“หลวงพ่อเมือง” พระเถระชื่อดังจังหวัดกาฬสินธุ์ ลาสิกขาในวัย 79 ปี หลังถูกร้องเรียนเสพเมถุน 9 ปี

เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568 พระประทิน อัคคธัมโม รักษาการเจ้าอาวาสวัดป่ามัชฌิมาวาส ได้ออกหนังสือราชการแจ้งเจ้าคณะตำบลลำพาน อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ เรื่องการลาสิกขาของพระโพธิญาณมุนี โดยระบุในหนังสือว่า

“ในนามของรักษาการเจ้าอาวาสวัดป่ามัชฌิมาวาส บ้านดองเมือง ตำบลลำพาน อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ขอเรียนให้ทราบว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568 พระโพธิญาณมุนี (หลวงพ่อเมือง พลวฑฺโฒ) ได้ลาสิกขาแล้ว และได้เดินทางออกจากวัดไปแล้ว”

การแจ้งลาสิกขาอย่างเป็นทางการนี้ได้สร้างความตกใจและความเสียใจอย่างมากในหมู่พุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะผู้ที่เคารพนับถือหลวงพ่อเมืองมาเป็นเวลานาน หลายคนแสดงความช็อกและไม่เชื่อในข่าวดังกล่าว

ประวัติและผลงานของหลวงพ่อเมือง

พระโพธิญาณมุนี เกิดเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2489 ปัจจุบันมีอายุ 79 ปี ได้อุปสมบทเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2509 ทำให้นับพรรษาได้ 59 ปี สังกัดธรรมยุติกนิกาย ประจำอยู่ที่วัดป่ามัชฌิมาวาส จังหวัดกาฬสินธุ์

ตลอดระยะเวลาการเป็นพระภิกษุ หลวงพ่อเมืองได้สร้างชื่อเสียงและเป็นที่เคารพนับถือของชาวพุทธไม่เพียงแต่ในจังหวัดกาฬสินธุ์เท่านั้น แต่ยังขยายไปยังจังหวัดใกล้เคียงและภาคอีสานตะวันออกเฉียงเหนือ ท่านเป็นพระเถระที่มีความรู้ทางพระธรรม มีคุณธรรม และได้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาให้กับชาวบ้านมาเป็นเวลายาวนาน

การเลื่อนสมณศักดิ์และตำแหน่ง

ด้วยความดีงามและผลงานในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา หลวงพ่อเมืองได้รับการยกย่องให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในพระสงฆ์ ในปี พ.ศ. 2550 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง พระครูปลัดสุวัฒนเมตตาคุณ ซึ่งเป็นตำแหน่งพระครูปลัดของพระราชาคณะเจ้าคณะรอง

ต่อมาเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ได้รับการยกฐานะเป็น พระราชาคณะชั้นสามัญยก ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สูงส่งและแสดงถึงการยอมรับในความสามารถและคุณธรรมของท่าน การได้รับตำแหน่งดังกล่าวยังช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและการยอมรับจากสาธารณชนมากยิ่งขึ้น

ข้อร้องเรียนที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลา 9 ปี

แม้จะเป็นพระเถระที่ได้รับการเคารพนับถือ แต่หลวงพ่อเมืองก็ต้องเผชิญกับข้อร้องเรียนที่ร้าวแรงมาเป็นเวลานาน โดยมีบุคคลที่เรียกตัวเองว่า “สีกาบี” ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนและฟ้องต่อเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์

ข้อร้องเรียนระบุว่า หลวงพ่อเมืองได้กระทำความผิดวินัยบัญญัติในเรื่องการล่วงละเมิดพระธรรมวินัยที่เรียกว่า “อาบัติปฐมปาราชิก” หรือการเสพเมถุนธรรม ซึ่งเป็นความผิดที่ร้ายแรงที่สุดในพระวินัยและมีโทษถึงขั้นนิคหกรรม หรือการถูกขับออกจากสงฆ์

การร้องเรียนนี้ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 และดำเนินต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 9 ปี ในระหว่างที่เรื่องร้องเรียนอยู่ระหว่างการพิจารณา หลวงพ่อเมืองยังคงปฏิบัติหน้าที่พระภิกษุตามปกติ และยังคงได้รับการเคารพนับถือจากศรัทธาชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง

ผลกระทบต่อชุมชนและสาธารณชน

การลาสิกขาของหลวงพ่อเมืองได้สร้างผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อชุมชนพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ ศิษยานุศิษย์และผู้เคารพนับถือจำนวนมากแสดงความเสียใจและความผิดหวัง บางคนไม่เชื่อในข่าวดังกล่าว ขณะที่บางคนรู้สึกผิดหวังอย่างมากที่พระเถระผู้เคารพนับถือต้องสิ้นสุดอาชีพพระภิกษุในลักษณะดังกล่าว

สื่อสังคมออนไลน์เต็มไปด้วยความเห็นและการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลาย ตั้งแต่การแสดงความเสียใจ การไม่เชื่อ ไปจนถึงการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องระบบการจัดการข้อร้องเรียนในพระสงฆ์ที่ใช้เวลายาวนานถึง 9 ปี

วัดป่ามัชฌิมาวาสและอนาคตของวัด

วัดป่ามัชฌิมาวาส ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านดงเมือง ตำบลลำพาน อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นวัดที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธในพื้นที่มาเป็นเวลานาน ภายใต้การดูแลของหลวงพ่อเมือง วัดแห่งนี้ได้กลายเป็นสถานที่สำคัญทางจิตใจของผู้คนในชุมชน

ปัจจุบันวัดอยู่ภายใต้การดูแลของ พระประทิน อัคคธัมโม ในฐานะรักษาการเจ้าอาวาส ซึ่งจะต้องรับผิดชอบในการบริหารจัดการวัดและดูแลกิจกรรมทางศาสนาต่อไป การสูญเสียหลวงพ่อเมืองซึ่งเป็นจิตใจสำคัญของวัดย่อมส่งผลกระทบต่อบรรยากาศและการดำเนินงานของวัดในระยะต่อไป

บทเรียนและข้อคิดจากเหตุการณ์

เหตุการณ์การลาสิกขาของหลวงพ่อเมืองสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาศีลธรรมและการปฏิบัติตามพระวินัยอย่างเคร่งครัดของพระสงฆ์ ในขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงระบบการจัดการข้อร้องเรียนและการสอบสวนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การที่เรื่องร้องเรียนใช้เวลายาวนานถึง 9 ปีก่อนจะมีการตัดสินใจลาสิกขา ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพของระบบการจัดการข้อร้องเรียนในพระสงฆ์ และความจำเป็นในการปรับปรุงกระบวนการให้รวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น

นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังเป็นการเตือนใจให้พระสงฆ์ทุกรูปใส่ใจในการรักษาศีลธรรมและการปฏิบัติตามพระวินัยอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาความศรัทธาและความเชื่อมั่นของสาธารณชนที่มีต่อพระพุทธศาสนา

การเดินทางต่อไปของอดีตหลวงพ่อเมือง

หลังจากลาสิกขาแล้ว อดีตหลวงพ่อเมืองได้เดินทางออกจากวัดไปแล้ว ตามที่ระบุในหนังสือราชการ ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่หรือแผนการในอนาคตของท่าน ซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวที่ท่านมีสิทธิ์ที่จะเก็บรักษาความเป็นส่วนตัว

สำหรับศิษยานุศิษย์และผู้เคารพนับถือที่รู้สึกผิดหวังหรือเสียใจ หลายคนแสดงความหวังว่าจะได้พบกับท่านอีกครั้งในฐานะคฤหัสถ์ และหวังว่าท่านจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุขต่อไป

ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพระสงฆ์ไทย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่สังคมไทยให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความรับผิดชอบของสถาบันต่างๆ รวมถึงสถาบันพระสงฆ์ การลาสิกขาของพระเถระชื่อดังอย่างหลวงพ่อเมืองอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสาธารณชนที่มีต่อพระสงฆ์ในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนาหลายท่านเห็นว่า เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความยุติธรรมในการจัดการข้อร้องเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับการพัฒนาสถาบันพระสงฆ์ให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

การติดตามเหตุการณ์และการรายงานข่าว

ขณะนี้สื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ยังคงติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของวัดป่ามัชฌิมาวาสและกิจกรรมทางศาสนาที่จะดำเนินต่อไป รวมถึงการแต่งตั้งเจ้าอาวาสคนใหม่ในอนาคต

หลายสื่อมวลชนระบุว่าจะติดตามรายงานข่าวอย่างรอบคอบและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงความรู้สึกของศิษยานุศิษย์และผู้เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนต่อสาธารณชน

เหตุการณ์การลาสิกขาของหลวงพ่อเมือง พลวฑฺโฒ จึงเป็นเหตุการณ์สำคัญที่จะเป็นบทเรียนสำหรับการพัฒนาและปรับปรุงสถาบันพระสงฆ์ไทยในอนาคต และเป็นการเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาศีลธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานขององค์กรทางศาสนา