ผู้กำกับ “โศกาภิวัฒน์” ชี้แจงดราม่าแฟนฟิค ยันใช้ต้นฉบับจากนิยาย ขอโทษแฟนๆ พร้อมวอนเปิดใจรับชม

วงการภาพยนตร์ไทยเกิดความวุ่นวายอีกครั้งเมื่อภาพยนตร์เรื่อง “โศกาภิวัฒน์” ที่จะเข้าฉายในเร็วๆ นี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากแฟนคลับนิยายออนไลน์ ที่กล่าวอ้างว่าเรื่องนี้มีต้นกำเนิดมาจากแฟนฟิคชั่น (Fan fiction) ที่ใช้ภาพของศิลปินเกาหลีมาเป็นตัวแทนตัวละคร ทำให้เกิดแฮชแท็ก #แบนโศกาภิวัฒน์ ติดเทรนด์บนโซเชียลมีเดีย

ล่าสุดในงานกาล่าภาพยนตร์ “โศกาภิวัฒน์” ณ โรงภาพยนตร์ พารากอน ซินีเพล็กซ์ ชั้น 6 ผู้กำกับ แบงค์ ณัฐชัย จิระอานนท์ ได้ออกมาให้ข้อมูลและชี้แจงประเด็นดราม่าครั้งนี้อย่างละเอียด พร้อมขอโทษแฟนๆ ที่ได้รับความกระทบกระเทือนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ผู้กำกับชี้แจงที่มาของต้นฉบับ

การยืนยันว่าใช้นิยายเป็นต้นฉบับ

ผู้กำกับ แบงค์ ณัฐชัย ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า “หนังเรื่องนี้เราตั้งใจทำจากนิยายจริงๆ” โดยได้นำหนังสือนิยายเล่มจริงมาแสดงให้เห็น พร้อมอธิบายว่าภายในเล่มนิยายมีอาร์ตเวิร์กที่นักเขียนทำขึ้นมาเอง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับศิลปินเกาหลีแต่อย่างใด

ผู้กำกับยังอธิบายถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงจากแฟนฟิคชั่นเป็นนิยายว่า “ตอนที่มันเป็นแฟนฟิค มันเล่าเรื่องด้วยการใช้สัมผัสการเล่าเรื่องเหมือนคนคุยไลน์กันและใช้รูปโปรไฟล์เป็นศิลปินวงเกาหลี หลังจากนั้นนักเขียนเขาเขียนเป็นเล่มนิยายขึ้นมา ซึ่งพอเป็นเล่มนี้เขาก็ไม่ได้ใช้อาร์ตเวิร์กที่เป็นศิลปินเกาหลี แล้วเขาก็เปลี่ยนสัมผัสในการเล่าเป็นบทบรรยายเหมือนของนิยายในแบบปกติ”

กระบวนการซื้อลิขสิทธิ์

ทีมงานผู้สร้างภาพยนตร์ได้ชื่นชอบเนื้อเรื่องที่อยู่ในรูปแบบนิยายเล่มดังกล่าว จึงตัดสินใจซื้อลิขสิทธิ์มาพัฒนาเป็นภาพยนตร์ ผู้กำกับยืนยันว่า “ในแง่ของการทำให้มันถูกต้องในเรื่องของลิขสิทธิ์ เราทำตรงไปตรงมาแบบนี้” แสดงให้เห็นถึงความถูกต้องตามกฎหมายในการใช้ต้นฉบับ

การตอบสนองต่อดราม่าที่เกิดขึ้น

ความไม่เข้าใจในจังหวะเวลา

ผู้กำกับแสดงความไม่เข้าใจกับการเกิดขึ้นของดราม่าในช่วงเดือนกรกฎาคม โดยระบุว่า “รูปบวงสรวงที่มันเป็นประเด็นดราม่าขึ้นมา เราโพสต์รูปนั้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้ว ซึ่งตัวเราลง ตัวนักแสดงทุกคนก็ลง และเราก็ติดแฮชแท็กคำว่าโศกาภิวัฒน์อย่างตรงไปตรงมาตั้งแต่ตอนนั้น ไม่ได้มีเจตนาที่จะหลบเลี่ยงอะไรอยู่แล้ว”

คำชี้แจงนี้แสดงให้เห็นว่าทีมงานไม่ได้พยายามปกปิดหรือหลบเลี่ยงการระบุชื่อภาพยนตร์ตั้งแต่แรก แต่กลับเป็นการประชาสัมพันธ์อย่างเปิดเผยมาโดยตลอด

ความพยายามในการทำความเข้าใจ

ผู้กำกับยอมรับว่าประเด็นเรื่องแฟนฟิคชั่นเป็นเรื่องใหม่สำหรับตัวเขาและค่ายภาพยนตร์ “ตั้งแต่มีดราม่าเข้ามา ต้องบอกเลยว่าตัวผมเองที่เป็นผู้กำกับ แล้วก็ทีมงานทั้งค่ายเราไม่ได้นิ่งนอนใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพียงแต่ว่าพอมันมีดราม่าเกิดขึ้นมา สิ่งหนึ่งก็คือเราพยายามทำความเข้าใจก่อนว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

คำขอโทษและการอธิบายเหตุผล

การขอโทษอย่างจริงใจ

ผู้กำกับได้ใช้โอกาสนี้ในการขอโทษแฟนๆ อย่างเป็นทางการ “ตัวแบงค์เองที่เป็นผู้กำกับ หัวหน้าทีมก็ต้องขอใช้พื้นที่ตรงนี้อยากจะขอโทษแฟนๆ ทุกๆ คนที่เหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นและทำให้กระทบกระเทือนความรู้สึกของคนที่เคยอ่านในฉบับแฟนฟิคมาก่อน”

เหตุผลในการดำเนินการต่อ

แม้จะขอโทษ แต่ผู้กำกับก็อธิบายเหตุผลที่ภาพยนตร์จำเป็นต้องฉายตามกำหนด “ในส่วนของทีมผู้สร้างภาพยนตร์ด้วยความที่ว่าหนังมันจะฉายโรงแล้ว เราทำขนาดนี้แล้ว แล้วมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องของแบงค์คนเดียว มันมีนักแสดงหลายๆ คน และมีทีมงานหลายๆ คนเข้ามาเกี่ยวข้อง เราจำเป็นที่จะต้องฉายตามปกติ”

การพัฒนาเนื้อเรื่องและตัวละคร

การต่อยอดจากต้นฉบับ

ผู้กำกับอธิบายถึงกระบวนการพัฒนาเนื้อเรื่องว่า “ตัวฉบับนิยาย นักเขียนเขาต่อยอดเนื้อเรื่องต่อยอดตัวคาแรกเตอร์มาจากตัวแฟนฟิคมาไกลพอสมควรประมาณนึง แล้วพอมาถึงฉบับภาพยนตร์ ตัวพวกเราเองก็ต่อยอดชนิดที่ว่าไกลจากนิยายออกไปอีก”

การพัฒนาตัวละคร

เนื่องจากข้อจำกัดของเวลาในภาพยนตร์ ทีมงานจึงต้องพัฒนาตัวละครให้มีความลึกและชัดเจนมากขึ้น “8 คนยืนด้วยกัน แล้วหนังมันมีเวลาเล่าประมาณชั่วโมงครึ่งไม่ถึง 2 ชั่วโมง เราต้องทำให้คาแรกเตอร์ของพวกเขามันชัดเจนขึ้นมาหมด แล้วทุกคนก็มีส่วนร่วมในการพัฒนาบท”

การปรับให้เข้ากับยุคสมัย

ตัวบทภาพยนตร์ได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสมกับยุคปัจจุบัน “ตัวบทภาพยนตร์เองก็มีการปรับให้มันเข้ากับยุคมากขึ้น ให้มันสมเหตุสมผลในการเล่าและก็เป็นภาพยนตร์มากขึ้น และองก์ 2 องก์ 3 แทบจะไม่เหมือนในนิยายเลย คือมันมาไกลกว่าเดิม”

ความตั้งใจและเป้าหมายของการสร้างภาพยนตร์

เจตนาที่แท้จริง

ผู้กำกับย้ำถึงเจตนาที่แท้จริงในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ “สิ่งที่เราพยายามอยากจะบอกก็คือเราอยากให้จะเห็นถึงความตั้งใจของเราว่าเราหยิบเรื่องนี้เราหยิบมาเพราะอะไร เพราะเราชอบเซ็ตติ้งของมัน เราไม่มีเจตนาที่จะใช้ประโยชน์จากคอมมูนิตี้ของแฟนฟิค”

ความจริงใจในการทำงาน

ทีมงานเน้นย้ำถึงความจริงใจในการสร้างภาพยนตร์ “เรามีความจริงใจในการทำโปรเจ็กต์นี้” และไม่ได้มีเจตนาที่จะแสวงหาผลประโยชน์จากชุมชนแฟนฟิคชั่นแต่อย่างใด

การวอนขอความเข้าใจ

คำขอให้เปิดใจ

ในท้ายที่สุด ผู้กำกับได้วอนขอให้แฟนๆ เปิดใจและให้โอกาสภาพยนตร์เรื่องนี้ “อยากให้เข้าใจและลองเปิดใจดูหนังเรื่องนี้กัน” พร้อมขอให้แฟนคลับเข้าใจในสถานการณ์ของทีมงาน “อยากให้แฟนๆ เข้าใจเราเหมือนที่เราเองพยายามเข้าใจความรู้สึกของแฟนๆ เหมือนกัน”

การสร้างความเข้าใจร่วมกัน

ผู้กำกับแสดงความปรารถนาที่จะสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างทีมงานและแฟนคลับ โดยเน้นว่าทั้งสองฝ่ายควรเข้าใจซึ่งกันและกัน และให้โอกาสในการรับชมภาพยนตร์ก่อนที่จะตัดสินใจ

บทสรุปและมุมมองในอนาคต

เหตุการณ์ดราม่าภาพยนตร์ “โศกาภิวัฒน์” นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของวงการบันเทิงในยุคดิจิทัล ที่เนื้อหาสามารถถูกสร้างสรรค์และดัดแปลงผ่านหลายขั้นตอน จากแฟนฟิคชั่นสู่นิยาย แล้วจากนิยายสู่ภาพยนตร์

การชี้แจงของผู้กำกับ แบงค์ ณัฐชัย แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างความเข้าใจและการรับผิดชอบต่อความรู้สึกของแฟนคลับ ขณะเดียวกันก็ต้องการปกป้องผลงานและทีมงานที่ได้ลงทุนไปแล้วมาก

ประเด็นนี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับวงการภาพยนตร์ไทยในการพิจารณาความไวต่อวัฒนธรรมแฟนคลับและการจัดการกับเนื้อหาที่มีต้นกำเนิดจากคอมมูนิตี้ออนไลน์ การสื่อสารที่เปิดเผยและจริงใจ รวมถึงการเคารพในความรู้สึกของทุกฝ่าย จะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขและป้องกันปัญหาคล้ายคลึงกันในอนาคต

ในขณะที่ดราม่านี้ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงในโซเชียลมีเดีย ภาพยนตร์ “โศกาภิวัฒน์” ก็ยังคงเตรียมตัวเข้าฉายตามกำหนด โดยหวังว่าผู้ชมจะเปิดใจและให้โอกาสในการรับชมผลงานที่ทีมงานได้อุทิศแรงกายแรงใจสร้างสรรค์ขึ้นมา การตัดสินใจขั้นสุดท้ายจึงขึ้นอยู่กับผู้ชมแต่ละคนว่าจะเลือกรับชมหรือไม่ โดยคำนึงถึงข้อมูลและคำชี้แจงที่ได้รับฟังมาทั้งหมด