ผลโพลเผยชาวอเมริกันกังวลหนัก AI แย่งงานถาวร-หวั่นถูกใช้บิดเบือนการเมือง คัดค้านการใช้ในภารกิจทหาร

การสำรวจความคิดเห็นล่าสุดจาก Reuters/Ipsos เปิดเผยความกังวลอย่างลึกซึ้งของประชาชนชาวอเมริกันต่อการพัฒนาเทคโนโลジีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผลกระทบต่อตลาดแรงงาน ความมั่นคงทางการเมือง และการนำไปใช้ในภาคส่วนที่มีความอ่อนไหว ผลการสำรวจชี้ให้เห็นถึงความท้าทายใหม่ที่สังคมอเมริกันต้องเผชิญในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง

ความหวาดกลัวการตกงานถาวรครองใจชาวอเมริกัน

ผลการสำรวจความคิดเห็นที่ดำเนินการโดย Reuters และ Ipsos เผยให้เห็นภาพที่น่าสนใจของทัศนคติชาวอเมริกันต่อ AI โดย 71% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าพวกเขากังวลเป็นอย่างมากต่อความเป็นไปได้ที่เทคโนโลยี AI จะทำให้คนจำนวนมากต้องสูญเสียงานอย่างถาวร

ความกังวลนี้เกิดขึ้นมาไม่ใช่โดยไม่มีมูลเหตุ เนื่องจาก AI ได้เริ่มแทรกซึมเข้าไปในทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่การบริการลูกค้า การเขียนบทความ การออกแบบ ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูล ในหลายบริษัท AI ได้เริ่มทำหน้าที่ที่เคยต้องอาศัยคนทำ ทำให้เกิดข้อกังวลว่าในอนาคตอันใกล้ คนงานจำนวนมากอาจจะถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรที่ทำงานได้เร็วกว่า ถูกกว่า และไม่ต้องพักผ่อน

แม้ว่าสถิติการจ้างงานปัจจุบันของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยอัตราการว่างงานในเดือนกรกฎาคม 2025 อยู่ที่เพียง 4.2% แต่ความกังวลเรื่องผลกระทบในระยะยาวกลับทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจเป็นการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมครั้งใหม่ที่จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการจ้างงานของโลกไปตลอดกาล

ปรากฏการณ์ ChatGPT และการแข่งขันของยักษ์ใหญ่เทค

จุดเปลี่ยนสำคัญของ AI เริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายปี 2022 หลังจากการเปิดตัวของ ChatGPT โดย OpenAI ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในโลกเทคโนโลยี แอปพลิเคชันนี้กลายเป็นแอปที่มีผู้ใช้เพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยสามารถเข้าถึงผู้ใช้หนึ่งล้านคนภายในเวลาเพียง 5 วัน และ 100 ล้านผู้ใช้ภายใน 2 เดือน

ความสำเร็จของ ChatGPT กระตุ้นให้บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเข้าร่วมการแข่งขัน เมตา (Meta) ได้เปิดตัว Llama ซึ่งเป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของตนเอง กูเกิล (Google) ตอบโต้ด้วย Bard ที่ต่อมาได้รับการพัฒนาเป็น Gemini และไมโครซอฟท์ (Microsoft) ได้นำเทคโนโลยีจาก OpenAI มาผสานเข้ากับผลิตภัณฑ์ของตน รวมถึง Bing และ Office Suite

การแข่งขันที่รุนแรงนี้ทำให้ AI พัฒนาไปอย่างรวดเร็วและแพร่กระจายเข้าไปในทุกส่วนของสังคม ตั้งแต่การศึกษา การดูแลสุขภาพ การเงิน ไปจนถึงความบันเทิง ในเวลาเพียงไม่กี่ปี AI ได้เปลี่ยนจากเทคโนโลยีที่อยู่ในห้องทดลองมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนนับล้าน

ความกังวลต่อการใช้ AI บิดเบือนข้อมูลทางการเมือง

นอกเหนือจากประเด็นการจ้างงานแล้ว ผลการสำรวจยังเผยให้เห็นความกังวลที่สูงมากต่ออีกประเด็นหนึ่ง นั่นคือการใช้ AI ในการสร้างข้อมูลเท็จหรือบิดเบือนข้อมูลทางการเมือง โดย 77% ของชาวอเมริกันแสดงความกังวลว่าเทคโนโลยีนี้อาจถูกใช้เพื่อสร้างวิดีโอปลอม (Deepfake) หรือข้อมูลเท็จที่สมจริงจนสามารถทำให้ประชาชนเข้าใจผิดได้

ความกังวลนี้ไม่ใช่เรื่องสมมติ เนื่องจากได้เกิดเหตุการณ์จริงที่แสดงให้เห็นถึงอันตรายของการใช้ AI ในทางที่ผิด เมื่อเดือนที่แล้ว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์วิดีโอที่สร้างขึ้นจาก AI บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเขา ซึ่งแสดงภาพอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ ทั้งที่เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นจริง

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายใหม่ที่สังคมต้องเผชิญ เมื่อเทคโนโลยีสามารถสร้างเนื้อหาที่ดูสมจริงจนแยกแยะไม่ออกจากความเป็นจริง การใช้ AI ในการสร้าง Deepfake ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อบุคคลที่เป็นเป้าหมาย แต่ยังทำลายความไว้วางใจของประชาชนต่อข้อมูลข่าวสารและสื่อทั้งหมด

นักวิชาการด้านการสื่อสารและการเมืองหลายคนเตือนว่า หากไม่มีการควบคุมหรือกฎระเบียบที่เหมาะสม AI อาจกลายเป็นอาวุธที่ทรงพลังในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง หรือแม้กระทั่งบ่อนทำลายความมั่นคงของประชาธิปไตยโดยรวม

การคัดค้านการใช้ AI ในภารกิจทางทหาร

ด้านการทหาร ชาวอเมริกันส่วนใหญ่แสดงความไม่ไว้วางใจต่อการใช้ AI ในภารกิจที่อาจเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่า 48% ของผู้ตอบแบบสอบถามคัดค้านอย่างหนักแน่นต่อการที่รัฐบาลจะใช้ AI ในการกำหนดเป้าหมายสำหรับการโจมตีทางทหาร มีเพียง 24% เท่านั้นที่ให้การสนับสนุน ขณะที่อีก 28% ยังคงไม่แน่ใจในจุดยืนของตนเอง

ความไม่ไว้วางใจนี้สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเชิงจริยธรรมที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการใช้เครื่องจักรในการตัดสินใจเรื่องชีวิตและความตาย ผู้คนจำนวนมากเชื่อว่าการตัดสินใจที่มีความสำคัญถึงขนาดนี้ควรจะยังคงอยู่ในมือของมนุษย์ ไม่ใช่ให้เครื่องจักรหรืออัลกอริทึมเป็นผู้ตัดสิน

ความกังวลนี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อมีรายงานเกี่ยวกับการพัฒนาระบบอาวุธอัตโนมัติ (Lethal Autonomous Weapons Systems – LAWS) ที่สามารถระบุ ติดตาม และโจมตีเป้าหมายโดยไม่ต้องมีการควบคุมจากมนุษย์ นักวิชาการด้านจริยธรรม นักกฎหมายระหว่างประเทศ และนักสิทธิมนุษยชนหลายคนได้เรียกร้องให้มีการห้ามการพัฒนาและใช้งานอาวุธประเภทนี้

แม้กระทั่งในกองทัพเองก็มีความเห็นที่แตกต่างกัน นายทหารบางคนเห็นว่า AI สามารถช่วยลดการสูญเสียชีวิตของทหารและเพิ่มความแม่นยำในการโจมตี ขณะที่นายทหารคนอื่นๆ กังวลว่าการพึ่งพา AI มากเกินไปอาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดที่ร้ายแรงหรือการโจมตีเป้าหมายที่ผิด

ประเด็นพลังงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ความกังวลอีกประการหนึ่งที่เกิดขึ้นคือการใช้พลังงานของ AI ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่า 61% ของชาวอเมริกันแสดงความกังวลต่อปริมาณไฟฟ้าจำนวนมหาศาลที่ต้องใช้เพื่อขับเคลื่อนระบบ AI ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

การฝึกอบรมโมเดล AI ขนาดใหญ่และการใช้งานจริงต้องใช้พลังงานในปริมาณมาก ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ใช้สำหรับ AI บางแห่งใช้ไฟฟ้ามากเท่ากับเมืองขนาดกลาง การเติบโตของอุตสาหกรรม AI ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาไฟฟ้าและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ได้เริ่มหาวิธีการจัดการ ล่าสุด กูเกิลประกาศว่าได้ทำข้อตกลงกับผู้ให้บริการไฟฟ้า 2 รายในสหรัฐฯ เพื่อปรับการใช้พลังงานของศูนย์ข้อมูล AI ในช่วงเวลาที่ความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (Peak Hours) เมื่อความต้องการไฟฟ้าของระบบเกินกำลังการผลิต

นอกจากนี้ หลายบริษัทยังได้ลงทุนในพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และมีการพัฒนาชิปประมวลผลที่ประหยัดพลังงานมากขึ้นเพื่อทำให้ AI มีประสิทธิภาพมากขึ้นในขณะที่ใช้พลังงานน้อยลง

การลงทุนและการขยายตัวของอุตสาหกรรม AI

แม้จะมีความกังวลมากมาย แต่การลงทุนใน AI ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งในและต่างประเทศกำลังเทเงินลงทุนจำนวนมหาศาลเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI

ฟ็อกซ์คอน (Foxconn) ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของโลก ร่วมกับซอฟต์แบงก์ (SoftBank) กองทุนลงทุนขนาดใหญ่จากญี่ปุ่น ได้ประกาศแผนการสร้างโรงงานผลิตอุปกรณ์สำหรับศูนย์ข้อมูล AI ในรัฐโอไฮโอ โครงการนี้คาดว่าจะสร้างงานหลายพันตำแหน่งและเป็นการลงทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

การลงทุนขนาดใหญ่เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีความกังวลต่างๆ แต่ภาคธุรกิจยังคงเชื่อในศักยภาพของ AI และเห็นว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นกุญแจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต

ด้านมืดของ AI: กรณีที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์

อย่างไรก็ตาม การพัฒนา AI ไม่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นเสมอไป มีหลายกรณีที่ทำให้ AI ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ซึ่งส่งผลให้ความกังวลของประชาชนเพิ่มมากขึ้น

หนึ่งในประเด็นที่ทำให้เกิดการถกเถียงอย่างมากคือการพัฒนาบอท AI ที่ออกแบบมาเพื่อสนทนาเชิงโรแมนติก บางแพลตฟอร์มได้เปิดให้บริการแชทบอทที่สามารถสร้างความสัมพันธ์เสมือนจริงกับผู้ใช้ ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อพบว่าเด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้ ทำให้เกิดความกังวลเรื่องการล่อลวงและผลกระทบทางจิตใจ

นอกจากนี้ ยังมีรายงานเกี่ยวกับการที่ AI สร้างข้อมูลทางการแพทย์ที่ผิดพลาด บางระบบ AI ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ที่อาจเป็นอันตราย หรือวินิจฉัยโรคผิดพลาด ซึ่งอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพของผู้ป่วย

ประเด็นที่น่าเป็นห่วงอีกประการหนึ่งคือการที่ AI ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ความเกลียดชังและการเลือกปฏิบัติ มีรายงานว่า AI บางระบบได้ช่วยให้กลุ่มคนบางกลุ่มสามารถสร้างและเผยแพร่เนื้อหาที่มีถ้อยคำเหยียดเชื้อชาติ ดูหมิ่นเพศ หรือกีดกันกลุ่มชนต่างๆ

ความท้าทายในการควบคุมและกำกับดูแล

ความกังวลทั้งหลายที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการมีระบบควบคุมและกำกับดูแล AI อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การสร้างกฎระเบียบสำหรับเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก

หน่วยงานกำกับดูแลต้องเผชิญกับปัญหาว่าจะควบคุม AI ได้อย่างไรโดยไม่ขัดขวางการพัฒนานวัตกรรม ขณะเดียวกันก็ต้องปกป้องประชาชนจากผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้น การสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการปกป้องสังคมเป็นหนึ่งในความท้าทายที่สำคัญที่สุดของยุคนี้

รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เริ่มดำเนินการในการศึกษาและพัฒนากรอบการทำงานสำหรับ AI โดยได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการและหน่วยงานต่างๆ เพื่อศึกษาผลกระทบและหาแนวทางในการควบคุม อย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้ต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากหลายฝ่าย

มุมมองต่ออนาคตของ AI ในสังคมอเมริกัน

ผลการสำรวจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างสังคมอเมริกันกับเทคโนโลยี AI ในขณะที่หลายคนเห็นประโยชน์และความสะดวกที่ AI นำมา แต่ก็มีความกังวลอย่างจริงจังต่อผลกระทบที่อาจตามมา

การที่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่แสดงความกังวลต่อประเด็นต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาต้องการหยุดการพัฒนา AI แต่แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะให้มีการพัฒนาอย่างรับผิดชอบและมีความปลอดภัย

อนาคตของ AI ในสหรัฐฯ จะขึ้นอยู่กับความสามารถของทุกภาคส่วนในการทำงานร่วมกัน ตั้งแต่ภาครัฐที่ต้องสร้างกฎระเบียบที่เหมาะสม ภาคเอกชนที่ต้องพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ ไปจนถึงสังคมที่ต้องเรียนรู้และปรับตัวเพื่อใช้ประโยชน์จาก AI อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

การสำรวจครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการวัดความคิดเห็นของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นเสียงเตือนที่สำคัญสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายว่าการพัฒนา AI จำเป็นต้องคำนึงถึงความกังวลและความต้องการของสังคมเป็นหลัก เพื่อให้เทคโนโลยีนี้กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ไม่ใช่สร้างปัญหาใหม่ที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม