากเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆ
นอกจากนี้ยังมีการเติบโตของคลินิกสุขภาพเฉพาะทาง และ Health Tech Startup ต่างๆ ที่นำเทคโนโลยี AI และ Big Data เข้ามาวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพเพื่อเสนอโปรแกรมการดูแลสุขภาพที่เฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละบุคคล ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มและประสิทธิภาพในการดูแลสุขภาพอย่างมาก
การเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภคก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คนรุ่นใหม่เริ่มให้ความสำคัญกับ Longevity ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยมีการเข้ารับคำปรึกษาด้านสุขภาพเชิงลึกมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่คนวัยกลางคนและผู้สูงอายุเองก็เริ่มมองการดูแลสุขภาพเชิงรุกเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพในระยะยาวมากกว่าการมองเป็นค่าใช้จ่าย
กระแสนี้ได้ทำให้ตลาด Health Tech Startup ขยายตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจที่พัฒนาแพลตฟอร์ม AI Health Coach การเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ Big Data ด้านสุขภาพ หรือบริการ Subscription Health Program ที่ช่วยวิเคราะห์และให้คำแนะนำเฉพาะบุคคลอย่างต่อเนื่อง
ธุรกิจเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างรายได้และการจ้างงาน แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง ทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม
ประเทศไทย พร้อมเป็น “ฮับ Longevity” ของภูมิภาค
ท่ามกลางการเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ในปี 2574 ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียง 6 ปีเท่านั้น ประเทศไทยกลับมีศักยภาพที่จะกลายเป็น “ฮับ Longevity” ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างยิ่ง ด้วยความพร้อมในหลายด้านที่มีอยู่แล้ว
ภาคการแพทย์ไทยมีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในระดับสากล มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานสูง อุตสาหกรรมสปาและรีสอร์ตของไทยก็เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก รวมถึงบริการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีคุณภาพและราคาที่เข้าถึงได้
หากประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงจุดแข็งเหล่านี้เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และได้รับการสนับสนุนด้วยมาตรการที่เหมาะสมจากภาครัฐ ก็จะสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมาก
การเป็นฮับ Longevity จะไม่เพียงแต่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แต่ยังจะดึงดูดการลงทุนในด้านวิจัยและพัฒนา การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และการพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
ตลาด Longevity: เศรษฐกิจแห่งอนาคต
ตลาด Longevity ในปัจจุบันจึงไม่ใช่แค่กระแสสุขภาพชั่วคราว แต่เป็น “เศรษฐกิจแห่งอนาคต” ที่สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ มากมาย และยังเป็นการต่อยอด Soft Power ของไทยในเวทีโลกอีกด้วย
การพัฒนาอุตสาหกรรม Longevity จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับศักยภาพของประเทศในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา การศึกษา และการบริการ
มูลค่าของตลาด Longevity ทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต เนื่องจากประชากรโลกมีอายุเฉลี่ยที่สูงขึ้น และมีการตระหนักรู้เกี่ยวกับความสำคัญของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น
สำหรับประเทศไทย การเข้าร่วมในตลาดนี้อย่างจริงจังจะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน
วิสัยทัศน์แห่งอนาคต: “ชีวิตที่ยาวนานและมีคุณภาพ”
นายแพทย์นิธิวัฒน์ สรุปปิดท้ายการสัมภาษณ์ด้วยข้อความที่เต็มไปด้วยความหวังและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่า Longevity ไม่ใช่การหนีความตาย หรือการต่อสู้กับกฎธรรมชาติ แต่คือการทำให้ทุกช่วงเวลาของชีวิตมีคุณภาพที่ดีที่สุด
“เราคงไม่สามารถยืดชีวิตไปถึง 150 ปีในเร็วๆ นี้ได้ และนั่นก็ไม่ใช่เป้าหมายหลักของเรา แต่สิ่งที่เราทำได้แน่ๆ และเป็นสิ่งที่มีความหมายมากกว่า คือการทำให้ชีวิตที่เรามีอยู่ตอนนี้เต็มไปด้วยคุณภาพ ไม่ใช่แค่การอยู่รอดเพื่อมีอายุยืน แต่คือการมีชีวิตที่ดี มีความสุข และมีประโยชน์ จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต”
ข้อความนี้สะท้อนถึงปรัชญาหลักของ Longevity ที่ไม่ใช่การมุ่งเน้นแค่ปริมาณของชีวิต แต่คือการมุ่งเน้นไปที่คุณภาพของชีวิต การมีสุขภาพที่ดี ความสุข และการมีส่วนร่วมในสังคมอย่างมีความหมาย
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อแต่ละบุคคล แต่ยังจะส่งผลต่อครอบครัว ชุมชน และสังคมโดยรวม เมื่อคนมีสุขภาพดีและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็จะสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ
ท้ายที่สุดแล้ว Longevity ไม่ใช่เพียงแค่เทรนด์สุขภาพ แต่เป็นการปฏิวัติวิธีคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิต เป็นการลงทุนในอนาคตที่ดีกว่า และเป็นหนทางสู่การสร้างสังคมที่ทุกคนมีโอกาสใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพจนถึงวันสุดท้าย