TikTok Shop ประกาศผลประกอบการครึ่งปีแรกเติบโตแซงหน้าแพลตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลสรายใหญ่ ก้าวขึ้นเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอันดับ 2 ของไทย ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ชี้จุดแข็งของแพลตฟอร์มคือการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME ไทยสามารถขยายธุรกิจผ่านคอนเทนต์วิดีโอสั้น ไลฟ์สด พร้อมระบบหลังบ้านที่เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ขณะเดียวกันก็เข้มงวดในการควบคุมสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค
เติบโตแกร่งแม้เศรษฐกิจชะลอ
นางสาวกรณิการ์ นิวัติศัยวงศ์ Head of FMCG, E-Commerce, TikTok Shop Thailand เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ที่ผ่านมา แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะมีการชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด แต่ TikTok Shop ยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าตัวเลขการเติบโตอาจไม่สูงเท่ากับในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงกว่าคู่แข่งในตลาดอีคอมเมิร์ซ และจากผลประกอบการล่าสุด ทำให้ TikTok Shop สามารถก้าวขึ้นมาเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอันดับ 2 ของประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว
“TikTok Shop คือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซครบวงจรที่มุ่งเน้นการสร้างการเติบโตให้กับแบรนด์และผู้ค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและแบรนด์ของคนไทย ที่สามารถใช้ช่องทาง TikTok Shop เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านรูปแบบวิดีโอสั้นและการไลฟ์สด ซึ่งเราได้เห็นความสำเร็จของผู้ประกอบการจำนวนมากที่สามารถสร้างธุรกิจให้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด แม้ว่าในปีนี้เราอาจจะไม่ได้เติบโตแบบรวดเร็วเหมือนกับในปีก่อนหน้า แต่เรายังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้น และที่สำคัญกว่านั้นคือเรายังสามารถแข่งขันและขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยได้” นางสาวกรณิการ์กล่าว
ฟีเจอร์ครบครันหนุน SME ไทยเติบโต
สำหรับกลยุทธ์ในการทำงานร่วมกับผู้ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ TikTok Shop ยังคงมุ่งเน้นการเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์และร้านค้าที่ใช้แพลตฟอร์ม ผ่านการพัฒนาและเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ ระบบการวิเคราะห์ราคาสินค้าและคู่แข่ง ระบบการจัดการโฆษณาที่มีประสิทธิภาพ และระบบจัดการออเดอร์ที่ครบวงจร เพื่อให้การทำธุรกรรมและการขายสินค้าบนแพลตฟอร์มเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด
นางสาวกรณิการ์เผยว่า ปัจจุบันในกลุ่มผู้ขายที่ติดอันดับ 50 อันดับแรกของ TikTok Shop มีแบรนด์ไทยจำนวนมากที่สามารถทำยอดขายเติบโตแบบก้าวกระโดด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ แบรนด์เครื่องสำอางของคนไทยที่เปิดตัวสินค้าใหม่เพียงไม่กี่วัน ก็สามารถทำยอดขายจนสินค้าหมดสต๊อกอย่างรวดเร็ว จนต้องรีบผลิตสินค้าเพิ่มเติมเพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“เรามีกรณีศึกษาที่น่าสนใจของผู้ขายหลายรายบน TikTok Shop ที่เริ่มต้นธุรกิจจากจุดเล็กๆ แต่สามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด บางรายยังคงทำธุรกิจในห้องแถวธรรมดา แต่สามารถสร้างรายได้ระดับสิบแปดหลักต่อปี และมีบางรายถึงขั้นประสบความสำเร็จจนสามารถลงทุนสร้างตึกสำนักงานใหม่ด้วยเงินสด ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ผู้ประกอบการเหล่านี้ลองหันมาขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ สิ่งที่ทำให้ TikTok Shop แตกต่างคือความง่ายในการเริ่มต้นธุรกิจ การมีระบบหลังบ้านที่ช่วยจัดการออเดอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และฟีเจอร์การไลฟ์สดที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ ซึ่งทำให้ผู้ค้าหลายรายตัดสินใจย้ายจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นมาสู่ TikTok” นางสาวกรณิการ์อธิบาย
แผนลงทุนระยะยาว เน้นพัฒนาฟีเจอร์หลังบ้าน
นางสาวกรณิการ์กล่าวต่อไปว่า TikTok Shop ยังเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในช่วงของการลงทุนอย่างเต็มที่ของบริษัท TikTok ซึ่งในขณะนี้ทางบริษัทยังไม่ได้กำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนในการคุ้มทุน หรือการทำกำไรจากแพลตฟอร์ม โดยที่ผ่านมาบริษัทได้ทุ่มงบประมาณจำนวนมากในการลงทุนพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับบริการอีคอมเมิร์ซ รวมถึงแคมเปญการตลาดเพื่อส่งเสริมการขายของร้านค้าอย่างต่อเนื่อง
“ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 นี้ เรามีแผนการลงทุนในการพัฒนาฟีเจอร์หลังบ้านอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของระบบ Analytics ที่ช่วยวิเคราะห์ราคาสินค้าและข้อมูลคู่แข่ง ระบบโฆษณาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เครื่องมือที่ช่วยในการจัดการออเดอร์ให้มีความคล่องตัว รวมไปถึงการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่มีการกำหนดเวลาและมาตรฐานในการจัดส่งสินค้าอย่างชัดเจน เช่น การกำหนดให้ผู้ขายต้องจัดส่งสินค้าภายในระยะเวลาที่กำหนด หากเกินกำหนดจะมีผลต่อคะแนนของร้านค้า ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ซื้อมีความมั่นใจในบริการและคุณภาพของการส่งมอบสินค้ามากยิ่งขึ้น” นางสาวกรณิการ์อธิบายถึงแผนการลงทุนในอนาคต
เข้มงวดมาตรฐานสินค้า ยกระดับความน่าเชื่อถือ
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ TikTok Shop ให้ความสำคัญอย่างมากคือการปรับตัวตามข้อกำหนดของภาครัฐ โดยเฉพาะในเรื่องของการป้องกันการขายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานทั้งจากผู้ผลิตในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งทาง TikTok Shop ได้มีการบังคับใช้มาตรการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น พาวเวอร์แบงก์ ที่ต้องมีมาตรฐาน มอก. และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและเครื่องสำอางที่ต้องมีมาตรฐาน อย.
ทั้งนี้ ผู้ขายสินค้าบนแพลตฟอร์ม TikTok Shop จะต้องทำการอัปโหลดเอกสารที่แสดงถึงมาตรฐานของสินค้าให้ชัดเจนก่อนที่จะสามารถลงขายสินค้าได้ นอกจากนี้ TikTok Shop ยังมีระบบรับเรื่องร้องเรียน มีทีมงานที่คอยตรวจสอบความถูกต้อง และยังมีการนำระบบ AI มาใช้ในการตรวจสอบสินค้าอีกด้วย หากพบว่าผู้ค้าหรือร้านค้าไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้ จะมีบทลงโทษตั้งแต่การตัดคะแนนของร้านค้า ไปจนถึงการปิดร้านค้าในกรณีที่มีการกระทำผิดซ้ำหรือเป็นความผิดร้ายแรง
“เรามองว่าการปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อกำหนดของภาครัฐไม่ใช่อุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ แต่เป็นโอกาสในการยกระดับมาตรฐานของสินค้าและบริการบนแพลตฟอร์มของเรา เนื่องจาก TikTok Shop เติบโตมาพร้อมกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่านี้ตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ได้มีการผ่อนปรนมาก่อน ทำให้ร้านค้าที่เข้ามาใหม่ทุกรายต้องปฏิบัติตามมาตรฐานตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐานสินค้าในแพลตฟอร์มโดยรวม และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค” นางสาวกรณิการ์กล่าว
ความสำเร็จของผู้ประกอบการไทยบน TikTok Shop
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการไทยจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จในการขยายธุรกิจผ่านแพลตฟอร์ม TikTok Shop โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ประกอบการ SME ที่สามารถใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์ต่างๆ บนแพลตฟอร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คุณภัทรวดี เจ้าของแบรนด์เครื่องสำอางขนาดเล็กจากจังหวัดเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงบนแพลตฟอร์ม TikTok Shop เธอเล่าว่า ก่อนหน้าที่จะมาขายสินค้าบน TikTok Shop เธอเคยทดลองขายสินค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอื่นๆ แต่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เนื่องจากมีข้อจำกัดในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ
“สิ่งที่ทำให้ TikTok Shop แตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่นคือ การที่เราสามารถสร้างคอนเทนต์วิดีโอสั้นๆ เพื่อนำเสนอสินค้าของเราได้อย่างน่าสนใจ และระบบแนะนำคอนเทนต์ของ TikTok ช่วยให้วิดีโอของเราสามารถเข้าถึงกลุ่มคนที่มีความสนใจในผลิตภัณฑ์ของเราได้โดยตรง แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยรู้จักแบรนด์ของเรามาก่อนก็ตาม นอกจากนี้ ฟีเจอร์การไลฟ์สดยังช่วยให้เราสามารถพูดคุยกับลูกค้าได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในแบรนด์ของเราได้เป็นอย่างดี” คุณภัทรวดีกล่าว
เธอเผยว่า หลังจากเริ่มขายสินค้าบน TikTok Shop ได้เพียง 3 เดือน ยอดขายของเธอเพิ่มขึ้นกว่า 300% เมื่อเทียบกับช่องทางการขายเดิม และในปัจจุบัน เธอสามารถขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพิ่มเติม รวมถึงจ้างพนักงานเพิ่มอีกหลายคนเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ
อีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือ คุณสมชาย เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นสไตล์สตรีทแวร์ ที่เริ่มต้นขายสินค้าบน TikTok Shop ในช่วงปลายปี 2566 จากเดิมที่มียอดขายเฉลี่ยเพียงวันละไม่กี่ชิ้น ปัจจุบันเขาสามารถทำยอดขายได้มากกว่า 1,000 ชิ้นต่อวัน และมีลูกค้าประจำมากกว่า 50,000 คน
“จุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจผมคือการที่ได้เข้าร่วมโปรแกรมฝึกอบรมผู้ค้าของ TikTok Shop ที่ช่วยให้ผมเข้าใจวิธีการสร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจและตรงใจกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อปรับปรุงกลยุทธ์การขาย หลังจากนั้น ผมเริ่มสร้างวิดีโอที่นำเสนอสินค้าในรูปแบบที่สนุกและมีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากจากผู้ใช้งาน TikTok นอกจากนี้ ระบบหลังบ้านของ TikTok Shop ยังช่วยให้ผมสามารถจัดการออเดอร์จำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ธุรกิจสามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องกังวลเรื่องระบบการจัดการ” คุณสมชายเล่าถึงประสบการณ์ของเขา
กลยุทธ์การแข่งขันในตลาดอีคอมเมิร์ซไทย
การเติบโตอย่างรวดเร็วของ TikTok Shop ในตลาดอีคอมเมิร์ซไทย ส่วนหนึ่งมาจากกลยุทธ์ที่แตกต่างจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซดั้งเดิม โดยเฉพาะการผสมผสานระหว่างแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและอีคอมเมิร์ซเข้าด้วยกัน ทำให้ผู้บริโภคสามารถเพลิดเพลินกับการชมคอนเทนต์ที่น่าสนใจ พร้อมกับสามารถซื้อสินค้าได้ในทันทีโดยไม่ต้องออกจากแพลตฟอร์ม
นางสาวกรณิการ์กล่าวว่า TikTok Shop มีความได้เปรียบในแง่ของการสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สนุกสนานและมีความบันเทิง (Shoppertainment) ซึ่งตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความสะดวกสบายและความบันเทิงในเวลาเดียวกัน
“เราไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นเพียงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซทั่วไป แต่เราต้องการสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งรูปแบบใหม่ที่ผสมผสานระหว่างความบันเทิงและการซื้อขายสินค้า ซึ่งเป็นจุดแข็งที่แพลตฟอร์มอื่นๆ ยากที่จะลอกเลียนแบบได้ นอกจากนี้ เรายังมุ่งเน้นการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทยให้สามารถเข้าถึงตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการฝึกอบรม การให้คำแนะนำ และการพัฒนาเครื่องมือต่างๆ ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นางสาวกรณิการ์อธิบาย
ในส่วนของแผนการพัฒนาในอนาคต TikTok Shop ยังคงมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) ที่ครบวงจรสำหรับผู้ค้าและผู้บริโภค โดยการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างพันธมิตรกับธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์ม
แนวโน้มตลาดอีคอมเมิร์ซไทยและโอกาสในอนาคต
จากรายงานล่าสุดของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) พบว่าตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 4.2 ล้านล้านบาทในปี 2567 และคาดการณ์ว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 8-10 ในปี 2568 แม้ว่าเศรษฐกิจโดยรวมจะมีการชะลอตัว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่สูงของตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย
นางสาวกรณิการ์มองว่า แนวโน้มสำคัญของตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในอนาคตจะเป็นเรื่องของการผสมผสานระหว่างโซเชียลมีเดียและอีคอมเมิร์ซเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Social Commerce) การใช้เทคโนโลยี AI เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การช้อปปิ้ง และการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม
“เราเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ พฤติกรรมการช้อปปิ้งออนไลน์ของผู้บริโภคจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยผู้บริโภคจะไม่ได้แยกระหว่างการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อความบันเทิงกับการช้อปปิ้งออนไลน์อีกต่อไป แต่จะเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัว ซึ่ง TikTok Shop มีความพร้อมอย่างมากในการรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ เนื่องจากเราได้วางรากฐานสำหรับการเป็นแพลตฟอร์มที่ผสมผสานทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันมาตั้งแต่ต้น” นางสาวกรณิการ์กล่าว
ความท้าทายและโอกาสในการขยายตลาด
แม้ว่า TikTok Shop จะประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดอีคอมเมิร์ซไทย แต่ก็ยังมีความท้าทายหลายประการที่ต้องเผชิญ โดยเฉพาะในเรื่องของการแข่งขันที่รุนแรงจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ที่มีอยู่เดิมในตลาด และการปรับตัวให้เข้ากับกฎระเบียบและข้อบังคับต่างๆ ของภาครัฐที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
นางสาวกรณิการ์มองว่า ความท้าทายเหล่านี้คือโอกาสในการพัฒนาและปรับปรุงแพลตฟอร์มให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งผ่านการนำเสนอประสบการณ์การช้อปปิ้งที่มีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
“เรามองว่าตลาดอีคอมเมิร์ซไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่อยู่นอกเมืองใหญ่ ซึ่งปัจจุบันยังมีการใช้บริการอีคอมเมิร์ซน้อยกว่าผู้บริโภคในเมืองใหญ่ค่อนข้างมาก ดังนั้น หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของเราในอนาคตคือการขยายฐานผู้ใช้งานไปยังกลุ่มผู้บริโภคในต่างจังหวัด ผ่านการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในการช้อปปิ้งออนไลน์ รวมถึงการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้สามารถจัดส่งสินค้าไปยังพื้นที่ห่างไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นางสาวกรณิการ์กล่าว
แผนการพัฒนาในครึ่งปีหลัง
นางสาวกรณิการ์เผยว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 TikTok Shop ยังคงเดินหน้าขยายฐานผู้ขายและให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทยให้เป็นกำลังหลักของแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง โดยมีความเชื่อมั่นว่าจุดแข็งด้านคอนเทนต์ การทำตลาดผ่านวิดีโอสั้น และระบบหลังบ้านที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จะทำให้แพลตฟอร์มสามารถสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง และมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยในอนาคตอันใกล้
“เราจะยังคงมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่มีความแตกต่างและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผ่านการผสมผสานระหว่างคอนเทนต์ที่สนุกสนานและการซื้อขายสินค้าที่สะดวกสบาย รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือและฟีเจอร์ต่างๆ ที่ช่วยให้ผู้ค้าสามารถบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ เรายังมีแผนในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายขนาดใหญ่ในช่วงเทศกาลสำคัญต่างๆ เพื่อกระตุ้นยอดขายให้กับผู้ค้าบนแพลตฟอร์มของเรา” นางสาวกรณิการ์กล่าวทิ้งท้าย
TikTok Shop ยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นมากกว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซทั่วไป แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะ SME สามารถเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และเติบโตได้อย่างยั่งยืน แม้ในสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัทที่ต้องการสร้างแพลตฟอร์มที่เอื้อประโยชน์ให้กับทุกฝ่าย ทั้งผู้ค้า ผู้บริโภค และระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ