วันที่ 24 สิงหาคม 2568 – กรณีที่ทำให้สาธารณชนและเครือญาติเกิดข้อสงสัยเมื่อพบว่าชื่อ-นามสกุลของพระอลงกต ตรงกับนายอลงกต พลมุข อดีตข้าราชการกรมชลประทานที่เสียชีวิตไปแล้ว 2 ปี รวมถึงชื่อบิดาที่เหมือนกัน ทำให้เกิดความสับสนในหมู่ประชาชนและญาติพี่น้อง ล่าสุดครอบครัวของนายอลงกต พลมุขที่แท้จริงได้ออกมายืนยันชัดเจนว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับพระอลงกต พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานราชการตรวจสอบข้อมูลเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ข้อมูลพื้นฐานที่ทำให้เกิดความสงสัย
จากการตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎร์พบว่า นายอลงกต พลมุข เป็นข้าราชการกรมชลประทาน มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวดพระนครศรีอยุธยา เสียชีวิตไปเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว สิ่งที่ทำให้เกิดความสับสนคือชื่อและนามสกุลของท่านตรงกับพระอลงกต ที่มีชื่อเสียงในการรักษาผู้ป่วยโรคต่างๆ ที่วัดพระบาทน้ำพุ นอกจากนี้ชื่อบิดาของทั้งสองคนยังตรงกันคือ นายเสริมวิทย์ พลมุข ซึ่งเป็นชาวจังหวัดขอนแก่น
ความเหมือนกันในรายละเอียดดังกล่าวทำให้ประชาชนและแม้กระทั่งเครือญาติของครอบครัวพลมุขเกิดข้อสงสัยว่าอาจมีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปิดบัญชีบริจาคในนามของพระอลงกต ซึ่งชื่อตรงกับบุคคลที่เสียชีวิตไปแล้ว
คำยืนยันจากครอบครัวตัวจริง
เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังพื้นที่ตำบลกู่ทอง อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงจาก นายเสริมวิทย์ พลมุข อายุ 85 ปี ซึ่งเป็นบิดาของนายอลงกต พลมุข ที่เสียชีวิตไปแล้ว
คำแถลงของนายเสริมวิทย์ พลมุข
นายเสริมวิทย์ได้ให้ข้อมูลว่าท่านมีบุตรชายทั้งหมด 3 คน โดยบุตรชายคนโต คือ นายอลงกต พลมุข ได้เสียชีวิตไปแล้วประมาณ 2 ปี บุตรชายคนกลางยังมีชีวิตอยู่ ส่วนบุตรชายคนเล็กก็ได้เสียชีวิตไปแล้วเช่นกัน
ท่านได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า “พระอลงกตไม่ใช่ญาติของเรา ไม่ใช่ลูกของเรา และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับครอบครัวของเราเลย” อย่างไรก็ตาม นายเสริมวิทย์ระบุว่าท่านทราบมาก่อนหน้านี้แล้วว่าพระอลงกตมีชื่อและนามสกุลตรงกับบุตรชายคนโตของท่าน
คำให้การจากผู้นำท้องถิ่น
ดร.ดาหวัน ทะสา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกู่ทอง ซึ่งเป็นหลานสาวของนายเสริมวิทย์ และเป็นลูกพี่ลูกน้องกับนายอลงกตที่เสียชีวิตไป ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ท่านมีความสัมพันธ์เป็นญาติกับนายอลงกต พลมุข โดยบิดาของนายอลงกตเป็นน้องชายของมารดาของท่าน
ความสัมพันธ์ครอบครัวและการดูแล
ดร.ดาหวันอธิบายว่า ขณะนี้พี่น้องของนายเสริมวิทย์เสียชีวิตไปหมดแล้ว เหลือเพียงท่านคนเดียว จึงได้มาอาศัยอยู่กับตนที่จังหวัดมหาสารคามเป็นเวลาประมาณ 4-5 เดือน สำหรับการรู้จักกับพระอลงกต ท่านระบุว่ารู้จักในฐานะที่เป็นพระอาจารย์ที่วัดพระบาทน้ำพุ เนื่องจากเคยพาผู้ป่วยโรคเอดส์ในหมู่บ้านไปรับการรักษาที่วัดดังกล่าว
ประวัติของนายอลงกต พลมุข ตัวจริง
จากข้อมูลที่ครอบครัวให้การ นายอลงกต พลมุข ตัวจริงเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2505 และเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2566 ท่านเป็นบุตรชายคนโตในจำนวน 3 คน ของนายเสริมวิทย์ พลมุข
การศึกษาและอาชีพการงาน
บุตรชายทั้ง 3 คนของนายเสริมวิทย์ได้มาศึกษาต่อที่จังหวัดขอนแก่น หลังจากจบการศึกษา นายอลงกตได้สอบบรรจุเข้าทำงานราชการและได้รับการแต่งตั้งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ที่จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มารดาของท่านแยกทางจากบิดาไปตั้งรกรากอยู่
แม้ว่าบิดาและมารดาจะแยกทางกัน แต่นายเสริมวิทย์ยังคงดูแลส่งเสียและติดต่อกับบุตรชายอย่างต่อเนื่อง เมื่อนายอลงกตเสียชีวิต บิดาก็ได้เดินทางไปร่วมงานศพด้วยตนเอง
การค้นพบความเชื่อมโยงทางญาติ
ก่อนที่ข่าวนี้จะออกมา อาจารย์เฉลิมพล พลมุข ซึ่งเป็นญาติกับครอบครัวและเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ได้พบนักศึกษาคนหนึ่งที่มีนามสกุลพลมุขเช่นเดียวกัน จึงได้สอบถามรายละเอียดจากเครือญาติ
การตรวจสอบข้อมูล
จากการสอบถามปรากฏว่านักศึกษาคนดังกล่าวเป็นบุตรชายของนายอลงกต พลมุข ทำให้ทราบว่าเป็นญาติกัน การค้นพบนี้ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความคล้ายคลึงกันของข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างบุคคลที่เสียชีวิตแล้วกับพระอลงกต
ข้อกังวลเรื่องการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล
ครอบครัวพลมุขได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับความเหมือนกันของข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิด และแม้กระทั่งเลขบัตรประจำตัวประชาชนที่อาจตรงกันหรือคล้ายกันเกินไป
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
ครอบครัวระบุว่าหากมีเรื่องเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน การเปิดบัญชีบริจาค หรือการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในการดำเนินการต่างๆ อาจทำให้เกิดปัญหาและความเข้าใจผิดได้ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการใช้ข้อมูลของบุคคลที่เสียชีวิตแล้วในการดำเนินการต่างๆ
การเรียกร้องให้หน่วยงานตรวจสอบ
อาจารย์เฉลิมพล พลมุข ในฐานะตัวแทนครอบครัว ได้เรียกร้องให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบว่าข้อมูลส่วนบุคคลต่างๆ ตรงกันหรือคล้ายกันมากเกินไปหรือไม่
วัตถุประสงค์ของการตรวจสอบ
การเรียกร้องให้ตรวจสอบนี้มิได้มีเจตนาสร้างความเสียหายหรือให้ร้ายต่อพระอลงกต ซึ่งเป็นบุคคลที่ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมมาอย่างยาวนาน แต่เป็นการต้องการให้เรื่องนี้มีความชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย และเพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในอนาคต
ความหมายและผลกระทบต่อสังคม
กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลและการป้องกันการนำข้อมูลของบุคคลที่เสียชีวิตแล้วไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลสามารถถูกนำไปใช้ได้อย่างง่ายดาย
ความจำเป็นในการปรับปรุงระบบ
เหตุการณ์นี้อาจเป็นสัญญาณเตือนให้หน่วยงานราชการและสถาบันการเงินต่างๆ ปรับปรุงระบบการตรวจสอบข้อมูลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อป้องกันการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เสียชีวิตในการดำเนินการต่างๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต
การดำเนินการต่อไป
ครอบครัวพลมุขได้ระบุว่าจะติดตามผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด และหวังว่าจะได้รับการตอบสนองอย่างรวดเร็วและโปร่งใส เพื่อให้เรื่องนี้มีข้อยุติที่ชัดเจน
ข้อเรียกร้องเพิ่มเติม
นอกจากการตรวจสอบข้อมูลแล้ว ครอบครัวยังได้เรียกร้องให้มีการทบทวนกระบวนการเปิดบัญชีและการทำธุรกรรมทางการเงินเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นอีกในอนาคต
บทสรุป
กรณีที่ครอบครัวพลมุขยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระอลงกต แม้จะมีชื่อ-นามสกุลและข้อมูลส่วนบุคคลบางส่วนที่คล้ายกัน เป็นเรื่องที่ต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดจากทุกฝ่าย การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดและโปร่งใสจะช่วยให้เกิดความชัดเจนและป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น
ความสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่การโจมตีหรือใส่ร้ายบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นการเรียกร้องให้มีระบบการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพเพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนและป้องกันการนำข้อมูលส่วนบุคคลไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม การดำเนินการในลักษณะนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในระบบและปกป้องผลประโยชน์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
สำหรับพระอลงกต ท่านยังคงเป็นบุคคลที่ได้รับการเคารพจากสาธารณชนในการทำคุณประโยชน์ต่อสังคม และเรื่องนี้ไม่ควรส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของท่าน หากการตรวจสอบสามารถทำให้เกิดความชัดเจนและโปร่งใสได้